ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 775 มอบหล่อนให้บิดาผู้ให้กำเนิดเลี้ยงดู
ตอนที่ 775 มอบหล่อนให้บิดาผู้ให้กำเนิดเลี้ยงดู
คำถามของเสิ่นอวี้หลงทำให้เซี่ยหลานชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบเขาอย่างไร
ดูเหมือนหล่อนจะตกใจกับคำพูดของเขา ไม่คิดว่าลูกชายจะถามคำถามแบบนี้ออกมาได้
ทิ้งไปเลยงั้นเหรอ?
เขาพูดอย่างไร้ความลังเลเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร?
นั่นคือชีวิตหนึ่งเชียวนะ
ไม่ว่าอย่างไร สายเลือดเดียวกันก็ยังไหลเวียนอยู่ในตัว
เซี่ยหลานนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่เสิ่นอวี้อิ๋งเพิ่งคลอดลูก หล่อนก็คิดจะทิ้งเด็กคนนี้เช่นกัน
เสิ่นอวี้อิ๋งถึงขั้นอยากฆ่าเด็กคนนี้ให้ตาย
สุดท้ายเป็นหล่อนเองที่ใจอ่อน ยืนกรานจะพาเด็กกลับเมืองไห่เฉิง แล้วส่งไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ทั้งนี้ก็เพื่ออนาคตของเสิ่นอวี้อิ๋ง
อยากให้หล่อนมีที่พึ่งพิง
ซึ่งตอนนี้ปัญหานี้ก็ตกมาอยู่ที่หล่อนอีกแล้ว
ถ้าตอนนั้นหล่อนไม่ห้ามเสิ่นอวี้อิ๋ง ปล่อยให้อีกฝ่ายฆ่าเด็กคนนี้ทิ้ง หรือเอาไปทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่ง ตอนนี้อาจจะไม่มีเรื่องวุ่นวายแบบนี้
แต่ถ้าทำแบบนั้นจริง ๆ หล่อนคงใช้ชีวิตอย่างไม่สบายใจไปตลอดชีวิต
หล่อนไม่มีทางโหดเหี้ยมเหมือนครอบครัวเสิ่นที่ทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองได้แบบนั้น
หล่อนทำไม่ได้
เสิ่นอวี้หลงสูดหายใจลึกสองครั้ง มองหน้าหล่อนแล้วพยายามพูดโน้มน้าว
“แม่ครับ ตอนนี้ชีวิตเราก็ลำบากมากพออยู่แล้ว แม่ยังจะเลี้ยงลูกนอกสมรสคนนี้อีก เราจะใช้ชีวิตยังไง ผมไม่ต้องเรียนหนังสือแล้วหรือครับ?”
เสิ่นอวี้หลงพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
ตอนนี้เขายังต้องกินยาบำรุงร่างกาย เขายังต้องเรียนมัธยมปลาย และในอนาคตเขายังต้องเรียนมหาวิทยาลัยอีก
แม่ของเขาต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้ง หล่อนแทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว
เขาไม่ต้องการให้หล่อนต้องลำบากขนาดนี้จริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าตอนนี้ยังเลี้ยงดูเด็กคนนั้นอยู่ ในอนาคตก็คงจะสลัดไม่หลุดแน่
แม่ของเขาแก่แล้ว ภาระนี้จะตกอยู่บนบ่าของเขาหรือเปล่า?
ไม่ เขาไม่มีทางเลี้ยงดูลูกเสือลูกจระเข้เด็ดขาด
เสิ่นอวี้อิ๋งต้องการจะฆ่าเขา
เขาไม่ได้ใจดีขนาดนั้น
เซี่ยหลานไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
หลังจากกลับไป หล่อนจึงโทรหาพ่อเพื่อขอคำแนะนำ
ผู้เฒ่าเซี่ยถอนหายใจยาวหลังจากเซี่ยหลานเล่าเรื่องเสิ่นเสี่ยวอวี้ให้ฟัง “เรื่องนี้พ่อก็ไม่รู้จะแนะนำยังไง พ่อว่าในเมื่อแกโทรมาหาพ่อแบบนี้ แสดงว่าแกก็คงมีคำตอบอยู่ในใจแล้วล่ะ”
ถ้าหล่อนตัดใจได้จริง หล่อนคงไม่ต้องโทรมาขอคำแนะนำจากเขาหรอก
“ลูกน่ะเป็นคนใจดีมาตั้งแต่เด็ก แต่ความใจดีของลูกถ้าใช้ถูกที่จะเรียกว่าทำบุญ ถ้าใช้ผิดที่ก็เรียกว่าทำคุณบูชาโทษ”
ผู้เฒ่าเซี่ยกล่าว “ลองหาวิธีให้คนอื่นรับเลี้ยงดูเถอะ ไว้พ่อกับแม่จะลองถาม ๆ ดูว่ามีครอบครัวไหนที่อยากรับเลี้ยงเด็กบ้าง”
วันต่อมาเซี่ยหลานจึงไปที่แผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาลและพูดคุยกับคุณหมอที่ตนสนิทด้วย
หล่อนเล่าแบบอ้อม ๆ ว่ามีญาติคนหนึ่งเพิ่งคลอดลูกออกมาเป็นผู้หญิง แต่เนื่องจากนโยบายวางแผนครอบครัว พวกเขาจึงอยากยกเด็กคนนี้ให้คนอื่นรับเลี้ยงไป
หล่อนฝากเพื่อนร่วมงานให้ช่วยเป็นธุระ หากเจอคู่สามีภรรยาที่รักษาภาวะมีบุตรยากแล้วไม่ได้ผลและอยากรับเลี้ยงเด็ก ก็ให้ติดต่อมาหาหล่อนได้
ส่วนเสิ่นอวี้หลงก็รู้สึกเคืองและห่างเหินกับเซี่ยหลาน เพราะเซี่ยหลานได้ให้เงินทุนกับสถานสงเคราะห์เด็ก
ไม่ว่าเซี่ยหลานจะอธิบายและบอกถึงความลำบากของตัวเองอย่างไร เสิ่นอวี้หลงก็ไม่ยอมฟัง
เขาบอกกับผู้เฒ่าเสิ่นเรื่องลูกนอกสมรสของเสิ่นอวี้อิ๋ง
ผู้เฒ่าเสิ่นฟังคำบอกเล่าของเสิ่นอวี้หลงแล้วก็โกรธจนคำราม “นังข้าวนอกนาที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าพ่อแท้ๆ เป็นใครนั่น ใครจะเอาเงินมาเลี้ยงหล่อน?”
ชายชราพลันมีท่าทางแข็งกร้าว “อวี้หลง กลับไปบอกแม่ของแกว่าอย่าใจดีเกินไปนัก หาเงินมาได้ก็ไม่รู้จักเก็บไว้ให้แกบ้างหรือไง? หล่อนนั่นแหละชอบใจบุญสุนทานไปทั่วจนไม่รู้ในรู้นอก”
เสิ่นอวี้หลงอธิบายเสียงเรียบ “คุณปู่ แต่สถานสงเคราะห์เด็กบอกมาว่า ถ้าแม่ของผมไม่ให้เงิน ก็จะให้แม่ของผมรับเด็กกลับบ้าน”
“รับกลับบ้านยิ่งไม่ได้เข้าไปใหญ่ ใครจะเลี้ยงหล่อนล่ะ? อุตส่าห์ลืมๆ เรื่องนี้ไปได้แล้วเชียว เมื่อไหร่ที่รับนังข้าวนอกนานี่มาชื่อเสียงเราแย่แน่ แล้วอนาคตจะมีหน้าอยู่กันยังไง?”
สถานการณ์ในบ้านตระกูลเสิ่นตอนนี้เหลือเพียงเสิ่นอวี้หลงเพียงคนเดียว ผู้เฒ่าเสิ่นจึงรักและเอ็นดูเขามาก แต่ไหนแต่ไรก็จะคิดถึงผลกระทบต่อตัวเสิ่นอวี้หลงก่อนเสมอ
เมื่อผู้เฒ่าเสิ่นกล่าวเช่นนั้น สีหน้าของเสิ่นอวี้หลงก็ยิ่งย่ำแย่
กระทั่งปู่ของเขายังเข้าใจเรื่องนี้ แต่แม่ของเขากลับไม่
ผู้เฒ่าเสิ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็คิดแผนการได้ “ฉันเดาว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของหลิวจื้อหมิง ดังนั้นแกก็ให้แม่แกไปหาหลิวจื้อหมิง ให้หลิวจื้อหมิงรับผิดชอบไป แล้วพวกแกก็อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับยัยข้าวนอกนาคนนั้นอีก ไม่อย่างนั้นอนาคตของแกจะถูกทำลาย”
คำพูดของผู้เฒ่าเสิ่นทำให้เสิ่นอวี้หลงเหมือนเจอทางสว่าง
อารมณ์พลันแจ่มใสขึ้นมา
ถูกต้อง เด็กคนนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีพ่อ ทำไมพวกเขาต้องเลี้ยงลูกนอกสมรสด้วย?
ควรจะให้พ่อแท้ๆ ของหล่อนเลี้ยงสิ เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับพวกเขา?
เสิ่นอวี้หลงมองปู่ของเขาด้วยความเคารพอย่างมาก
ขิงแก่ย่อมเผ็ดร้อนอยู่วันยังค่ำ
พอเสิ่นอวี้หลงกลับถึงบ้าน เขาก็รีบบอกเซี่ยหลานถึงข้อเสนอของคุณปู่
“แม่ ผมว่าปู่พูดถูกแล้ว ปล่อยให้ยัยเด็กนั่นไปอยู่กับพ่อมันเถอะ พวกเราไม่จำเป็นต้องรับภาระเลี้ยงดูมันซะหน่อย แม่อย่าไปใจดีเกินเหตุเลย”
เสิ่นอวี้หลงพูดทวนคำพูดของผู้เฒ่าเสิ่นให้เซี่ยหลานฟังทั้งหมด
เซี่ยหลานได้ยินดังนั้น สีหน้าของหล่อนก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที
ถ้าแน่ใจว่าเป็นลูกของหลิวจื้อหมิง หล่อนคงอุ้มไปส่งที่บ้านหลิวแล้ว
“ถ้าไม่ใช่ลูกของหลิวจื้อหมิง งั้นก็ต้องเป็นลูกของเจิ้งต้าหมิงแน่ๆ”
เสิ่นอวี้หลงเคยอ่านบันทึกของเสิ่นอวี้อิ๋ง เขาจึงรู้ว่าเจิ้งต้าหมิงเป็นใคร
เขาคิดว่าถ้าส่งไปบ้านหลิวจื้อหมิงแล้วฝ่ายนั้นไม่รับเลี้ยง ก็ส่งไปให้เจิ้งต้าหมิงก็สิ้นเรื่อง
เซี่ยหลานพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า
“เจิ้งต้าหมิงถูกจับเข้าคุกแล้ว เขาสมรู้ร่วมคิดกับเสิ่นอวี้อิ๋งและเสิ่นเสี่ยวเหมยลักพาตัวหู่จือ”
ถ้าเจิ้งต้าหมิงไม่ถูกจับ พวกเขายังพอหาทางนำเส้นผมของเขาไปตรวจ DNA เพื่อหาพ่อที่แท้จริงของเสิ่นเสี่ยวอวี้ได้
ตอนนี้ต่อให้รู้ความจริงก็ไม่มีประโยชน์ เจิ้งต้าหมิงติดคุกไปแล้ว
“แม่ ผมว่าเสิ่นเสี่ยวอวี้ต้องเป็นลูกสาวของหลิวจื้อหมิงแน่ๆ ไอ้เจิ้งต้าหมิงนั่นเป็นแค่คนบ้านนอก เป็นแค่หมาล่าเนื้อของเสิ่นอวี้อิ๋ง เสิ่นอวี้อิ๋งคงดูถูกมันอยู่ในใจ”
เสิ่นอวี้หลงวิเคราะห์อย่างเอาจริงเอาจัง ทำให้เซี่ยหลานไม่รู้จะคุยกับลูกชายเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร เสิ่นอวี้หลงยังเป็นแค่เด็กไม่บรรลุนิติภาวะ หล่อนจะคุยเรื่องสกปรกแบบนี้กับลูกได้หรือ?
หล่อนคงบอกลูกชายไม่ได้หรอกว่าเสิ่นอวี้อิ๋งเพิ่งนอนกับหลิวจื้อหมิงไม่กี่วันก็ไปนอนกับเจิ้งต้าหมิง
เพราะแบบนี้ แม้แต่เสิ่นอวี้อิ๋งเองก็ยังไม่รู้ว่าพ่อที่แท้จริงของลูกคือใคร
“แม่ หลิวจื้อหมิงรู้เรื่องของเจิ้งต้าหมิงหรือเปล่า?”
เสิ่นอวี้หลงถามเซี่ยหลานพลางหรี่ตาลง
เซี่ยหลานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้น “เขารู้ๆ แต่เขาไม่น่าจะรู้ความจริงระหว่างเสิ่นอวี้อิ๋งกับเจิ้งต้าหมิงหรอก”
ไม่อย่างนั้นเสิ่นอวี้อิ๋งคงไม่สามารถหลอกรีดเงินจากหลิวจื้อหมิงได้ถึงสองพันหยวน
“งั้นก็ง่ายหน่อย” มุมปากเสิ่นอวี้หลงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยราวกับตัดสินใจได้แล้ว “เอาเด็กให้หลิวจื้อหมิงเลี้ยงไปเลย รอวันหลังเขาค่อยรู้เองว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกเขา”
บางทีกว่าเขาจะรู้ เด็กก็คงโตแล้ว
เซี่ยหลานลังเล
“อวี้หลง แบบนี้จะดีเหรอ”
เสิ่นอวี้หลงมองเซี่ยหลานที่ทำอะไรไม่เด็ดขาดสักอย่าง คิ้วก็ขมวดมุ่น
“แม่ แม่อยากเลี้ยงยัยเด็กนั่นเองหรือไง ถึงต่อให้ภายหลังหลิวจื้อหมิงรู้ว่าเสิ่นเสี่ยวอวี้ไม่ใช่ลูกเขา มันก็ไม่เกี่ยวกับเราแล้ว ใครใช้ให้เขาเป็นแฟนเสิ่นอวี้อิ๋งล่ะ ถึงตอนนั้นเราก็ทำเป็นไม่รู้อะไร ถ้าเขาจะมาหาเรื่องก็ให้ไปหาเสิ่นอวี้อิ๋งในคุกโน่น”
“แม่ ตอนนี้เราทำได้แค่นี้แหละ ไม่งั้นยัยเด็กนั่นก็ต้องมาเป็นภาระเรา ถ้าแม่ยังลังเลอีก แม่ก็อยู่กับยัยเด็กนั่นไปเลย ผมจะย้ายไปอยู่กับปู่”
เสิ่นอวี้หลงทนเห็นเซี่ยหลานเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหว หล่อนทำอะไรไม่เคยเด็ดขาด เห็นใครก็สงสารไปหมด โดยไม่รู้ตัวเลยว่าชีวิตตัวเองน่าสงสารและน่าสมเพชขนาดไหน
คำพูดของเสิ่นอวี้หลงจี้ปมเซี่ยหลานจนทำให้หล่อนไม่กล้าขัดอีก แต่ในใจยังคงกังวล กลัวว่าเด็กจะไม่ใช่ลูกของหลิวจื้อหมิงแล้วเขาจะไม่ยอมเลี้ยงดู
เสิ่นอวี้หลงกลัวว่าเซี่ยหลานจะเปลี่ยนใจ จึงบอกว่า “ผมจะโทรศัพท์หาพี่สาวผม ขอความเห็นจากหล่อนดู หล่อนต้องเห็นด้วยกับผมแน่”
เสิ่นอวี้หลงหยิบโทรศัพท์บ้านโทรหาหลินเซี่ย
หลินเซี่ยมีงานต้องไปทำในวันพรุ่งนี้ คืนนี้จึงยังพักอยู่ที่บ้านตระกูลเฉิน กำลังฟังคำกำชับต่างๆ ของท่านทั้งสองอยู่
หลินเซี่ยได้รับสายจากเสิ่นอวี้หลง จึงลุกขึ้นไปรับสายบนชั้นสอง
การมอบเด็กคนนั้นให้หลิวจื้อหมิงเป็นผู้เลี้ยงดู ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดยิ่งนัก
หลินเซี่ยเองก็หวังให้เป็นแบบนั้น
ชาติที่แล้วตอนที่นังเด็กปีศาจยังเล็ก มันก็แอบไปรับหลิวจื้อหมิงเป็นพ่อตั้งแต่อายุสิบกว่าๆ
พวกมัน 3 คนพ่อแม่ลูกอยู่กันอย่างมีความสุขลับหลังเธอ ในขณะที่เธอเป็นเหมือนวัวควายทำงานหนักเพื่อพวกมัน
ในเมื่อตอนนี้นังเด็กปีศาจได้เกิดใหม่เหมือนกันแล้ว งั้นก็ให้มันไปอยู่กับพ่อมันซะ
ให้หลิวจื้อหมิงได้ลิ้มรสชาติของการเป็นพ่อสำเร็จรูปดูบ้าง
คำตอบของหลินเซี่ยทำให้เสิ่นอวี้หลงดีใจมาก “พี่สาว ผมรู้ว่าพี่เข้าใจผมดี”
เมื่อได้ความคิดจากผู้เฒ่าเสิ่น บวกกับการสนับสนุนของหลินเซี่ย เสิ่นอวี้หลงจึงอยากจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
เขาไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อขอเงินที่บริจาคไปเมื่อเดือนก่อนคืน
ตอนบ่าย เสิ่นอวี้หลงกับเซี่ยหลานไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอีกครั้ง
พวกเขารับเสิ่นเสี่ยวอวี้กลับมา
………………………………………………………………………………………………………………………..
สารจากผู้แปล
ส่งเด็กกลับไปหาผู้ให้กำเนิดน่าจะเป็นทางออกที่สมเหตุผลที่สุด เธอเลิกใจอ่อนได้แล้วเซี่ยหลาน เอ็นดูเขาเอ็นเราขาดนะท่องไว้
ไหหม่า(海馬)