ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 767 ยอดเยี่ยมได้ แต่อย่าเหนือกว่าเขา
ตอนที่ 767 ยอดเยี่ยมได้ แต่อย่าเหนือกว่าเขา
หลินเซี่ยฟังเฉินเจียซิ่งพูดจาฉะฉานจนหยางหงเสียถูกควบคุมจนอยู่หมัด
เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อารอง นายอย่าเหมารวมผู้หญิงทุกคนแบบนี้”
เดิมทีหลินเซี่ยไม่อยากต่อล้อต่อเถียง แต่เห็นแก่หยางหงเสีย เธอจึงพูดต่ออีกสองสามประโยค “แน่นอนว่าการที่นายมีความทะเยอทะยานก้าวหน้าเป็นเรื่องดี ผู้ชายก็ต้องมีความมุ่งมั่นในหน้าที่การงานบ้าง แต่จะให้ก้าวกระโดดข้ามขั้นก็ไม่ได้”
“กองถ่ายไม่ใช่ของพวกเรา ต่อให้ฉันจะเป็นผู้กำกับ ฉันก็ต้องรับผิดชอบต่อผู้ชม รับผิดชอบต่อทีมงานทุกคน ไม่ใช่ว่าทำแบบขอไปที หาเส้นสายให้ญาติเข้ามาได้ ทุกคนต่างก็มีหน้าที่ นี่ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัว”
“นายตั้งใจเรียนรู้จากจางซ่วนเถอะ พวกเราต้องใช้ผลงานพูด นายลองดูรูปที่นายถ่าย พูดตามตรง ฝีมือการถ่ายรูปของนายเมื่อตอนงานเลี้ยงครบเดือนหลานเทียบกับจางซ่วนแล้วยังห่างชั้นกันมาก นายยังมีหน้ามาขอให้ฉันหาเส้นสายให้แบบนี้อีกเหรอ?”
หลินเซี่ยขี้เกียจพูดกับเขาแล้ว ยกตัวอย่างรูปถ่ายที่บ้าน ถึงเฉินเจียซิ่งจะถ่ายไม่ถึงกับแย่ อย่างไรมันก็ถือว่าเป็นการถ่ายเล่นๆ เป็นงานอดิเรกอยู่แล้ว
แต่พอเทียบกับรูปที่จางซ่วนถ่ายในงานเลี้ยงครบหนึ่งเดือนของลูก รูปที่เฉินเจียซิ่งถ่ายมันช่างเหมือนขยะ
เป็นการยืนยันคำกล่าวที่ว่า ไม่เปรียบเทียบก็ไม่เจ็บ
หลังจากโดนหลินเซี่ยวิจารณ์ไปชุดใหญ่ เฉินเจียซิ่งก็เหมือนโดนแทงใจดำเข้าอย่างจัง เขาก้มหน้าลง น้ำเสียงเศร้าสร้อย “พี่สะใภ้ใหญ่ ผมถ่ายแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
หลินเซี่ยยังคงสาดคำวิจารณ์ใส่เขาไม่ยั้งจนเขาแทบจะมุดดินหนี “นี่นายเรียกถ่ายรูปเหรอ คนอื่นเขาเรียกช่างภาพ ถ่ายออกมาเป็นศิลปะ นายน่ะต้องไปฝึกฝนอีกเยอะ ด้วยฝีมือระดับนี้ อย่าว่าแต่ไปทำงานที่กองถ่ายเลย แค่ให้ถ่ายรูปในร้านเช่าชุดแต่งงาน ฉันยังไม่กล้าใช้เลย”
การถ่ายภาพกับการบันทึกวิดีโอเป็นคนละเรื่องกัน เขาก็แค่สะพายกล้องไปถ่ายรูป ยังไม่รู้จักแม้แต่อุปกรณ์บันทึกวิดีโอ แต่คิดจะไปทำงานในกองถ่าย คิดได้อย่างไร
หลังจากโดนหลินเซี่ยอบรมไปยกใหญ่ เฉินเจียซิ่งก็ได้แต่อ้าปากค้าง ไม่รู้จะเถียงอะไร จึงยอมกลับไปฝึกฝนฝีมือต่ออย่างว่าง่าย
“หงเสีย พวกเราเริ่มรับสมัครนักเรียนรุ่นที่สองได้แล้ว” หลินเซี่ยไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเฉินเจียซิ่ง พอดีกับที่หยางหงเสียเดินเข้ามา เธอจึงชวนคุยเรื่องงาน “ครั้งนี้ พวกเรายังคงเน้นไปที่แถบชานเมืองนะ”
“เดี๋ยวไปลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ เพิ่มเบอร์โทรศัพท์ไปอีกสองเบอร์ อย่าลืมเขียนที่อยู่ร้านของเราให้ชัดเจนด้วย ป้องกันคนส่งจดหมายมาแล้วที่อยู่ไม่ชัดเจน จะไม่ได้รับ”
ช่วงนี้หลินเซี่ยดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์อยู่บ้าน เห็นว่าในเมืองใหญ่บางเมืองเริ่มมีโรงเรียนสอนเสริมสวยแล้ว
เธอตั้งใจว่าหลังจากเปิดอบรมรุ่นนี้เสร็จแล้วจะไปจดทะเบียนเปิดโรงเรียนสอนเสริมสวย จ้างครูในด้านนี้มา เริ่มเปิดโรงเรียน รับสมัครนักเรียนจากทั่วประเทศมาเรียน
เมื่อหยางหงเสียได้ยินหลินเซี่ยพูดถึงเรื่องรับสมัครนักเรียน หล่อนก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที “ได้เลยพี่สะใภ้ ไม่มีปัญหา เดี๋ยวฉันกลับไปลงโฆษณาเลย”
หยางหงเสียจูงมือเฉินเจียซิ่งออกมาจากบ้านสกุลเซี่ย หยางหงเสียดูฮึกเหิม ขณะที่เฉินเจียซิ่งดูไร้เรี่ยวแรง
เขาไม่มีแรงเลยสักนิด
หยางหงเสียเห็นท่าทางของเฉินเจียซิ่งก็ขมวดคิ้ว “พี่สะใภ้พูดอะไรกับคุณตั้งนานสองนาน?”
เฉินเจียซิ่งหยุดเดินกะทันหัน เขาจ้องมองหล่อนด้วยสีหน้าจริงจัง “ถ้าในอนาคตคุณทำงานเก่งกว่าผม หาเงินได้มากกว่าผม คุณจะรังเกียจไหมที่ผมไม่มีความสามารถ จะนอกใจผมหรือเปล่า”
“ฉันดูเป็นคนแบบนั้นเหรอ?” หยางหงเสียมองเฉินเจียซิ่งอย่างไม่เข้าใจ “ฉันหาเงินได้มาก คุณไม่ดีใจหรือไง ทำไมต้องมาเปรียบเทียบกันด้วย”
เฉินเจียซิ่งคิดในใจว่า แน่นอนว่าผมดีใจ แต่ผมก็กลัวว่าคุณจะรังเกียจที่ผมไม่มีความสามารถ
จู่ๆ เขาก็คิดแผนได้ “เรามามีลูกกันเถอะ”
ถ้ามีลูก หล่อนจะต้องไม่มีความคิดแบบนั้นอีกแน่นอน
“ตอนนี้เลยเหรอ?”
หยางหงเสียรู้สึกว่าในเมื่อหลินเซี่ยไว้วางใจเธอขนาดนี้ มอบหมายงานสำคัญอย่างการรับสมัครนักเรียนให้หล่อน หล่อนต้องทำงานอย่างจริงจัง รับผิดชอบ ทำงานของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ให้หลินเซี่ยผิดหวัง
ในขณะเดียวกัน หล่อนก็รู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นั้นมีความหมายมาก
การรับสมัครนักเรียนจากชนบท เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้ทักษะ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของพวกเขาได้
สำหรับเด็กสาวในชนบทที่กำลังจะแต่งงาน หากพวกหล่อนมีทักษะนี้ก็จะสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่มีทางเลือกเดียวคือการแต่งงาน
โดยสรุปแล้วหยางหงเสียรักงานในตอนนี้ของหล่อนมาก หล่อนไม่ต้องการถูกผูกมัดกับลูกเร็วเกินไป และกลายเป็นแม่บ้านอยู่แต่ในบ้าน
ตอนนี้รายได้จากงานของเฉินเจียซิ่งก็ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้
ในเมื่อแม้แต่หลินเซี่ยก็ยังเข้ากับแม่สามีไม่ได้ หล่อนก็คงไม่ต่างกัน
แม่ยายก็มีชีวิตของตัวเอง ไม่สามารถมาช่วยเลี้ยงลูกได้ตลอดเวลา
ก่อนหน้านี้เฉินเจียซิ่งเคยประชดประชันต่อหน้าแม่ยายว่า ถ้าพวกเขามีลูก แค่จ้างพี่เลี้ยงก็สิ้นเรื่อง
แต่ในความเป็นจริงมันไม่ง่ายขนาดนั้น พวกเขาจะเอาเงินที่ไหนไปจ้างพี่เลี้ยงกัน?
“หยางหงเสีย คุณนี่ไม่เหมือนเดิมเลยนะ ตอนนี้กลายเป็นผู้หญิงเก่งไปแล้วหรือไง?”
เฉินเจียซิ่งมองหยางหงเสียราวกับว่าไม่รู้จักหล่อนมาก่อน
ในอดีตหยางหงเสียเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนและน่ารัก ไร้ซึ่งบุคลิกของผู้หญิงเก่ง เขานี่แหละที่หลงใหลในตัวหล่อน
พูดแบบเห็นแก่ตัวก็คือ หล่อนเป็นคนที่ควบคุมได้ง่าย
เขาสามารถแสดงเสน่ห์ความเป็นชายออกมาได้อย่างเต็มที่ต่อหน้าหยางหงเสีย
ในอดีต หล่อนมักจะมองเขาด้วยสายตาชื่นชมแบบหญิงสาวที่อ่อนต่อโลกอยู่เสมอ
แต่ตอนนี้ บุคลิกของหล่อนกลับเหมือนหลินเซี่ยขึ้นทุกวัน
นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลยสักนิด
ถ้าหล่อนแข็งแกร่งแบบหลินเซี่ยขึ้นมาจริงๆ
หล่อนก็คงจะเก่งเกินไปและเอาแต่ใจเกินไป
เฉินเจียซิ่งเริ่มรู้สึกกังวลใจ และเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง
เสียใจที่ส่งหล่อนไปเรียนรู้กับหลินเซี่ย
ทั้งสองแต่งงานกันมานาน หยางหงเสียเห็นสีหน้าของเฉินเจียซิ่งแล้วก็รู้ทันทีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
หล่อนจ้องมองเฉินเจียซิ่งอย่างโมโหแล้วถามว่า “เฉินเจียซิ่ง นี่คุณอยากขังฉันไว้ในบ้านให้มีลูกอย่างเดียวหรือไง?”
เฉินเจียซิ่งเอามือลูบจมูก ปฏิเสธว่า “ผมไม่ได้คิดแบบนั้น”
หยางหงเสียแค่นเสียงเยาะหยัน “คุณคิดยังไงฉันรู้ดี พวกผู้ชายก็แบบนี้แหละ กลัวว่าผู้หญิงจะมีความสามารถมากกว่าตัวเอง กลัวเสียหน้าเวลาออกไปข้างนอก”
ต้องยอมรับว่าคำพูดของหยางหงเสียแทงใจดำเฉินเจียซิ่งเข้าอย่างจัง
ลึกๆ แล้วเขาก็คิดแบบนั้นจริงๆ
เขาคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นผู้ชาย ผู้หญิงควรจะพึ่งพาอาศัยเขา
ผู้หญิงของเขาจะเก่งก็ได้ แต่ห้ามเก่งกว่าเขา ห้ามขโมยซีนเขา
เขาไม่อยากให้ใครมองว่าเมียเหนือกว่าเขา
แต่ความจริงในตอนนี้ หยางหงเสียมีหน้าที่การงานที่ดี เงินเดือนก็มากกว่าเขา ทุกอย่างดูเหนือกว่าเขาไปหมด
เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงเอาเสียเลย
เฉินเจียซิ่งสบตากับหยางหงเสียที่มองมาด้วยแววตาตำหนิ เขาหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะโอบไหล่หล่อนแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ที่รัก อย่าพูดแบบนั้นสิ ผมรักคุณ ไม่อยากให้คุณต้องลำบาก ผมเป็นผู้ชาย เรื่องหาเลี้ยงครอบครัวเป็นหน้าที่ผม คุณทำงานหนักทุกวันแบบนี้ ผมเห็นแล้วก็เป็นห่วง รู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์ ไม่ได้ทำหน้าที่สามีที่ดีเลย”
เฉินเจียซิ่งพูดอย่างจริงใจ แววตาที่เขามองหยางหงเสียเต็มไปด้วยความเสน่หา ทำให้ความโกรธในใจของหยางหงเสียพลันมลายหายไป กลับกลายเป็นความซาบซึ้งแทน
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ดีที่คารมดีกลับลำทัน ไม่งั้นได้ขาเตียงหักแน่เจียซิ่ง
ไหหม่า(海馬)