ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 766 ช่างเป็นคนทะเยอทะยานจริงๆ
ตอนที่ 766 ช่างเป็นคนทะเยอทะยานจริงๆ
หลังหลินเซี่ยย้ายมาอยู่ที่บ้านตระกูลเซี่ย ผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลเฉินก็แวะมาดูเหลนชายบ่อยแทบไม่เว้นวัน
ในตอนที่หลินเซี่ยย้ายมาอยู่บ้านตระกูลเซี่ยได้สี่วัน คุณปู่เฉินก็หันมาถามเธอด้วยรอยยิ้มว่า “เซี่ยเซี่ย เมื่อไหร่เธอจะไปอยู่บ้านเราล่ะ?”
“คุณปู่คะ ฉันรับงานไว้ค่ะ รอให้ฉันทำงานเสร็จแล้วจะกลับบ้านนะคะ” หลินเซี่ยตอบ
“รับงาน?”
คุณปู่เฉินทำสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินที่เธอพูด
“เซี่ยเซี่ย สภาพร่างกายของเธอตอนนี้จะออกไปทำงานไหวเหรอ ไหวแน่นะ?” คุณย่าเฉินมองหลินเซี่ยด้วยความเป็นห่วง
หลินเซี่ยพอจะเดาออกอยู่แล้วว่าพวกท่านต้องเป็นแบบนี้แน่ ๆ หากได้ยินเรื่องที่เธอจะออกไปทำงาน
“คุณปู่ คุณย่า ไม่ใช่งานหนักอะไรหรอกค่ะ แค่แต่งหน้าทำผมให้กับนักแสดงในกองถ่าย ฉันรับปากผู้กำกับไว้ตั้งแต่ก่อนคลอดแล้วค่ะ นางเอกของเรื่องนี้เป็นอาหญิงของฉัน ผู้กำกับระบุว่าอยากให้ฉันเป็นคนแต่งหน้าทำผมให้อาหญิงค่ะ ไม่ได้มีฉากแสดงเยอะอะไรมากมาย คาดว่าคงใช้เวลาประมาณสองอาทิตย์ก็คงเสร็จ” เธออธิบายพร้อมกับยิ้ม
ผู้เฒ่าเฉินรู้ดีว่าตนไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของลูกหลานมากเกินไป แต่เขาก็ยังแสดงสีหน้าลำบากใจ
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามคำถามที่เขาเป็นกังวลมากที่สุด “แล้วเด็กล่ะ เธอต้องให้นมลูกนะ แล้วถ้าเธอออกไปทำงาน ใครจะเป็นคนดูแลลูก? ลูกจะกินนมยังไง? ต้องเปลี่ยนไปกินนมผงแทนหรือเปล่า?”
เซี่ยเหลยอธิบายอยู่ข้าง ๆ “คุณลุงเฉิน เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลครับ ถึงตอนนั้นเซี่ยอวี่ จะเปิดห้องพักในโรงแรมใกล้ ๆ กองถ่าย ผมกับอิงจื่อจะช่วยกันดูแลหลานเอง เซี่ยเซี่ยเสร็จงานก็จะรีบกลับมา เหมือนแค่เปลี่ยนที่อยู่เท่านั้นเองครับ”
“เรื่องนี้เจียเหอรู้หรือยัง?” ผู้เฒ่าเฉินเห็นว่าพวกเขาตกลงกันได้แล้ว จึงถามขึ้นอีก
หลินเซี่ยตอบกลับไปว่า “เขารู้แล้วค่ะ ฉันปรึกษากับเขาแล้ว เขาก็สนับสนุนฉันค่ะ”
ครั้นสองผู้เฒ่าตระกูลเฉินได้ยินว่าเฉินเจียเหอสนับสนุนให้หลินเซี่ยออกไปทำงานเร็วขนาดนี้ ทั้งสองคนก็มีสีหน้าแปลกใจ แต่ในเมื่อเป็นการตัดสินใจของหลานสะใภ้ พวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ตอนนี้โจวลี่หรงไม่อยู่แล้ว ถ้าหลินเซี่ยออกไปทำงาน ก็คงต้องให้หลิวกุ้ยอิงช่วยดูแลเด็ก
พวกเขาเองก็อยากจะช่วย แต่ด้วยอายุที่มากแล้ว ก็ทำได้เพียงคิด แต่ไม่มีแรงจะทำ
ในเมื่อช่วยอะไรไม่ได้ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะออกความคิดเห็นใด ๆ
แต่จางซ่วนงานยุ่ง ส่วนเฉินเจียซิ่งเองก็ต้องทำงานประจำ ทำให้เขาหาเวลาว่างไปเรียนได้เป็นครั้งคราว
อย่างไรก็ตาม เฉินเจียซิ่งเป็นคนหัวไว บวกกับพอมีพื้นฐานการถ่ายรูปอยู่บ้าง ฝีมือปัจจุบันจึงนับว่าพัฒนาขึ้นมาก
ทันทีที่เลิกงาน เขาก็รีบตรงดิ่งไปหาหลินเซี่ยที่บ้านตระกูลเซี่ย
หยางหงเสียไม่ค่อยวางใจจึงตามมาด้วย
และยังแวะซื้อผลไม้ติดมือมาฝากอีกต่างหาก
“พี่สะใภ้ ผมได้ยินพ่อกับแม่เล่าตอนอยู่บ้านว่าพี่จะไปเป็นสไตลิสต์ที่กองถ่ายเหรอครับ?” เฉินเจียซิ่งมองหลินเซี่ยพลางถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
หลินเซี่ยรู้ทันทีว่าเฉินเจียซิ่งไม่ได้ตั้งใจมาเยี่ยมหลานชาย เธอพูดด้วยน้ำเสียงยานคาง “นายนี่ก็ทันข่าวเหมือนกันนะ”
เฉินเจียซิ่งยิ้มแห้งๆ มองหลินเซี่ย ก่อนจะเอ่ยถามอย่างลองเชิง “พี่สะใภ้ ตอนที่พี่ไปกองถ่าย พาผมไปด้วยได้ไหมครับ”
“จะพานายไปทำไม?” หลินเซี่ยกลอกตาอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะหันไปถามเขา
“ผมถ่ายรูปเป็นไม่ใช่เหรอ ผมก็เรียนถ่ายวิดีโอมาเหมือนกัน พี่ก็แนะนำให้ผมไปทำงานที่กองถ่ายสิ งานถ่ายรูป ถ่ายวิดีโออะไร ผมทำได้หมด”
“ดูสิ พวกเราก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน มีโอกาสในการทำงานก็น่าจะนึกถึงคนในครอบครัวก่อนไม่ใช่เหรอ? ในเมื่ออาหญิงแนะนำพี่ไปทำงานเป็นสไตลิสต์ พี่ก็แนะนำผมไปถ่ายวิดีโอ ไปถึงกองถ่าย พวกเราก็ช่วยเหลือกันเอง”
หยางหงเสียได้ยินคำพูดของเฉินเจียซิ่ง หล่อนที่อยู่ด้านข้างก็มีสีหน้าไม่ดีและร้อนใจ
อยากจะห้ามเฉินเจียซิ่ง แต่ก็ไม่รู้จะพูดแทรกตรงไหน
“เขาน่ะขี้โม้ ประการแรก ฉันได้ไปทำงานเป็นสไตล์ลิสต์ที่กองถ่ายเพราะผู้กำกับเขาชอบในฝีมือการแต่งหน้าทำผมของฉัน เขาถึงได้เชิญฉันไปโดยเฉพาะ อาหญิงไม่ได้ยัดเยียดคนเข้าไปในกองถ่ายเองหรอกนะ”
“ส่วนเรื่องจะให้ฉันพานายไปกองถ่าย นายเพิ่งจะไปเรียนถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอมาได้กี่วันเอง คนเขากำลังถ่ายทำภาพยนตร์ ไม่ใช่เล่นขายของอยู่ที่บ้านนะ”
หยางหงเสียรู้สึกว่าหลินเซี่ยเริ่มโมโห จึงรีบอธิบาย “พี่สะใภ้ อย่าไปสนใจเขาเลยค่ะ เขาคนนี้ชอบเพ้อเจ้อ ฟังอะไรนิดหน่อยก็คิดไปเอง อดทนอะไรไม่ได้เลย”
จากนั้นหล่อนก็หันมาพูดกับเฉินเจียซิ่ง “คุณก็ตั้งใจทำงานที่ร้านไปเถอะ ฝึกฝนฝีมือการถ่ายรูปให้มากขึ้น อีกหน่อยค่อยมาถ่ายรูปให้คนที่ร้านเช่าชุดแต่งงานของพวกเราก็ได้ไหม? คุณไปทำงานในกองถ่ายไหวเหรอ? รู้ตัวบ้างไหมเนี่ย”
เฉินเจียซิ่งรีบโต้แย้ง “ผมก็แค่อยากจะก้าวหน้าบ้าง ผู้ชายก็ต้องมีความทะเยอทะยาน พวกคุณไม่ให้กำลังใจผมก็แล้วไป ยังมาพูดจาดูถูกเหยียดหยาม ไม่ให้เกียรติกันเลยสักนิด ยังอยากจะให้สามีตัวเองเก่งหรือเปล่า”
“ฉันแค่อยากให้คุณเข้าใจถึงศักยภาพของตัวเอง อย่าสร้างปัญหาให้พี่สะใภ้เท่านั้นเอง” หยางหงเสียมองหลินเซี่ย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียใจ “พี่สะใภ้ อย่าใส่ใจคำพูดของเขาเลยค่ะ”
หยางหงเสียปวดหัวมากกับนิสัยเอาแต่ใจของเฉินเจียซิ่ง
ก่อนที่จะแต่งงานกับเขา หล่อนรู้สึกว่าเขามีนิสัยร่าเริงดี ทุกอย่างดูดีมาก
ทำไมถึงไม่รู้ว่าเมื่อเป็นเวลาทำงานแล้วเขาถึงไม่น่ารักขนาดนี้?
ชอบอิจฉาความสำเร็จของคนอื่น แต่ไม่เคยคิดว่าคนอื่นต้องพยายามอะไรบ้าง
หยางหงเสียต้องยอมรับว่าการที่เขามาจากตระกูลดีและมีฐานะได้ปกปิดข้อบกพร่องก่อนแต่งงานของเขาไว้ แต่พอได้ใช้ชีวิตร่วมกันจริง ๆ จึงค้นพบว่าเขาไม่เหมือนกับพี่ใหญ่เฉินเจียเหอและน้องสามเฉินเจียวั่งเลย
ดูเหมือนว่าข้อบกพร่องของทั้งครอบครัวทั้งหมดมารวมกันอยู่ที่เขาคนเดียว
“ใครบอกว่าผมทะเยอทะยานมากเกินไป?” เฉินเจียซิ่งไม่ยอมรับคำวิจารณ์ของ หยางหงเสีย “ทำไมคุณถึงชอบพูดให้ผมรู้สึกแย่ตลอด? คุณไม่เข้าใจผมเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมมีความกดดันมากแค่ไหน ผมพยายามขนาดนี้ก็เพื่อใคร? ก็เพื่อครอบครัวเล็ก ๆ ของพวกเราไงล่ะ”
เสียงของเฉินเจียซิ่งดังขึ้น ทำให้หยางหงเสียไม่รู้จะตอบโต้ยังไง
ทำได้เพียงมองเฉินเจียซิ่งด้วยตาที่แดงก่ำ
เฉินเจียซิ่งโกรธจนหน้าเสีย สีหน้าไม่สู้ดีนัก น้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความน้อยใจ “มองอะไรนักหนา? ผมพยายามแล้วแต่คุณไม่เห็นสนับสนุน พอผมไม่มีความสามารถ คุณก็ดูถูกผม”
หยางหงเสียพูด “ฉันไม่ได้ดูถูกคุณ”
เฉินเจียซิ่งแค่นเสียง “ตอนนี้ยังไม่ดูถูก พอต่อไปวันข้างหน้าลำบากก็ต้องดูถูกแน่ๆ เป็นเรื่องธรรมดา ผู้หญิงน่ะเหมือนกันหมด”
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาไม่มีงาน เสิ่นเสี่ยวเหมยก็ไม่ได้ดูถูกเขา ยังบอกอีกว่าเขาพร้อมจะไปหาหล่อนได้ทุกเมื่อ คอยอยู่เป็นเพื่อนเล่น คอยเที่ยวกับหล่อน ชมว่าเขาเอาใจใส่หล่อน
แต่สุดท้ายก็มาดูถูกที่เขาไม่มีงานการที่มั่นคง ดูถูกที่เขากินเงินผู้หญิง ใช้เงินหล่อนเลี้ยงดู บอกว่าเขาไม่มีความสามารถ ดูถูกเขาจนไม่เหลือค่าอะไรเลย
ตอนนี้เขาจึงไม่เชื่อคำพูดสวยหรูของผู้หญิงอีกแล้ว
เขาเชื่อคำพูดหนึ่งว่า งานก็คือหน้าตาของผู้ชาย
มีแต่ทำงานเก่ง ประสบความสำเร็จ มีเงินทองกลับมา ถึงจะมีที่ยืนในครอบครัวได้
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ใช่ว่าจะดูถูกนายนะเจียซิ่ง แต่ฝีมือนายยังต้องพัฒนาอีกเยอะน่ะ นายอย่าเพิ่งถอดใจก็แล้วกัน
ไหหม่า(海馬)