ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 771 เด็กน้อยแกล้งเป็นลม
ตอนที่ 771 เด็กน้อยแกล้งเป็นลม
ทันทีที่เซี่ยหลานกลับมาถึงบ้าน หลินเซี่ยและเสิ่นอวี้หลงก็ไม่พูดถึงเรื่องที่คุยกันก่อนหน้านั้นอีก เซี่ยหลานเห็นหลานชายก็ยิ้มแย้มแจ่มใส
หล่อนเดินเข้าไปเล่นกับเด็กน้อย บรรยากาศในบ้านก็ผ่อนคลายมีชีวิตชีวา
เซี่ยหลานมองลูกชายกับลูกสาวกินอาหารเช้าที่หล่อนซื้อมาจากข้างนอกแล้วก็อดนึกถึงตอนที่ทั้งคู่ยังเด็กไม่ได้ สมัยนั้นเวลาที่หล่อนซื้อของอร่อยๆ กลับมาบ้าน หลินเซี่ยกับเสิ่นอวี้หลงก็จะคอยจ้องตาเป็นมัน ถึงเสิ่นอวี้หลงจะถูกเลี้ยงดูมาแบบตามใจจนเอาแต่ใจไปบ้าง แต่ตราบใดที่หล่อนอยู่ด้วย หลินเซี่ยก็จะได้กินของอร่อยๆ เสมอ
“แม่คะ กินด้วยสิคะ” หลินเซี่ยแบ่งปาท่องโก๋ให้เซี่ยหลานครึ่งชิ้น
เซี่ยหลานรับมาพร้อมกับรอยยิ้ม รู้สึกว่าปาท่องโก๋ที่กินเข้าไปนั้นหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งเสียอีก
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ หลินเซี่ยสังเกตเห็นแววตาเหนื่อยล้าของเซี่ยหลานจึงเอ่ยด้วยความเป็นห่วง “แม่คะ เพิ่งเลิกกะทำงานมา นอนพักก่อนดีไหมคะ?”
เซี่ยหลานกำลังอารมณ์ดี หล่อนเอ่ยขณะเก็บโต๊ะ “แม่ไม่ง่วงหรอก เมื่อคืนช่วงหลังๆ ไม่ค่อยมีอะไรทำ แม่เลยได้นอนพักแล้ว”
หลังเก็บโต๊ะเสร็จ เซี่ยหลานก็เข้ามาอุ้มเด็ก หลินเซี่ยส่งลูกให้หล่อน แม่ลูกนั่งคุยกันบนโซฟา ขณะเสิ่นอวี้หลงก็หยอกเล่นกับทารกน้อย
“แม่ หาโรงเรียนของอวี้หลงได้หรือยังคะ” หลินเซี่ยถามเซี่ยหลาน
“หาได้แล้ว เดี๋ยวจะส่งเขาไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมหมายเลขสอง” เซี่ยหลานตอบ
เรื่องของเสิ่นอวี้อิ๋งกลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่ไปทั่วโรงเรียนมัธยมไห่เฉิงหมายเลขหนึ่งแล้ว แม้จะพยายามปิดเรื่องแต่ก็ปิดไม่มิด เรื่องที่เสิ่นอวี้อิ๋งลาออกเพื่อมาคลอดลูกได้แพร่สะพัดไปทั่วโรงเรียนตั้งแต่ตอนที่หล่อนตั้งท้อง
ข่าวดีไม่ค่อยมีใครพูดถึง ข่าวร้ายกลับแพร่สะพัดไปไกล ในเวลาต่อมาเรื่องที่หล่อนทำผิดกฎหมายและติดคุกก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองไห่เฉิง
ในสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้พวกเขาไม่กล้าส่งเสิ่นอวี้หลงไปโรงเรียนมัธยมไห่เฉิงหมายเลขหนึ่งอีก
“ดีแล้วค่ะ” หลินเซี่ยมองเสิ่นอวี้หลงพร้อมกับยิ้มและกำชับ “อวี้หลง ตอนนี้ร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้ว พอเปิดเทอมก็ตั้งใจเรียนนะ พยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ให้ได้”
“ครับพี่สาว ผมจะตั้งใจเรียนครับ” เสิ่นอวี้หลงตอบ
“จริงสิ เซี่ยเซี่ย ฉันกำลังถักเสื้อไหมพรมให้เสี่ยวหู่ เลยเอามาให้เธอดูหน่อยสิว่าขนาดพอดีไหม” เซี่ยหลานอุ้มเด็กส่งให้หลินเซี่ย ลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในบ้าน หยิบเสื้อไหมพรมสีฟ้าที่ถักค้างไว้ครึ่งหนึ่งออกมาจากตู้เสื้อผ้า
“เธอดูสิ ฉันถักมาถึงตรงนี้แล้ว ตอนถึงฤดูใบไม้ร่วงก็น่าจะยังใส่ได้อยู่ใช่ไหม”
“แม่ ฝีมือการถักของคุณแม่ยังเหมือนเดิมเลย” หลินเซี่ยมองเสื้อไหมพรม นึกถึงตอนเด็กๆ เซี่ยหลานก็เคยถักเสื้อแบบนี้ให้เธอ รวมถึงกางเกงขนสัตว์
แถมมีลวดลายด้วย
ดูสวยมาก สวยกว่าที่ซื้อ แถมใส่แล้วอุ่นสบายอีกต่างหาก
เซี่ยหลานถอนหายใจแล้วพูดว่า “แม่ไม่ได้ถักมานานหลายปีแล้ว โดยเฉพาะของเด็กๆ เลยมักจะกะขนาดไม่ค่อยถูก”
“นี่ใช้ไหมพรมสองแบบเลยเหรอคะ จะถักลายด้วยไหม” หลินเซี่ยสำรวจเสื้อไหมพรม มองดูก้อนไหมพรมสีฟ้าและสีขาวที่อยู่ในถุง จากนั้นจึงถามเซี่ยหลาน
เซี่ยหลานพยักหน้า “ใช่ จะถักเป็นรูปกระต่ายน้อยตรงหน้าอก”
“งั้นถักเสร็จแล้วต้องสวยมากแน่เลยค่ะ”
เซี่ยหลานกับหลินเซี่ยกำลังคุยกันเรื่องตะเข็บและลวดลายบนเสื้อไหมพรม ส่วนเสิ่นอวี้หลงว่างไม่มีอะไรทำ จึงหยิบหนังสือมานั่งอ่านริมหน้าต่าง
บรรยากาศภายในบ้านตอนนี้ดูสงบสุข
ทว่าภาพความอบอุ่นกลมเกลียวนี้กลับถูกทำลายลงด้วยเสียงโทรศัพท์
เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น เสิ่นอวี้หลงวางหนังสือลงแล้วกดรับสาย
ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงวัยกลางคน “ขอสายคุณเซี่ยหน่อยค่ะ”
“ใครครับ” เสิ่นอวี้หลงถาม
“ดิฉันคือผอ.หยางแห่งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามารีอาค่ะ” อีกฝ่ายกล่าว “คุณเซี่ยอยู่ไหมคะ ขอคุยกับเธอหน่อยค่ะ”
“มีเรื่องอะไร?” เมื่อได้ยินคำว่าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ใบหน้าขาวผ่องของ เสิ่นอวี้หลง ก็เย็นชาลงทันที
ดูเหมือนเขาจะเดาออกว่าใครโทรมาหา เซี่ยหลาน และโทรมาทำไม
เสิ่นอวี้หลงทำหน้าบูดบึ้งแล้วกดวางสายทันที “โทรผิด”
หลินเซี่ยเงยหน้ามองเห็นสีหน้าบูดบึ้งของเสิ่นอวี้หลง บวกกับน้ำเสียงที่แสดงออกถึงอารมณ์ เธอก็รู้สึกแปลกใจ
โทรศัพท์สายนี้ไม่น่าจะโทรผิด
ทันใดนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ครั้งนี้เสิ่นอวี้หลงเมินเฉย ไม่ยอมรับสาย
เซี่ยหลานมองเสิ่นอวี้หลงอย่างพิจารณา ก่อนจะเดินไปรับสาย
เมื่อได้ยินเสียงของผู้อำนวยการหยางจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า สีหน้าของหล่อนก็เปลี่ยนไปอย่างซับซ้อน กระทั่งดูวิตกกังวล สายตาเหลือบมองหลินเซี่ยกับเสิ่นอวี้หลงอย่างระแวดระวัง
“คุณเซี่ยคะ ตอนนี้เด็กคนนั้นไม่ยอมไปไหนเลย ช่วงนี้มีคนอยากรับเลี้ยงหล่อนเยอะมาก แต่หล่อนก็ไม่ยอมไป ปกติหล่อนเป็นเด็กว่าง่าย แต่พอได้ยินว่าจะมีคนรับเลี้ยงก็ร้องไห้ หลายครั้งก็แกล้งเป็นลม”
“แกล้งเป็นลม?” เซี่ยหลานได้ยินคำนี้ สีหน้าก็แปลกประหลาด
ถ้าคำนี้ใช้กับผู้ใหญ่หรือเด็กที่โตพอจะฟังภาษาคนรู้เรื่องก็คงไม่แปลกอะไร
แต่ถ้าใช้กับทารกที่อายุไม่ถึงขวบแบบนี้ มันช่าง…ประหลาดพิกล
“ใช่ พวกเราทุกคนรู้สึกว่าหล่อนดูแปลกๆ” ผู้อำนวยการหยางพูดอย่างลึกลับ
“แปลกยังไงหรือคะ?” สีหน้าของเซี่ยหลานดูสับสนมากขึ้นไปอีก
“เหมือนกับว่า… หล่อนเหมือนกับรู้เรื่องในสิ่งที่พวกเราพูดน่ะค่ะ” ผู้อำนวยการหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างระมัดระวัง
เซี่ยหลานหัวเราะแห้งๆ แล้วพูดว่า “สำหรับเด็กอายุไม่ถึงขวบแล้วจะเป็นไปได้ยังไงคะ คุณคิดมากไปแล้ว เธอแค่เป็นเด็กดีก็เท่านั้นเอง”
“ก็เด็กดีจริงๆ นั่นแหละค่ะ ปกติไม่ร้องไห้งอแง ไม่ติดคน แล้วก็รู้ความ แต่เพราะรู้ความมากเกินไปนี่แหละ บางทีพฤติกรรมของหล่อนเลยดูแปลกๆ คนที่มาดูตัวเพื่อรับเลี้ยงเอาหล่อนขึ้นอุ้มปุ๊บ หล่อนก็จะร้องไห้จ้า แล้วก็เป็นลมคาอกเขาซะอย่างนั้น ทำเอาคนตกใจ รีบวางหล่อนลงแล้ววิ่งหนีไปเลย”
สองครั้งแรก พวกเขายังคิดว่าเสิ่นเสี่ยวอวี้กลัวคนแปลกหน้าเลยเป็นแบบนี้ แต่พอคู่สามีภรรยาที่ต้องการอุปการะมาเยี่ยมหลายครั้งเข้า เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเด็กก็จะให้พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับเด็กมากขึ้นและให้เด็กเล่นของเล่นมากขึ้น
อารมณ์ของหล่อนคงที่จนน่ากลัว
ดังนั้น พวกเขาจึงแอบสังเกตอยู่พักหนึ่ง จึงรู้สึกว่าเด็กคนนี้ดูไม่ชอบมาพากลจริง ๆ
หล่อนฟังผู้ใหญ่พูดรู้เรื่อง
ผู้อำนวยการหยางทำงานในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้ามานานหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับเด็กแปลกประหลาดแบบนี้
เอ่ยปากอย่างลำบากใจว่า “ตอนนั้นฉันจำได้ว่าคุณบอกว่าจะเลี้ยงดูไปสักพักแล้วค่อยพากลับไป จากนั้นคุณก็บอกว่าถ้ามีคนรับเลี้ยงก็ให้เขาพาไปได้เลย ตอนนี้ไม่มีใครรับเลี้ยง คุณจะรับหล่อนกลับไปเลี้ยงเอง หรือว่าจะยังไงดี”
เพราะตอนนั้นเซี่ยหลานเป็นคนพาเด็กมาส่งด้วยตัวเอง ไม่เหมือนเด็กทารกที่ถูกทิ้งคนอื่น ๆ ที่ไม่สามารถตามหาญาติพี่น้องได้ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าจึงต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูไปโดยปริยาย
ตอนแรกเซี่ยหลานก็จ่ายค่าเลี้ยงดูให้กับสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า หล่อนบอกว่าจะจ่ายให้ทุกเดือน หวังว่าทางสถานสงเคราะห์จะดูแลเด็กเป็นอย่างดี
ต่อมาหล่อนก็มาบอกให้ทางสถานสงเคราะห์หาคนรับเลี้ยงให้ หลังจากนั้นก็ไม่ได้จ่ายค่าเลี้ยงดูให้อีกเลย
ตอนนี้ไม่มีใครรับเลี้ยงดูเด็กคนนี้ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าจึงหวังว่าหล่อนจะทำตามสัญญา พาเด็กคนนี้กลับไปเลี้ยงดูเอง
พวกเขาไม่กลัวเด็กดื้อ เด็กซน แต่เด็กแปลกคนนี้ทำให้พวกเขารู้สึกขนลุกแปลกๆ
อย่างไรก็ตาม เด็กคนนี้สามารถหาครอบครัวได้ ไม่ใช่เด็กกำพร้า สถานสงเคราะห์ของพวกเขาไม่มีหน้าที่รับเลี้ยงดูโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
เซี่ยหลานฟังคำพูดของผู้อำนวยการหยางแล้ว ก็รู้สึกว่ามีแต่ความลึกลับเต็มไปหมด
บางทีเด็กอาจจะกลัวคนแปลกหน้า เมื่อคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของสถานสงเคราะห์และพี่เลี้ยงที่ดูแลอยู่ใกล้ๆ ก็เลยไม่กล้าสนิทสนมกับคนแปลกหน้า
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ให้เด็กคนนี้ไปอยู่ที่ไหนดี ที่แน่ๆ เซี่ยเซี่ยไม่ยอมรับมาเลี้ยงอีกแน่นอน
ไหหม่า(海馬)
………………..