ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 774 ทำไมไม่ทิ้งไปเสีย
ตอนที่ 774 ทำไมไม่ทิ้งไปเสีย
ความจริงแล้วเซี่ยหลานไม่อยากให้เสิ่นอวี้หลงไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วย ด้วยกลัวว่าถ้าเสิ่นอวี้หลงได้เห็นเสิ่นเสี่ยวอวี้แล้วจะได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพของเขา
เด็กคนนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจอะไร
ถ้าหล่อนเกิดมาด้วยความปรารถนาและความคาดหวังเหมือนลูกของหลินเซี่ย อย่างนั้นก็คงจะเป็นหลานแท้ๆ ของเสิ่นอวี้หลงไปแล้ว
แต่เสิ่นอวี้หลงดื้อรั้นมาก เขายืนกรานที่จะไปกับหล่อน เซี่ยหลานจึงขัดไม่ได้
ขณะนั่งรถเมล์ไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เซี่ยหลานมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกสับสนวุ่นวายใจ
หล่อนไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะต้องทนต่อไปอีกนานแค่ไหน
ทำไมเรื่องร้ายๆ ถึงได้รุมเร้าเข้ามาไม่หยุด ไม่ปล่อยให้หล่อนได้สงบสุขบ้าง
ชีวิตเพิ่งจะดีขึ้นแท้ๆ แต่ตอนนี้ก็เกิดเรื่องแบบนี้อีกแล้ว
แน่นอนว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมโยงกัน เป็นปัญหาที่คาราคาซังมานาน
ถ้าหล่อนกลับไปแล้วอยู่ร่วมกับหลินเซี่ยได้อย่างสงบสุข ชีวิตของทุกคนคงจะดีกว่านี้มาก
ถ้าหล่อนเป็นเหมือนหลินเซี่ย หาแฟนดี ๆ แต่งงานมีลูก ชีวิตคงจะมีความสุขมาก
ถ้าเป็นอย่างนั้น เด็กคนนั้นคงไม่ต้องถูกทิ้งให้อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างน่าสงสารเช่นนี้
ทุกคนก็คงไม่ต้องอับอายขายขี้หน้ากันแบบนี้
น่าเสียดายที่โลกนี้ไม่มีคำว่า “ถ้า”
เซี่ยหลานมองไปยังป้ายรถเมล์ที่อยู่ไม่ไกลนัก หัวใจพลันหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงตะกั่ว
ถึงแล้ว
หล่อนยังต้องเผชิญความจริงอันโหดร้ายนี้ต่อไป
สองแม่ลูกก้าวเท้าอย่างหนักอึ้งลงจากรถ
ใบหน้าขาวผ่องของเสิ่นอวี้หลงบึ้งตึง มือล้วงกระเป๋ากางเกง เดินตามหลังเซี่ยหลานเข้าไปในสถานสงเคราะห์เด็ก
ทันทีที่ผู้อำนวยการหยางเห็นเซี่ยหลาน หล่อนก็เริ่มบ่น
“คุณเซี่ยคะ เราไม่อาจส่งมอบเด็กคนนั้นให้ใครอุปการะได้จริงๆ คุณจะรับหล่อนไปเลี้ยงเอง หรือจะให้พวกเราเลี้ยงดูหล่อนที่นี่ต่อ? คุณน่าจะเข้าใจความหมายของฉันนะคะ”
การเลี้ยงดูเด็กในสถานสงเคราะห์จำเป็นต้องชำระค่าใช้จ่าย
เซี่ยหลานถามหล่อนว่า “เกิดอะไรขึ้นคะ? หรือว่าหล่อนเคยชินกับการใช้ชีวิตในสถานสงเคราะห์แล้ว? ถ้าอย่างนั้น พอถูกพาไปอยู่บ้านสักพักก็คงจะปรับตัวได้”
“ฉันไม่ได้อธิบายให้คุณฟังทางโทรศัพท์เหรอคะ? ว่าเราไม่สามารถพาหล่อนไปได้เลย”
ผู้อำนวยการหยางถอนหายใจ พูดกับเซี่ยหลานตรงๆ ว่า “ไปกันเถอะค่ะ คุณไปดูเด็กก่อน”
เซี่ยหลานกับเสิ่นอวี้หลงเดินตามผู้อำนวยการหยางเข้าไปในห้องที่เด็กอาศัยอยู่
ภายในห้องโถงกว้าง มีเตียงไม้ยาววางเรียงราย บนเตียงมีทารกหลายคนนอนอยู่ เจ้าหน้าที่ของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ากำลังป้อนน้ำให้พวกเขาทีละคน
เสิ่นอวี้หลงเดินตามเซี่ยหลานและคนอื่นๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาพยายามมองหา ‘เสิ่นเสี่ยวอวี้’ จากทารกเหล่านั้น
สายตาของเสิ่นอวี้หลงจับจ้องไปที่เด็กคนหนึ่งที่นอนนิ่งอยู่ หล่อนนอนเหยียดขาตรง ไม่ร้องไห้ ไม่ส่งเสียง ดวงตาเหม่อลอยมองเพดาน เหมือนกับรังเกียจเสียงอึกทึก
พูดตรงๆ แล้วเหมือนศพไม่มีผิด
เด็กอายุไม่ถึงขวบ แต่กลับมีสีหน้าเบื่อโลกขนาดนี้
ทันทีที่สายตาของเสิ่นอวี้หลงมองไปที่เด็กคนนั้น ผู้อำนวยการหยางก็พาเซี่ยหลานไปหาเด็กคนนั้น แล้วอุ้มหล่อนขึ้นมา
“เสี่ยวอวี้ ดูสิจ๊ะว่าใครมาเอ่ย?” ผู้อำนวยการหยางเป็น “คุณแม่” ที่ใจดีและอ่อนโยนต่อหน้าเด็กๆ หล่อนอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขน น้ำเสียงอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรัก
เมื่อเสิ่นเสี่ยวอวี้เห็นเซี่ยหลาน ดวงตากลมโตก็ส่องประกายขึ้นมา ใบหน้าเล็กๆ ที่ไร้เดียงสากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หนูน้อยยื่นมือเล็กๆ ออกมา ทำท่าจะพุ่งเข้าหาอ้อมกอดของเซี่ยหลาน
เซี่ยหลานไม่ทันตั้งตัว ถูกหนูน้อยพุ่งเข้าใส่อย่างจัง หล่อนจึงยื่นมือออกไปรับเด็กน้อยเอาไว้โดยอัตโนมัติ
เมื่อเสิ่นเสี่ยวอวี้ได้อยู่ในอ้อมกอดแล้ว หล่อนก็มองหน้าเซี่ยหลานและหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ
พร้อมกับส่งเสียงออกมาว่า “อาม่า อาม่า”
เซี่ยหลานมองรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าเล็กๆ ของหลานสาวแท้ๆ ได้ยินเสียงเธอเรียก “แม่” หัวใจของหล่อนก็อ่อนยวบขึ้นมาทันที
ความรู้สึกตื้นตันในใจประทุขึ้นอย่างรุนแรงจนหล่อนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
เซี่ยหลานนึกถึงคำพูดของผู้อำนวยการหยางที่บอกว่าเด็กน้อยคนนี้สามารถเข้าใจภาษาผู้ใหญ่ได้ บวกกับปฏิกิริยาของหล่อนในตอนนี้ ทำให้เซี่ยหลานเชื่อในคำพูดของผู้อำนวยการหยางขึ้นมาหลายส่วน
หล่อนมองเด็กน้อยในอ้อมกอดแล้วเอ่ยถามว่า “เสี่ยวอวี้ หนูจำฉันได้เหรอ?”
เสิ่นเสี่ยวอวี้ ไม่พูดอะไรออกมา เพียงแค่หัวเราะคิกคักต่อไป
เมื่อเสิ่นอวี้หลงเห็นเซี่ยหลานอุ้มเด็ก เขาก็ขมวดคิ้วแล้วถามเซี่ยหลานว่า “แม่ จะทำอะไรเหรอครับ?”
ชอบมากขนาดนี้ คิดจะอุ้มกลับไปเลี้ยงเลยหรือไง?
“อวี้หลง ลองดูเด็กคนนี้สิ”
เซี่ยหลานรู้สึกใจอ่อนอย่างบอกไม่ถูก อดไม่ได้ที่จะอุ้มเด็กเข้าไปหาเสิ่นอวี้หลง อยากให้เขาดูบ้าง
เสิ่นอวี้หลงทำหน้าเย็นชา เบือนหน้าหนีทันที
เขาเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แม่ ถ้าแม่ยังใจดีแบบผิดๆ ผมจะย้ายออกจากบ้าน”
แม่ของเขาช่างเป็นแม่พระจิตใจดีงามอะไรขนาดนี้ ภูตผีปีศาจอะไรก็พาเข้าบ้านไปหมด แยกแยะไม่ออกเลยหรือไงว่าอะไรควรไม่ควร
ในเมื่อเป็นแบบนี้ เขาก็จะไปเอง
เซี่ยหลานรีบอธิบาย “อวี้หลง อย่าใจร้อนสิ”
หล่อนวางเด็กน้อยลงบนเตียงแล้วดึงแขนเสิ่นอวี้หลงไว้
“อวี้หลง แม่ไม่ได้ตั้งใจแบบนั้น แม่ก็แค่สงสารเด็กคนนี้”
เซี่ยหลานอธิบายความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้ไม่ออก
ในฐานะผู้หญิงคน ในฐานะแม่ และในฐานะยายของเด็กคนนี้ในตอนนี้ หลังจากหล่อนได้อุ้มเด็กน้อย ได้มองใบหน้าที่ยิ้มให้พร้อมกับเอ่ยคำว่า “ยาย” ออกมา ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่หล่อนจะไม่รู้สึกอะไรบ้าง
หล่อนไม่เคยคิดจะพาเด็กคนนี้กลับบ้าน แต่จะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรกับเด็กคนนี้เลยก็ไม่ใช่
หล่อนทำแบบนั้นไม่ได้หรอก
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กคนนี้ยังเป็นหลานสาวแท้ๆ ของหล่อนอีกด้วย
พอเซี่ยหลานเพิ่งวางเสิ่นเสี่ยวอวี้ลงไป เด็กน้อยก็ร้องไห้เสียงดังขึ้นมาทันที
เสิ่นเสี่ยวอวี้ยื่นมือออกมาพยายามคว้าตัวเซี่ยหลานเพื่อให้หล่อนอุ้ม
ผู้อำนวยการหยางเห็นเหตุการณ์นี้ ก็บอกกับเซี่ยหลานว่า “คุณเซี่ย ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้กำลังรอให้คุณพากลับบ้านนะ”
หล่อนมองเหตุการณ์นี้ก็รู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย
นี่เป็นเด็กที่มหัศจรรย์มาก ควรให้โตในสภาพแวดล้อมที่มีความรัก
“ก่อนหน้านี้มีคนอยากรับอุปการะหล่อน พออุ้มขึ้นหล่อนก็ร้องไห้เสียใจแบบนี้แหละ คิดดูสิว่าตอนคุณอุ้มหล่อน หล่อนดีใจแค่ไหนที่เห็นว่าครอบครัวมาหา”
ผู้อำนวยการหยางมั่นใจในสิ่งที่ตนเองคาดเดามากยิ่งขึ้น “ฉันบอกแล้วว่าเด็กคนนี้เข้าใจภาษาผู้ใหญ่ นี่แหละคือความมหัศจรรย์ของสายเลือด”
“ฉันคิดว่าคุณควรพาหล่อนกลับบ้านนะ ไม่ว่าจะมีปัญหาอุปสรรคอะไร อย่าทำให้เด็กต้องทนทุกข์เลย”
ให้อุ้มกลับบ้านด้วยคงเป็นไปไม่ได้แน่นอน
เซี่ยหลานมองหน้าเสิ่นอวี้หลงอย่างขอความเห็นใจ รู้ดีว่าเขาไม่มีทางเห็นด้วยกับเรื่องนี้แน่
ต่อให้เขาเห็นด้วย หล่อนก็ไม่มีปัญญาเลี้ยงดูเด็กคนนี้อยู่ดี
หล่อนต้องทำงาน ต้องเลี้ยงลูกชาย จะเอาเวลาที่ไหนไปดูแลเด็กอีกคน?
เสิ่นอวี้หลงไม่พูดอะไร เขามองเซี่ยหลานด้วยสายตาเย็นชา ปล่อยให้หล่อนเป็นคนตัดสินใจเอง
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน เซี่ยหลานจึงหันไปพูดกับผู้อำนวยการหยางว่า “ผู้อำนวยการคะ ฉันเองก็มีเรื่องลำบากใจอยู่ เด็กคนนี้อาจจะต้องอยู่ที่นี่ไปก่อน”
ผู้อำนวยการหยางทำสีหน้าลำบากใจ “คุณเซี่ยคะ คุณก็เห็นแล้วว่าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของเรามีเด็กกำพร้าและเด็กถูกทิ้งกว่าร้อยคน ต้องอาศัยเงินบริจาคจากผู้ใจบุญและเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล พวกคุณรู้ที่มาที่ไปของเด็กคนนี้ ควรจะรับหล่อนไปเลี้ยงดูจะดีกว่า”
“ผู้อำนวยการคะ ฉันมีความลำบากใจจริงๆ ค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันจะทำตามที่ตกลงกันไว้ทุกอย่าง ฉันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กคนนี้เอง”
ผู้อำนวยการหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบตกลง “ถ้าอย่างนั้นก็เอาแบบนี้ไปก่อนแล้วกัน ให้เด็กคนนี้อยู่ที่นี่ไปก่อน พอคุณตัดสินใจได้แล้ว ค่อยมารับหล่อนไป”
“ขอบคุณผู้อำนวยการหยางมากนะคะที่เข้าใจในความลำบากใจของฉัน”
ในเมื่อเป็นแบบนี้ หล่อนก็คงทำได้แค่จ่ายเงินค่าเลี้ยงดู ปล่อยให้เสิ่นเสี่ยวอวี้อยู่ที่นี่ไปก่อน
เสิ่นอวี้หลงเห็นดังนั้น สีหน้าขาวผ่องก็แดงก่ำด้วยความโกรธ ถามเซี่ยหลานว่า “แม่ นี่แม่หมายความว่ายังไง? แม่ยังต้องจ่ายเงินให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอีกเหรอ?”
เซี่ยหลานดึงแขนเสิ่นอวี้หลงอย่างอึดอัด “อวี้หลง ไปกันเถอะ ออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่า”
เสิ่นเสี่ยวอวี้มองเซี่ยหลานที่เดินจูงมือหนุ่มน้อยคนนั้นจากไป ดวงตาของหล่อนกลับกลายเป็นว่างเปล่าอีกครั้ง
หล่อนต้องอยู่ที่นี่ต่อไป
หลังจากออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เซี่ยหลานก็อธิบายกับเสิ่นอวี้หลงอย่างใจเย็น “อวี้หลง แม่เองก็ไม่มีทางเลือก นี่เป็นสิ่งที่ตกลงกันไว้ตอนที่พาเด็กมาส่งใหม่ ๆ ไม่อาจผิดคำพูดได้ ลูกก็ได้ยินแล้ว มีทางเลือกแค่สองทาง ถ้าเราไม่เลี้ยงก็ต้องจ่ายเงินให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเลี้ยง”
“ตอนนั้นทำไมไม่ทิ้งหล่อนไปเลยล่ะ?”
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
เห็นความลำบากของเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่พร้อมสนุกแต่ไม่พร้อมเลี้ยงดูไหม โดนส่งต่อเป็นทอดๆ เหมือนโยนบอลแต่ไม่มีใครรับเลี้ยงนี่มันน่าสงสารนะ ดังนั้นหากไม่อยากมีภาระ ก่อนมีอะไรกันก็ช่วยคุมกำเนิดกันด้วย
ไหหม่า(海馬)