ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 770 ความคิดของเสิ่นอวี้หลง
ตอนที่ 770 ความคิดของเสิ่นอวี้หลง
เห็นเฉินเจียเหอเป็นห่วงภรรยาและลูกแบบนี้ เสิ่นอวี้หลงจึงมองไปที่ประตูแล้วพูดเบาๆ ว่า “พี่สาว พี่เขยเขารักพี่จริงๆ นะ ดีกว่าหลิวจื้อหมิงคนนั้นตั้งเยอะ”
หลินเซี่ยยิ้ม “แน่นอนสิ คนแบบนั้นจะมาเทียบกับพี่เขยของนายได้ยังไง”
เสิ่นอวี้หลงนั่งลงบนโซฟา หลินเซี่ยสอนวิธีอุ้มเด็กให้เขา
“นายต้องเอามือประคองก้นเขาไว้ เหมือนกับตอนกอดหมอนนั่นแหละ…ท่าแบบนี้มันไม่ถูก”
พอเสิ่นอวี้หลงลองอุ้มเด็กดู ถึงได้รู้ว่ามันยากกว่ากอดหมอนเยอะ
หมอนยังมีความแข็ง แต่เด็กทารกตัวนิ่ม ให้ความรู้สึกคนละแบบเลย
“พี่สาว ผมอยากบอกพี่อย่างหนึ่งนะ ผมเพิ่งเจอหลิวจื้อหมิงเมื่อไม่กี่วันก่อน”
พอได้ยินเสิ่นอวี้หลงพูดถึงชื่อนั้น หลินเซี่ยก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร “เหรอ?”
เธอตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ
“ผมยังคิดถึงบ้านพักของพวกเราเลยแอบไปดู แล้วก็เห็นหลิวจื้อหมิงพอดีเลย” เสิ่นอวี้หลงพูดด้วยท่าทางมีลับลมคมใน
ดูจากสีหน้าเขาแล้ว คงไม่ได้แค่เห็นหลิวจื้อหมิงธรรมดาๆ แน่ ต้องมีอะไรมากกว่านั้นอีก
และมันก็จริงอย่างที่คิด เสิ่นอวี้หลงพูดต่อ “วันนั้นผมบังเอิญเจอผู้ชายคนหนึ่งกำลังหาเรื่องหลิวจื้อหมิง วุ่นวายมาก คนแถวนั้นมามุงดูกันเต็ม”
เสิ่นอวี้หลงเล่าต่ออย่างออกรส “เหมือนหลิวจื้อหมิงแอบคบชู้กับเจ้านายผู้หญิงของตัวเอง แล้วก็ได้เลื่อนขั้นเพราะเรื่องนี้แหละ ผลคือสามีเก่าของผู้หญิงคนนั้นอยากจะกลับไปคืนดี เลยมาอาละวาดที่บ้านพัก ด่าว่าหลิวจื้อหมิงเป็นมือที่สาม”
“นายอายุแค่นี้เอง สนใจเรื่องชาวบ้านไปได้” หลินเซี่ยพูดกับเสิ่นอวี้หลงด้วยน้ำเสียงตำหนิ “ตั้งใจเรียนไปเถอะ อย่าไปสนใจเรื่องแบบนี้เลย มันไม่ดี”
“ผมแค่บังเอิญเจอเฉยๆ”
เสิ่นอวี้หลงเขย่าของเล่นกรุ๋งกริ๋งให้หลาน จากนั้นก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ “พี่ ตอนนั้นพี่คงเสียใจและโดดเดี่ยวมากสินะ?”
ยังได้ยินว่ามีคนพูดถึงชื่อของหลินเซี่ยกับเสิ่นอวี้อิ๋งด้วย
แถมยังเป็นคำพูดที่ไม่ค่อยดีนัก
ถึงเสิ่นอวี้หลงจะไม่ได้อยู่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตาตัวเอง แต่แค่คิดเขาก็รู้สึกแย่
หลินเซี่ยไปตรวจเลือดเพื่อบริจาคเลือดให้เขา แต่กลับพบว่าเธอไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อแม่ พอพ่อแม่เจอลูกสาวแท้ๆ เธอก็ถูกส่งกลับไปอยู่บ้านนอก แม้แต่งานก็ยังถูกถอนคืน
ส่วนแฟนเฮงซวยของเธอก็รีบไปซบอกเสิ่นอวี้อิ๋งทันที
เธอต้องสูญเสียความรักจากครอบครัว ความรักจากคนรัก และงานไปในชั่วข้ามคืน
คงจะรู้สึกสิ้นหวังน่าดู
ที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ ต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายที่ทำให้เธอต้องถูกสลับตัวตั้งแต่แรก ก็คือพ่อของเขานั่นเอง
“ไม่เป็นไรหรอก มันผ่านไปแล้ว” หลินเซี่ยมองลูกน้อยในอ้อมแขน เหมือนเรื่องราวเลวร้ายในอดีตจะเลือนหายไปหมด
ในเมื่อตอนนี้เธอมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว จะไปจมปลักกับความทุกข์ในอดีตทำไม
เธอไม่อยากแม้แต่จะพูดถึงคนพวกนั้นอีก
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่าคนชั่วไม่มีทางได้ดี
เสิ่นอวี้หลงมองออกว่าหลินเซี่ยรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้โกรธหรือโมโหอะไรเวลาพูดถึงคนพวกนั้น
แต่ก่อนแค่ได้ยินชื่อหลิวจื้อหมิง เธอก็ถึงกับตื่นเต้นได้
เมื่อเห็นหลินเซี่ยไม่สนใจเรื่องของหลิวจื้อหมิงอีกต่อไป เสิ่นอวี้หลงจึงเปลี่ยนเรื่องคุย
แต่เขายังมีเรื่องหนึ่งที่ต้องคุยกับเธอ
เสิ่นอวี้หลงนั่งข้างๆ เธอ คอยเล่นกับเด็ก ทันใดนั้นเขาก็กลอกตาเล็กน้อย แล้วเอ่ยปากอย่างระมัดระวัง “พี่ครับ คุณปู่บอกผมว่าอยากให้พี่อุ้มหลานไปเยี่ยมท่านที่บ้านบ้าง ท่านคิดถึงพี่”
สีหน้าของหลินเซี่ยเย็นชาลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินถึงผู้เฒ่าเสิ่น
เธอไม่อยากเก็บเรื่องเก่าๆ มาใส่ใจ ขออย่างเดียวว่าคนน่ารังเกียจพวกนั้นอย่าโผล่หัวมาให้เธอเห็นอีกก็พอ
จริงๆ แล้วเสิ่นอวี้หลงไม่อยากตอบตกลงกับคำขอของคุณปู่ แต่เขาก็นึกถึงตอนที่คุณปู่ร้องไห้อย่างหนักต่อหน้าเขา พร่ำบอกแต่ว่าอยากขอโทษหลินเซี่ย
สุดท้ายเขาก็ใจอ่อน เลยมาคุยเรื่องนี้กับหลินเซี่ย
เขาเคยเล่าให้แม่ฟัง แต่แม่บอกว่าอย่าไปยุ่งเรื่องนี้
ถ้าไม่เคยทุกข์เหมือนกัน ก็อย่าไปสั่งสอนให้คนอื่นทำดี
ถ้าเขาไม่ได้ประสบอุบัติเหตุและได้รู้เห็นเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปีนี้ เขาคงไม่มาพูดจาหว่านล้อมให้หลินเซี่ยไปเยี่ยมคุณปู่แบบนี้แน่
เดิมทีเสิ่นอวี้หลงอยากปฏิเสธคุณปู่ไปตรงๆ แต่ไม่กี่วันผ่านมาที่เขาไปเยี่ยม ชายชราดูมีสุขภาพจิตไม่ค่อยดี คอยแต่จับมือเขาอ้อนวอน
ทั้งยังบอกอีกว่า อยากให้เขาพาไปเยี่ยมคนทั้งสามคนที่คุก
และอยากให้หลินเซี่ยมาเยี่ยม
สำหรับเรื่องแรก เสิ่นอวี้หลงรับปากไปแล้ว
“พวกเขากำลังรอวันเยี่ยมในเดือนนี้”
“อวี้หลง ก่อนหน้านี้ฉันค่อนข้างกังวลเรื่องร่างกายของนาย เลยไม่ได้พูดอะไรออกไป แต่ตอนนี้ดูเหมือนนายจะไม่เป็นอะไรแล้ว” หลินเซี่ยจ้องมองเขา สีหน้าจริงจัง แสดงจุดยืนของเธออย่างชัดเจน “ฉันจะไม่ไปพบคุณปู่เสิ่น ฉันกับเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ใด ๆ ทั้งสิ้น เรื่องบาดหมางในอดีตก็ปล่อยให้ผ่านไป ฉันจะไม่ทำตัวเป็นคนดีเลิศอะไร เขาอยากเจอฉันก็เรื่องของเขา แต่ฉันไม่อยากเจอ ไม่อยากให้คนพวกนั้นมามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของฉัน”
เสิ่นอวี้หลงไม่คิดว่าหลินเซี่ยจะปฏิเสธอย่างเด็ดขาดแบบนี้
เขาคิดว่าต่อให้ในใจหลินเซี่ยจะไม่อยาก ก็คงเห็นแก่หน้าเขาที่เป็นน้องชาย ไปพบสักครั้งแบบขอไปที
ดูเหมือนเขาจะประเมินตัวเองสูงไปหน่อย
บทสนทนานี้ ทำให้บรรยากาศระหว่างพี่น้องเย็นชาขึ้นมาทันที
หลินเซี่ยเองก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ
การเป็นคนดีมันเหนื่อย เธอจะไม่ยอมตามใจใครอีกแล้ว
เธอพยายามหาเรื่องอื่นคุย ไม่อยากพูดถึงเรื่องของผู้เฒ่าเสิ่นอีก
หล่อนเปิดประตูเข้ามา มือถือผักที่เพิ่งซื้อ และอาหารเช้าที่ซื้อจากหน้าหมู่บ้าน ทั้งโจ๊กข้าวหมากใส่ไข่และปาท่องโก๋
“เซี่ยเซี่ย” เซี่ยหลานร้องเรียกชื่อหลินเซี่ยเสียงดังอย่างอารมณ์ดีทันทีที่ก้าวเข้ามาถึงในบ้าน
หลินเซี่ยได้ยินเสียงเซี่ยหลานกลับมา เธอก็ลุกขึ้นพร้อมกับอุ้มลูกน้อยในอ้อมแขน ยิ้มรับ “แม่ กลับมาแล้วเหรอคะ?”
หลินเซี่ยเห็นเซี่ยหลานถือของพะรุงพะรัง เธออุ้มลูกอยู่เลยไม่สะดวกจะไปช่วยรับ จึงรีบเรียกให้เสิ่นอวี้หลงมาช่วยถือของ
เซี่ยหลานพูดขึ้นว่า “ตอนแม่เลิกงานกำลังจะกลับบ้าน เจอเจียเหอที่หน้าหมู่บ้านด้วย พอดีเขาบอกว่าลูกมาหาแม่ แม่ก็เลยไปซื้อกับข้าวมา”
“เมื่อคืนนี้อวี้หลงโทรมาบอกให้ฉันอุ้มเสี่ยวหู่มาหาแม่ พอเช้าวันนี้ฉันก็รีบมาเลยค่ะ”
เซี่ยหลานดีใจมากที่หลินเซี่ยมาหา
หล่อนวางผักที่ซื้อมา แล้วจึงนำอาหารเช้าที่ซื้อมาเข้าไปในครัว เทใส่ชาม จากนั้นก็จัดปาท่องโก๋ใส่จาน ยกออกมา
“แม่ ฉันกินอาหารเช้ามาแล้วค่ะ”
“กินข้าวเสร็จแล้วก็กินโจ๊กข้าวหมากใส่ไข่อุ่นๆ สักถ้วยนะ สมัยเรียนเธอชอบกินนี่ที่สุดเลย” เซี่ยหลานตักโจ๊กข้าวหมากใส่ไข่อุ่นๆ ให้หลินเซี่ยหนึ่งถ้วย หลินเซี่ยจึงรับมาดื่ม
เธอต้องให้นมลูกจึงกินเก่งและหิวบ่อย
เสิ่นอวี้หลงยังเด็ก จึงแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน
เพราะเมื่อครู่คุยกับหลินเซี่ยแล้วไม่ลงรอย ตอนนี้จึงยังทำสีหน้าไม่ค่อยพอใจ
“อวี้หลงมากินข้าวสิ” เซี่ยหลานยิ้มพลางพูดกับเขา “ทำหน้างอแบบนั้นทำไม พี่สาวกับหลานชายมาหาไม่ดีใจหรือไง”
“ดีใจสิครับ” เสิ่นอวี้หลงหยิบปาท่องโก๋มา จากนั้นก็กัดคำโต “ผมดีใจอยู่แล้ว”
เขาหยิบปาท่องโก๋ส่งให้หลินเซี่ยหนึ่งชิ้น อารมณ์ก็กลับมาเป็นปกติ “พี่กินนี่สิครับ”
………………………………………………………………………………………………………………………..
สารจากผู้แปล
เซี่ยเซี่ยเจ็บแล้วจำน่ะ เรื่องอะไรจะกลับไปเจอหน้าคนที่เคยทำให้เจ็บช้ำ
ไหหม่า(海馬)