ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 778 กรรมสนองผู้กระทำ
ตอนที่ 778 กรรมสนองผู้กระทำ
เฉินเจียวั่งกับเจียงอวี่เฟยเห็นดังนั้นก็ขวางทางหลิวจื้อหมิงไว้
กระทั่งกุ้ยเฟินก็ถูกขวางไว้เช่นกัน
เจียงกั๋วเซิ่งเห็นเสิ่นอวี้หลงแล้วก็ถามด้วยความประหลาดใจ “อวี้หลง เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
เซี่ยหลานอุ้มลูกลงมาจากชั้นบน
เพื่อนบ้านเห็นเซี่ยหลานแล้วก็พากันมามุงดู
เซี่ยหลานเป็นคนรักในศักดิ์ศรีหน้าตา เห็นเพื่อนบ้านเก่ามามุงดู จึงรู้สึกหน้าร้อนผ่าว ๆ
แต่เสิ่นอวี้หลงไม่สนใจหน้าตาแม้แต่น้อย เขาพูดกับทุกคนตามตรง “เด็กคนนี้เป็นลูกหลิวจื้อหมิงกับเสิ่นอวี้อิ๋ง วันนี้พวกเรามาส่งลูกให้เขา แต่เขาไม่ยอมรับลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเอง แถมตอนนี้ยังมีคนใหม่เป็นคุณป้าคนนั้น ในฐานะที่พวกคุณเคยเป็นเพื่อนบ้านกัน ช่วยมาตัดสินหน่อยเถอะครับว่าหลิวจื้อหมิงทำแบบนี้มันถูกต้องหรือเปล่า?”
เฉินเจียวั่งตะโกนขึ้นว่า “ลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองยังไม่เลี้ยง นี่มันเข้าข่ายละทิ้งบุตร ต้องติดคุกนะ”
“น่าสงสารเด็กจริงๆ สมัยนี้น่ากลัวเหลือเกิน คนเราใจคอโหดเหี้ยมอำมหิต โลกตกต่ำลงทุกวัน ยังไม่ทันแต่งงานก็มีลูกกันซะแล้ว ไม่รู้จักอายบ้างหรือไง”
“ช่างโชคร้ายจริงๆ ที่มีเพื่อนบ้านแบบนี้”
หลิวจื้อหมิงกับกุ้ยเฟินถูกรถขนส่งเฟอร์นิเจอร์ของบ้านเจียงกั๋วเซิ่งขวางทางไว้ อีกทั้งยังมีเสิ่นอวี้หลงขวางพวกเขาไม่ให้ออกไปไหน แถมเพื่อนบ้านยังมาดูเหตุการณ์กันเต็มไปหมด ออกไปไม่ได้เลย
เจียงกั๋วเซิ่งเห็นว่ากุ้ยเฟินกำลังจะออกไป แต่โดนรถขนของบ้านเขาขวางทางอยู่ เขาจึงเดินตรงไปหากุ้ยเฟิน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สหายหญิง ผมได้ยินมาว่าคุณเองก็เป็นถึงหัวหน้าเล็กๆ ของโรงงานสิ่งทอ พวกเราต่างเป็นผู้นำ ต้องรักษาภาพลักษณ์ด้านความประพฤติให้ดี ในเมื่อคุณหย่าแล้ว คุณก็ควรจะหาคนที่ฐานะใกล้เคียงกันแต่งงาน ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมั่นคง ตั้งใจทำงาน การที่คุณมาคบกับเด็กหนุ่มอย่างเสี่ยวหลิวแบบนี้มันดูไม่ดีเลย หัวหน้าโรงงานอย่างผอ.จ้าวไม่ได้เรียกคุณไปคุยบ้างเหรอ?”
เจียงกั๋วเซิ่งมองสีหน้าไม่สู้ดีของกุ้ยเฟิน แล้วพูดต่อไปว่า “ผมสนิทกับผอ.จ้าวมาก ไว้ผมจะรายงานเรื่องนี้ให้เขาทราบ ไม่ใช่แค่เรื่องผลผลิตเท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องเรื่องศีลธรรมจรรยาบรรณด้วย”
กุ้ยเฟินได้ยินเจียงกั๋วเซิ่งพูด สีหน้าที่ดูไม่ดีอยู่แล้วก็ยิ่งบึ้งตึง แววตาฉายแววกังวล
หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ผอ.เจียง เรื่องส่วนตัวของฉันไม่จำเป็นต้องรบกวนให้คุณไปรายงานผอ.จ้าวหรอกค่ะ ฉันจัดการเองได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี”
“ผอ.เจียงพูดถูก หลิวจื้อหมิงเป็นผู้ปกครองคนแรกของเด็ก คนที่ควรเลี้ยงดูคือเธอ”
หลิวจื้อหมิงโดนเจียงกั๋วเซิ่งวิจารณ์ยกใหญ่ แถมยังมีเสียงซุบซิบต่อว่าเขาเป็นระยะ
สีหน้าของเขาพลันดำคล้ำ
กุ้ยเฟินเบียดเสิ่นอวี้หลงให้พ้นทางแล้ววิ่งหนีไป
หลิวจื้อหมิงรีบผลักเสิ่นอวี้หลงออกแล้ววิ่งตามไป
เสิ่นอวี้หลงจะวิ่งตามหลิวจื้อหมิง แต่เซี่ยหลานเรียกไว้
หล่อนหันกลับมายัดเด็กใส่อ้อมแขนของแม่หลิว
“อวี้หลง ไปกันเถอะ”
เซี่ยหลานพาเสิ่นอวี้หลงเดินจากไป แม่หลิวเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งอุ้มเด็กเข้ามาขวาง
“เซี่ยหลาน พวกเธอไปไม่ได้นะ ฉันรับเลี้ยงเด็กคนนี้ไม่ได้”
แต่ด้วยฝูงชนที่รวมตัวแออัดกันตรงบริเวณหน้าประตูบ้าน บวกกับตู้เสื้อผ้าทั้งชุดของครอบครัวเจียงที่กำลังถูกขนลงจากรถ และดูเหมือนจะมีคนจงใจขัดขวาง ทำให้แม่ของหลิวจื้อหมิงไม่สามารถขวางพวกเขาไว้ได้ทัน
หล่อนอุ้มเด็กในอ้อมแขนไว้ราวกับรับเผือกร้อน
“พวกแก หยุดนะ เอาเด็กคนนี้ไปด้วยสิ ยัดเยียดมาให้ฉันทำไม?” หล่อนตะโกนอย่างบ้าคลั่ง พยายามเรียกพวกเขาให้หยุด
เสิ่นอวี้หลงกลัวว่าเซี่ยหลานจะใจอ่อน จึงรีบดึงหล่อนเดินจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่หันกลับมามอง
เพื่อนบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์อยู่เต็มลานบ้านพักคนงานโรงงานเครื่องจักรต่างมองเด็กในอ้อมแขนหล่อนด้วยความสนใจ
“เด็กคนนี้ดูเหมือนเสิ่นอวี้อิ๋งนะ”
บางคนมองเด็กน้อยที่ดูนิ่งเฉยในอ้อมแขนแม่ของหลิวจื้อหมิง แล้วเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย “ทำไมเด็กถึงได้เรียบร้อยอย่างนี้ล่ะ? ในสถานการณ์แบบนี้ หล่อนกลับไม่ร้องไห้สักแอะ”
“อาจจะตกใจจนเป็นใบ้ไปแล้วก็ได้”
“เป็นเพราะผู้ใหญ่ทำกรรมไว้แท้ๆ น่าสงสารเด็กเหลือเกิน”
ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ส่วนเพื่อนบ้านที่อาวุโสกว่าก็เอ่ยปากเกลี้ยกล่อมแม่ของหลิวจื้อหมิง “แม่จื้อหมิง คุณอย่าทำบาปเลย ในเมื่อเด็กคนนี้เกิดมาแล้ว คุณในฐานะที่เป็นย่าก็ควรเลี้ยงดูเขาให้ดี นี่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของคุณ อย่าให้หลิวจื้อหมิงต้องขึ้นโรงขึ้นศาลจริงๆ เลย”
“ใช่ เด็กเป็นผู้บริสุทธิ์ เห็นไหมว่าเด็กคนนี้ฉลาดเรียบร้อยแค่ไหน”
ผู้ใหญ่ล้วนชอบเด็กว่านอนสอนง่าย เด็กน้อยในอ้อมกอดของแม่หลิวไม่ร้องไห้ไม่โยเย สายตากลมโตสีดำสนิทกลับมองไปรอบๆ อย่างเงียบๆ ซึ่งทุกคนไม่ได้รู้ความจริงอะไร แค่รู้สึกว่าเด็กน้อยคนนี้น่ารักน่าเอ็นดู
ตอนนี้กุ้ยเฟินจากไปแล้ว แม่หลิวจึงไม่ปิดบังเพื่อนบ้าน พูดความในใจออกมา “ไม่ใช่ฉันไม่อยากเลี้ยงนะ แต่จื้อหมิงลูกชายฉันกำลังจะแต่งงานกับกุ้ยเฟินแล้ว อีกอย่างในท้องกุ้ยเฟินก็มีหลานชายคนโตของฉันอยู่ ฉันต้องเลี้ยงหลานชายของฉัน จะเลี้ยงเด็กผู้หญิงคนนี้ไหวได้ยังไง”
ได้ยินคำพูดของแม่หลิว ป้าที่เกษียณแล้วคนหนึ่งก็มองด้วยสายตาตำหนิ แล้วพูดว่า “ดูเธอสิ ไม่มีจิตสำนึกเอาซะเลย ยังจะเลือกชายหญิงอีก สมัยนี้วางแผนครอบครัวให้มีลูกได้แค่คนเดียว ลูกชายเธอแต่งงานมีลูกหนึ่งคน บวกกับเด็กคนนี้ก็เป็นสองคน กำลังดีเลยไม่ใช่เหรอ”
เพื่อนบ้านต่างก็หวังดี พยายามพูดเกลี้ยกล่อมแม่หลิวไม่ให้ใจร้ายเกินไป ให้เลี้ยงดูเด็กเอาไว้
เพราะหลิวจื้อหมิงเป็นคนก่อเรื่องทั้งหมดนี้ไว้ จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะให้เซี่ยหลานเป็นคนรับผิดชอบ
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ทุกคนต่างก็รู้สถานการณ์ของเซี่ยหลานดี ว่าหลังจากเสิ่นเถี่ยจวินถูกจับ บ้านพักในเขตครอบครัวคนงานก็ถูกสั่งปิด ได้ยินมาว่าทรัพย์สินทั้งหมดถูกยึดไปหมด เซี่ยหลานต้องเลี้ยงดูเสิ่นอวี้หลงเพียงลำพัง ลำบากพอแรงอยู่แล้ว
ทุกคนเป็นเพื่อนบ้านกันมาหลายสิบปี ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ได้อยู่ในเขตครอบครัวคนงานเดียวกันแล้ว แต่วันนี้ได้เจอเซี่ยหลาน ทุกคนก็อดรู้สึกเห็นใจไม่ได้
คุณหมอเซี่ยเป็นคนดี
เหตุใดคนดีถึงไม่ได้รับการตอบแทนที่ดี?
ในตอนนั้นเองก็มีบุคคลหนึ่งเอ่ยแช่งชักหักกระดูกขึ้นมาว่า “แฟนของหลิวจื้อหมิงอายุมากขนาดนั้นแล้ว อย่าหวังเลยว่าจะคลอดเด็กออกมาได้อย่างราบรื่น คิดจะอุ้มหลานชายระวังจะล้มเหลวเถอะ”
คุณป้าหวังผู้ฝักใฝ่ในธรรมะนั่งดูเรื่องวุ่นวายทั้งหมดด้วยสายตาลึกล้ำ “คนเราต้องเชื่อในกฎแห่งกรรม ผลกรรมไม่ใช่ว่าไม่มี เพียงยังไม่ถึงเวลาสนอง หากพวกเธอทอดทิ้งเด็กคนนี้ กรรมจะตามมาสนองกับเด็กในท้องของแฟนหลิวจื้อหมิง แม่ลูกอย่างพวกเธอต้องสร้างบุญกุศลเพื่อบรรเทาผลกรรม ไม่เช่นนั้นจะมีภัยใหญ่”
คุณป้าหวังนับลูกประคำอยู่ในมือ คำพูดของนางทำให้แม่หลิวสงบได้ในที่สุด
หล่อนกลัวเหลือเกินว่าการกระทำของตนจะส่งผลร้ายต่อเด็กในท้องของกุ้ยเฟิน
แต่ถ้ารับเด็กคนนี้กลับไป เรื่องการแต่งงานของจื้อหมิงก็คงจบสิ้น
กุ้ยเฟินไม่มีทางยอมให้ลูกชายของหล่อนเลี้ยงลูกของแฟนเก่า
ตอนนี้หล่อนรู้สึกเหมือนตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หลังจากที่เจียงกั๋วเซิ่งเห็นพวกเซี่ยหลานจากไปแล้ว จึงสั่งให้คนงานขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ต่อ ก่อนขึ้นไปชั้นบน หันไปมองแม่หลิวแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ป้าหวังพูดถูก คนเราต้องเชื่อเรื่องเวรกรรม อย่าทำบาปกรรมมากเกินไป ไม่อย่างนั้นมันจะส่งผลถึงลูกหลาน เธออายุขนาดนี้แล้วน่าจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ อย่าเอาแต่คิดให้ลูกชายสบายโดยไม่ต้องลงแรง ใช้ผู้หญิงเป็นบันไดไต่เต้า มันเป็นไปไม่ได้หรอก ซูกุ้ยเฟินคนนั้นในโรงงานทอผ้าก็ไม่ได้มีอำนาจอะไรมากนัก หากยังให้จื้อหมิงคบกับหล่อน ระวังจะลงเรือผิดลำ”
“ถ้าเธอเชื่อแบบนั้นก็แล้วไป” เจียงกั๋วเซิ่งพูดกับแม่หลิวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ผอ.จ้าวแห่งโรงงานทอผ้าเป็นเพื่อนกับผม ถ้าพวกคุณยังคิดจะทิ้งเด็กคนนี้ ผมจะไปคุยกับผอ.จ้าวเอง”
พูดจบเจียงกั๋วเซิ่งก็เดินขึ้นไปชั้นบน แม่หลิวจึงอุ้มเด็กรีบวิ่งตามไป “ผอ.เจียง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน ตอนที่จื้อหมิงอยู่โรงงานเครื่องจักร คุณก็ชอบกลั่นแกล้งเขา ตอนนี้ทำไมยังไม่ปล่อยเขาไปอีก”
“ผมไม่ได้กลั่นแกล้งใครทั้งนั้น ผมแค่ทนเห็นการกระทำที่ไร้ศีลธรรมไม่ได้ แค่เตือนสติพวกคุณเท่านั้น”
“ใช่ คนเราทำอะไรต้องไม่ขาดศีลธรรม จะได้ไม่โดนกรรมตามสนอง”
ทุกคนที่ตอนแรกตั้งใจมาให้กำลังใจ ตอนนี้กลับเริ่มรุมวิพากษ์วิจารณ์
แม่หลิวเห็นท่าไม่ดี กลัวว่าเจียงกั๋วเซิ่งจะไปฟ้องผู้อำนวยการจ้าวจริงๆ จึงยอมจำนนพาเด็กกลับบ้าน
เมื่อกลับถึงบ้าน แม่หลิวก็รีบส่งเพจเจอร์หาหลิวลี่ลี่ผู้เป็นลูกสาวทันที
ให้หล่อนรีบพาแฟนมาที่นี่หน่อย
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
เซี่ยหลานลำบากมานาน ตอนนี้เอาเผือกร้อนมาส่งแล้ว ตระกูลหลิวหาทางลงกันเอาเองนะ
ไหหม่า(海馬)