ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 776 มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว
ตอนที่ 776 มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว
ครั้นเซี่ยหลานอุ้มเสิ่นเสี่ยวอวี้มาถึงหน้าบ้านของหลิวจื้อหมิง สีหน้าของเด็กน้อยในอ้อมแขนก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองประตูบ้านอย่างเย็นชา ร่างกายเล็กๆ ในอ้อมกอดของ เซี่ยหลานแข็งทื่อขึ้นมาทันที
ดูเหมือนว่าหล่อนจะจำที่นี่ได้จริงๆ
เสิ่นอวี้หลงก้าวขึ้นไปเคาะประตู
ไม่นานประตูก็ถูกเปิดออกจากด้านใน
คนที่เปิดประตูคือแม่ของหลิวจื้อหมิง
พอเห็นคนที่ปรากฏตัวอยู่หน้าประตู หล่อนถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง พอสังเกตเห็นเด็กน้อยในอ้อมกอดของเซี่ยหลาน ท่าทางของหล่อนก็ดูกระวนกระวายและระแวดระวังขึ้นมาทันที
แม่ของหลิวจื้อหมิงยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณหมอเซี่ย นี่คุณหมายความว่ายังไงคะ?”
เซี่ยหลานตอบ “ฉันมาหาหลิวจื้อหมิง มีเรื่องอยากจะพูดกับเขา”
“ถ้าหลิวจื้อหมิงไม่อยู่ พวกเราก็จะคุยกับคุณนี่แหละ” เสิ่นอวี้หลงพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
พอเสิ่นอวี้หลงพูดขึ้น แม่หลิวก็เพิ่งหันมาสนใจเขา
หล่อนประหลาดใจมากที่เห็นเสิ่นอวี้หลงผู้เคยนอนเป็นผักกลับฟื้นตัวได้ดีขนาดนี้
ตอนนี้ดูเผินๆ แล้วแทบไม่ต่างจากคนปกติเลย
ระหว่างที่แม่หลิวกำลังจ้องมองเสิ่นอวี้หลงอยู่ เขาก็ฉวยโอกาสตอนที่หล่อนเผลอผลักหล่อนออกเบาๆ แล้วดึงเซี่ยหลานเข้าบ้านไป
ในบ้านมีแค่แม่หลิวอยู่คนเดียว พอเซี่ยหลานกับเสิ่นอวี้หลงเข้าบ้านไป หล่อนก็วิ่งตามเข้ามาและไล่พวกเขาออกไปด้วยความโกรธ
“ใครอนุญาตให้พวกเธอเข้ามา! บอกแล้วไงว่าจื้อหมิงไม่อยู่ พวกเธอต้องการอะไรกันแน่!”
แม่หลิวตะโกนด้วยน้ำเสียงแหลมสูงอย่างร้อนใจ
ที่พักแบบนี้เก็บเสียงไม่ค่อยดี อีกทั้งตอนที่เซี่ยหลานกับเสิ่นอวี้หลงเข้ามาในบริเวณที่พักก็มีคนเห็นพวกเขาแล้ว ตอนนี้พวกเพื่อนบ้านที่ว่างงานเลยมามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
บ้างก็จับกลุ่มกันสามสี่คนยืนสอดรู้สอดเห็น พากันวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ข้างล่างตึก
“ฉันจะพูดตรงๆ เลยนะ เด็กคนนี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของหลิวจื้อหมิง ในเมื่อเสิ่นอวี้อิ๋งแม่ของเด็กคนนี้โดนจับเข้าคุกไปแล้ว พวกเราจึงต้องพาเด็กมาส่งคืนพ่อที่แท้จริงของเขา”
“เธอว่ายังไงนะ?” แม่หลิวร้องเสียงหลงอย่างหวาดผวา “เธอบอกว่าจะเอาเด็กมาให้พวกเราดูแลเหรอ?”
หล่อนมองเซี่ยหลานอย่างฉุนเฉียวแล้วตอกกลับว่า “พวกเธอไม่มีเงินแล้วจะมาหลอกเอาเงินจากพวกเราอีกหรือไง?”
พูดถึงเรื่องเด็กคนนี้ แม่หลิวก็เดือดขึ้นมาทันที “ตอนนั้นเสิ่นอวี้อิ๋งเซ็นสัญญากับพวกเราแล้ว หล่อนบอกให้พวกเราจ่ายเงินให้หล่อนสองพันหยวน หลังจากนี้เด็กคนนี้จะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเราอีก รายละเอียดทั้งหมดเขียนเอาไว้ในสัญญาชัดเจน นี่ยังไม่ถึงปี พวกเธอจะมาผิดคำพูดพยายามจะส่งเด็กกลับมาให้พวกเราดูแลเนี่ยนะ พวกเธอคิดอะไรกันอยู่เนี่ย บอกเลยว่าไม่มีทาง”
แม่หลิวแสดงทัศนคติแข็งกร้าว พูดถึงเสิ่นอวี้อิ๋งทีไรก็โมโหจนกัดฟันกรอดทุกที
ถ้ารับเด็กคนนี้กลับมาเลี้ยง แฟนของลูกชายหล่อนจะไม่หายไปไหนเหรอ?
ถ้าแฟนทิ้งไป เรื่องเลื่อนตำแหน่งก็คงล่มไปด้วย แถมยังอาจจะตกงานอีก
“คุณน้า ในเมื่อหลิวจื้อหมิงเป็นพ่อของเด็ก เขาก็มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูลูกสาวของตัวเอง คิดว่าเซ็นสัญญาบ้าบออะไรนั่นแล้วจะตัดขาดความสัมพันธ์กับลูกได้เหรอ แล้วอีกอย่าง พวกป้าคิดจะให้เสิ่นอวี้อิ๋งเลี้ยงเด็กจนถึงสิบแปดปีด้วยเงินสองพันหยวนเนี่ยนะ คิดเข้าข้างตัวเองเกินไปหน่อยมั้ง เงินสองพันหยวนเลี้ยงเด็กปีเดียวยังไม่พอเลย”
เมื่อเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตัวเอง เขาต้องลุกขึ้นสู้ นำเด็กคนนี้ไปฝากไว้กับตระกูลหลิวให้ได้
ไม่เช่นนั้นหากเป็นอย่างที่ปู่เขาพูด แล้วครอบครัวเขาต้องเลี้ยงดูหลานนอกสมรสคนนี้ อนาคตของเขาคงจบสิ้น
“ฉันไม่สน เสิ่นอวี้อิ๋งเซ็นสัญญากับพวกเราแล้ว”
“งั้นก็เรียกหลิวจื้อหมิงกลับมาคุยกัน” เซี่ยหลานพูด
แม่หลิวแสดงสีหน้าเย็นชา “ลูกชายฉันงานยุ่ง ไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำกับพวกแก รีบพาเด็กคนนี้ไปให้พ้น”
“ได้ งั้นพวกเราจะพาเด็กไปหาหลิวจื้อหมิงถึงที่ทำงาน ต่อให้หาเขาไม่เจอ อย่างน้อยก็ต้องเจอหัวหน้าเขา”
เซี่ยหลานส่งสายตาให้เสิ่นอวี้หลง สองแม่ลูกทำท่าจะออกไป
แน่นอนว่าแม่หลิวร้อนใจขึ้นมาทันที
“เดี๋ยว ฉันจะโทรไปที่ทำงานของจื้อหมิงเอง”
แม่หลิวโทรศัพท์ไปยังที่ทำงานของหลิวจื้อหมิง บอกให้เขารีบกลับบ้าน
เนื่องจากโทรศัพท์เข้าหมายเลขสำนักงานเขา หล่อนจึงไม่กล้าบอกเรื่องที่เซี่ยหลานอุ้มลูกมาที่บ้าน เพราะกลัวว่าเขาจะมีเพื่อนร่วมงานอยู่ด้วย
หล่อนจึงบอกเพียงว่ามีธุระด่วนที่บ้าน ให้เขารีบกลับมา
ตอนนั้นหลิวจื้อหมิงมีเพื่อนร่วมงานอยู่ด้วยจริง ๆ เขาจึงไม่สะดวกถามอะไรมาก บอกเพียงว่าจะรีบกลับบ้านทันที
เพื่อรักษางานของลูกชาย แม่ของหลิวจื้อหมิงจึงได้แต่พยายามทำใจเย็นคุยกับเซี่ยหลานด้วยเหตุผล “คุณหมอเซี่ย พวกเราเลี้ยงดูเด็กคนนี้ไม่ได้จริง ๆ เงินทองก็ยกให้เสิ่นอวี้อิ๋งไปหมดแล้ว ตอนนี้พวกคุณมาทำแบบนี้ มันไม่ค่อยยุติธรรมกับพวกเราเท่าไหร่นะคะ พวกคุณอย่าทำลายอนาคตของจื้อหมิงเลย”
“เขาเป็นพ่อของเด็ก ให้เขารับผิดชอบเลี้ยงดู เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว” เซี่ยหลานพูด “ลูกชายฉันพูดถูก เงินแค่สองพันหยวนกับการตัดขาดความสัมพันธ์นี่คิดกันไปเองหรือเปล่า มันยังไม่พอกับค่าเลี้ยงดูของเด็กคนนี้เมื่อปีที่แล้วเลย”
ยิ่งคิดเซี่ยหลานก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโง่
ค่ารักษาพยาบาลของเด็กปีที่แล้ว ค่านมผง และอื่น ๆ ล้วนเป็นหล่อนที่ออกเงินจ่าย รวมทั้งค่าใช้จ่ายในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หล่อนลงทุนกับเด็กคนนี้มากเกินไปแล้วจริง ๆ
ถ้าหล่อนมีเงิน หล่อนก็คงไม่คิดมากแบบนี้
ปัญหาคือ ชีวิตของหล่อนก็ยุ่งเหยิงไปหมด เรื่องการเงินก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง
“พวกคุณก็น่าจะรู้ว่าเสิ่นอวี้อิ๋งติดคุกอยู่ หลิวจื้อหมิงจึงถือเป็นผู้ปกครองคนแรกของเด็ก พวกเราไม่มีหน้าที่เลี้ยงลูกหลานตระกูลหลิวของพวกคุณ”
“พวกแกทำแบบนี้ไม่ได้ รอจื้อหมิงกลับมาก่อนสิ ฉันตัดสินใจเองไม่ได้”
แม่หลิวกลัวว่าพวกเขาจะทิ้งเด็กไว้แล้วหนี จึงยืนขวางประตูไม่ยอมให้ไป
เซี่ยหลานเองก็ไม่ได้คิดจะวางเด็กแล้วไปง่ายๆ วันนี้ถ้าไม่พูดให้ชัดเจน เกรงว่าหลิวจื้อหมิงจะอุ้มเด็กเอามาคืนพวกเขาอีก
เซี่ยหลานจึงอุ้มเด็กนั่งรอหลิวจื้อหมิงอยู่บนโซฟา
เด็กน้อยในอ้อมกอดมองไปรอบๆ บ้านด้วยสีหน้าเรียบเฉย
มองไปที่แม่ของหลิวจื้อหมิง
แววตาฉายอารมณ์มากมายซับซ้อน
ชาติที่แล้วตอนที่หล่อนได้พบกับยายผู้เป็นที่รักเป็นครั้งแรก มันแตกต่างจากชาตินี้โดยสิ้นเชิง
ย้อนกลับไปตอนนั้นหล่อนอายุเพียงสี่ขวบ ตอนที่ได้พบกับยาย ท่านหลงรักหล่อนมาก กอดหล่อนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย อีกทั้งซื้อขนมอร่อยๆ ให้หล่อนมากมาย
เซี่ยหลานสังเกตเห็นสีหน้าของเสิ่นเสี่ยวอวี้ที่ยังคงอ่อนเยาว์ หัวใจก็พลันเจ็บปวดอย่างประหลาด
เมื่อได้ยินพวกเขาพูดจาโยนความรับผิดชอบไปมาเหมือนโยนบอล ในใจของเด็กน้อยคงจะเสียใจมากแค่ไหนกัน
เพิ่งลืมตาขึ้นมาดูโลกก็ต้องมาเผชิญกับเรื่องราวเช่นนี้
ช่างโหดร้ายกับเด็กคนหนึ่งเกินไปแล้ว
ในเวลานี้ เซี่ยหลานรู้สึกราวกับหัวใจถูกกรีด เกลียดตัวเองที่ไม่มีปัญญาพอจะดูแลเด็กคนนี้ และเกลียดลูกสาวที่ทำตัวน่าผิดหวังอย่างเสิ่นอวี้อิ๋ง
แม่หลิวมองเซี่ยหลานที่กำลังอุ้มเด็กน้อยนั่งอยู่ สายตาทอดมองเด็กในอ้อมกอดเซี่ยหลานอย่างรังเกียจ ใบหน้าบูดบึ้งอย่างมาก
เสิ่นอวี้หลงมองหน้าแม่หลิวพร้อมกับเยาะเย้ย “น้า ก่อนหน้านี้ผมเห็นว่าน้าใจดี ไม่คิดเลยว่าลึกๆ แล้วน้าจะใจร้ายขนาดนี้ นี่เป็นหลานแท้ๆ ของน้านะ เห็นแบบนี้แล้วน้าไม่สงสารบ้างเลยเหรอ ไม่สะเทือนใจบ้างเลยหรือ ไม่อยากจะกอดหล่อนหน่อยเหรอ?”
แม่หลิวกัดฟันกรอด “หึ หลานแท้ๆ งั้นเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะเสิ่นอวี้อิ๋งไปอ่อยลูกชายฉัน หล่อนจะมีโอกาสได้เกิดมางั้นเหรอ ตอนที่เสิ่นอวี้อิ๋งท้อง ฉันก็บอกให้พวกเขาแต่งงานกัน แต่พวกเธอก็ดูถูกจื้อหมิง ไม่ยอมให้พวกเขาแต่งงานกัน ตอนนี้กลับอยากให้เราเอาเด็กไปเลี้ยง ช่างหน้าไม่อาย”
เซี่ยหลานพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถ้าตอนนั้นฉันยอมให้พวกเขาแต่งงานกัน คิดว่าพวกเธอจะมีชีวิตสงบสุขอย่างทุกวันนี้งั้นเหรอ หลิวจื้อหมิงจะยังมีโอกาสออกไปหาชู้ข้างนอกได้อีกหรือไง?”
ต้องยอมรับว่าคำพูดของเซี่ยหลานแทงใจดำหล่อนเข้าเต็มๆ
หลังจากที่เสิ่นเถี่ยจวินถูกจับเข้าคุก พวกเขาก็หวาดผวาอยู่นาน
กลัวว่าเรื่องจะลามไปถึงหลิวจื้อหมิง
โชคดีที่หลิวจื้อหมิงถูกไล่ออกไปก่อนแล้ว
โชคดีที่เสิ่นเถี่ยจวินยังไม่ได้มอบหมายงานสำคัญอะไรให้กับหลิวจื้อหมิง ยังไม่ได้ไว้ใจเขาอย่างเต็มที่ แค่คิดจะฝึกฝนเขาเท่านั้น
นั่นทำให้เขารอดตัวไปได้
ต่อมาเสิ่นอวี้อิ๋งก็มีเรื่องเข้าคุกเข้าตาราง พวกเขาจึงยิ่งหวาดกลัวมากขึ้นไปอีก
พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการว่าถ้าตอนนั้นแต่งงานกับเสิ่นอวี้อิ๋งไปจริงๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น
ตอนนี้พวกเขาก็คงกลายเป็นครอบครัวของอาชญากรไปแล้ว
ต่อให้พลิกแผ่นดินหนีก็ไม่พ้น
บางทีคงเป็นเพราะความสามารถในการล่อลวงผู้คนของเสิ่นอวี้อิ๋ง หลิวจื้อหมิงอาจจะถูกเธอพัวพันไปด้วยก็ได้
“เป็นคนอย่าไร้คุณธรรมเกินไปนัก เลือดเนื้อเชื้อไขของพวกคุณเอง ถ้าพวกคุณไม่ดูแล พวกเราจะไปฟ้องร้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด”
ทุกคำพูดของเสิ่นอวี้หลง ทำให้สีหน้าของแม่หลิวดูย่ำแย่ลงไปหลายส่วน
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง หลิวจื้อหมิงก็กลับมา
เขากลับมาพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง
บนใบหน้าของเขายังมีบาดแผล รอยฟกช้ำรอบดวงตายังไม่จางหายไป
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้ามาในบริเวณบ้านพัก เสียงซุบซิบของเหล่าคุณลุงคุณป้าก็เงียบกริบลง
พอพวกเขาขึ้นไปข้างบน เหล่าเพื่อนบ้านก็เริ่มกระซิบกระซาบกันอีกครั้ง
“งานนี้สนุกแน่”
“เมียหลวงอย่างหัวหน้างานจะทำหน้ายังไงนะ เมื่อเห็นลูกนอกสมรสของหลิวจื้อหมิง”
“เดาว่าคงหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนตายคาที่ ฮ่าๆๆ”
“ได้ยินมาว่าหล่อนก็ท้องอยู่ กำลังเตรียมจัดงานแต่งงานอยู่ด้วย”
“ว่าไม่ได้นะ ไอ้หนุ่มแซ่หลิวเนี่ยเสน่ห์แรงกับสาวๆ จริงๆ”
“ฮ่าๆ มีเสน่ห์ก็จริง แต่ก็ทนมือทนเท้าน่าดู”
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
รถไฟจะชนกันไหมเนี่ย ตายแน่จื้อหมิง โดนอัดก็อปปี้จากทั้งสองด้านแบบนี้
ไหหม่า(海馬)