ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 779 อยากเอาลูกให้ลูกสาวเลี้ยง
ตอนที่ 779 อยากเอาลูกให้ลูกสาวเลี้ยง
ไม่นานนักหลิวลี่ลี่ก็พาแฟนหนุ่มมาด้วย
หลิวลี่ลี่เพิ่งแต่งงานเมื่อปีที่แล้วกับหนุ่มหน้ามนคนหนึ่งชื่อหยางจวินที่รู้จักกันในงานเต้นรำ ฐานะทางบ้านของเขานับว่าธรรมดา เพียงแต่ชนะใจหลิวลี่ลี่ได้ด้วยคารมหวานหู หลังจากเต้นรำด้วยกันแค่สองครั้ง หล่อนก็ตกลงปลงใจ ยืนกรานจะแต่งงานกับเขาให้ได้
ตอนนั้นเพื่อที่จะหาเงินสองพันหยวนให้เสิ่นอวี้อิ๋ง แม่ของหลิวลี่ลี่จึงเรียกค่าสินสอดเพิ่ม แล้วเอาเงินทั้งหมดให้เสิ่นอวี้อิ๋งไป ทำให้หลิวลี่ลี่แทบไม่มีสินเดิมติดตัวเลย
เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับครอบครัวของหยางจวินไม่น้อย ส่วนตัวหลิวลี่ลี่เองก็เป็นคนไม่เอาไหน ไม่มีปากมีเสียง เอาแต่คอยตามคนอื่นไปวันๆ หลังจากแต่งงานก็ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับครอบครัวสามีได้ ท่าทางก็อ่อนแอไม่เด็ดขาด ทำให้ชีวิตแต่งงานไม่ค่อยราบรื่น
ยิ่งไปกว่านั้น หยางจวินสามีของหล่อนก็ไม่มีงานการทำเป็นชิ้นเป็นอัน ชอบเที่ยวเตร่ไปวันๆ ทำให้ครอบครัวลำบากมาก
ทุกครั้งที่เงินขาดมือ หยางจวินมักจะพูดจาเหน็บแนมหลิวลี่ลี่ หล่อนจึงได้แต่กลับไปร้องไห้ฟูมฟายกับแม่ หวังให้แม่ช่วยเหลือ
ตอนนี้พวกเขาจึงฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่หลิวจื้อหมิง
ตราบใดที่หลิวจื้อหมิงแต่งงานกับกุ้ยเฟิน ฐานะทางการเงินที่มั่นคงของกุ้ยเฟินจะสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้
หลิวลี่ลี่เดินเข้ามาพร้อมแฟนหนุ่ม พอเห็นเด็กทารกนอนอยู่บนโซฟาก็ทำหน้าประหลาดใจ เหลือบมองมารดาที่สีหน้าอมทุกข์ เอ่ยถามขึ้น “แม่ ใครเอาลูกมาทิ้งไว้ที่บ้านเราเหรอคะ?”
แม่หลิวทำสีหน้าลำบากใจ ไม่อยากจะปริปากพูดอะไรออกมา
หลิวลี่ลี่เหลือบมองเด็กทารกอีกครั้ง ในใจก็คิดว่า หรือจะเป็นลูกคนที่สองของพี่สะใภ้คนปัจจุบันกันนะ
เมื่อหลายวันก่อน อดีตสามีของว่าที่พี่สะใภ้ได้มาหาเรื่องพี่ชายหล่อน ไล่ให้พี่ชายหล่อนเลิกยุ่งกับกุ้ยเฟิน บอกว่าเพื่อลูกสาวของพวกเขาแล้ว เขาและกุ้ยเฟินจะกลับไปคืนดีกัน
จากนั้นผู้ชายทั้งสองคนก็วางมวยกัน ผลคือใบหน้าของพี่ชายหล่อนถูกต่อยตีจนยับเยินไปหมด
เท่าที่หล่อนรู้ กุ้ยเฟินมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง อายุประมาณสิบขวบ ไม่เห็นเคยได้ยินว่ามีลูกสาวคนเล็ก
หลิวลี่ลี่ถามอย่างร้อนใจ “แม่คะ พูดอะไรหน่อยสิ สรุปแล้วเป็นลูกใครกันเนี่ย?”
แม่หลิวขมวดคิ้ว มองลูกสาวผู้โง่เขลาของตนอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะพูดว่า “แกก็เคยเห็นหน้ามันไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงยังนึกไม่ออก?”
ชื่อเสิ่นอวี้อิ๋งเป็นชื่อที่หล่อนไม่อยากเอ่ยขึ้นมาให้แสลงปาก แต่นังลูกสมควรตายคนนี้ก็ช่างไม่มีสามัญสำนึกเอาเสียเลย ยังจะให้หล่อนเอ่ยออกมาอีก?
หลิวลี่ลี่ได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งเข้ามาดูเสิ่นเสี่ยวอวี้
เมื่อสังเกตดูอย่างละเอียดแล้ว หล่อนก็อุทานขึ้นด้วยความตกใจ “ใช่จริงด้วย”
หลิวลี่ลี่หันไปมองแม่อย่างตกตะลึง “แม่คะ เด็กคนนี้มาอยู่ที่บ้านเราได้ยังไง?”
แม่ของหลิวลิลี่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน “เซี่ยหลานอุ้มมาให้ บอกว่าต่อไปเด็กคนนี้ให้พี่ชายเธอเลี้ยง”
“อะไรนะ ให้พี่ชายฉันเลี้ยงเหรอ?” หลิวลิลี่ขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น “แม่คะ ไม่ได้นะ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด”
หล่อนพูดด้วยสีหน้ากังวล “ถ้าพี่สะใภ้รู้เข้า พี่ชายกับพี่สะใภ้ต้องทะเลาะกันแน่ๆ”
หลิวลิลี่เดินไปหาแม่ จับมือหล่อนไว้ แล้วพูดอย่างร้อนใจ “แม่คะ แม่จะตัดสินใจผิดไม่ได้นะ ถ้าพี่ชายกับพี่สะใภ้เลิกกัน ครอบครัวเราจะไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้อีก ต้องจมปลักอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิต”
หล่อนเหลือบมองหยางจวิน “พวกเรายังหวังพึ่งพาพี่ชายอยู่นะ”
“พี่สะใภ้ของเธอรู้เรื่องนี้แล้ว” แม่หลิวพูดด้วยสีหน้าเศร้าหมอง “พวกเธอว่าเราจะจัดการกับเด็กคนนี้ยังไงดี?”
เมื่อได้ยินว่ากุ้ยเฟินรู้เรื่องของเด็กคนนี้อยู่แล้ว หลิวลิลี่ก็รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างที่สุด
หล่อนใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เอาไปให้เซี่ยหลานเลี้ยง บอกไปเลยว่าพี่ชายฉันไม่เอา ไม่ใช่ว่าเสิ่นอวี้อิ๋งได้เงินไปสองพันหยวนแล้วก็อุ้มลูกไปใช้ชีวิตที่อื่นหรอกเหรอ? เงินสินสอดของฉันโดนหล่อนโกงไปหมด ตอนนี้ใช้เงินหมดแล้วก็เอาลูกมาคืน ให้หล่อนเอาเงินมาคืนพวกเราด้วย”
แฟนของหลิวลี่ลี่ได้ยินเรื่องเงินสินสอดก็โกรธขึ้นมาทันที
“ใช่ ต้องทวงเงินก้อนนั้นคืนมา เงินสองพันหยวนนั่นเป็นเงินที่พวกเราทั้งครอบครัวเก็บหอมรอมริบมาตั้งหลายปี แถมยังไปยืมญาติ ๆ มาอีก ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นโกงไปแบบนี้ ต้องหาทางคืนมาให้ได้”
แม่หลิวเห็นหยางจวินเอาแต่พูดถึงเรื่องเงินสินสอดสองพันหยวน ก็พูดอย่างไม่พอใจว่า “จะเอาอะไรอีก? เสิ่นอวี้อิ๋งติดคุกแล้ว จะไปเอาจากใครได้? เซี่ยหลานบอกแล้วว่าเงินสองพันหยวนนั้นใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลเด็กจนหมดไปตั้งแต่ปีที่แล้ว พี่ชายเธอเป็นพ่อแท้ๆ ของเด็ก มีหน้าที่ต้องเลี้ยงดู ดังนั้นสัญญานั่นเป็นโมฆะไปแล้ว”
หลิวลี่ลี่ได้ยินก็โวยวายขึ้นมาทันที “หล่อนบอกว่าเป็นโมฆะก็เป็นแบบนั้นเหรอ? ถ้าเป็นแบบที่พวกนั้นพูด ต่อไปเด็กคนนี้ก็เป็นหลุมไร้ก้นถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็มน่ะสิ”
หลิวลี่ลี่มองเด็กที่นอนอยู่บนโซฟาด้วยสายตาเกลียดชัง ราวกับอยากจะอุ้มออกไปโยนทิ้ง
แม่หลิวถอนหายใจ แล้วพูดถึงความกังวลของเธอออกมา “ถ้าพวกเราไม่เลี้ยงเด็กคนนี้ เซี่ยหลานจะต้องฟ้องพี่ชายเธอ และถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูผอ.จ้าว งานของพี่ชายเธอก็จะปลิวแน่”
หลิวลี่ลี่ได้ยินแล้วก็อับจนปัญญา หันไปถามแม่ว่า “แล้วจะทำยังไงดีล่ะ? จะให้เลี้ยงเด็กนอกสมรสคนนี้จริงๆ เหรอ?”
แม่หลิวก็จนปัญญา ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน
ถึงต้องเลิกกับกุ้ยเฟิน ลูกชายหล่อนก็ต้องมีแฟนใหม่ในอนาคต
ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากได้ผู้ชายมีลูกติดหรอก
เว้นแต่…ผู้หญิงคนนั้นจะเป็นหลินเซี่ย
แม่หลิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นสายตาก็เป็นประกาย หันไปมองหลิวลี่ลี่กับหยางจวิน ฝืนยิ้มพลางพูดว่า “ลี่ลี่ ตอนนี้พวกแกยังไม่มีลูก งั้นเอางี้ไหม พวกแกเอาเด็กคนนี้ไปเลี้ยงก่อน นี่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพี่ชายแก เหมือนลูกแท้ๆ ของแกนั่นแหละ รอเรื่องของพี่ชายแกเรียบร้อยค่อยเอากลับมา พี่ชายแกไม่มีทางปล่อยให้พวกแกเลี้ยงฟรีๆ หรอก”
หลิวลี่ลี่ได้ยินคำพูดของแม่แล้วก็ปฏิเสธทันที “แม่ คิดอะไรอยู่เนี่ย ทำไมพวกเราต้องเลี้ยงลูกนอกสมรสของเขาด้วย นี่มันลูกที่เสิ่นอวี้อิ๋งคลอด พวกเราไม่เลี้ยงหรอก ยิ่งไปกว่านั้น ฉันก็ใช่ว่าจะมีลูกไม่ได้ ฉันจะไปเลี้ยงลูกคนอื่นทำไม”
หยางจวินก็แสดงท่าทีแข็งกร้าวเช่นกัน “ผมก็ไม่เห็นด้วย เราใช่ว่ามีลูกไม่ได้ แต่งงานกันได้ไม่นานแม่จะให้ไปเลี้ยงลูกคนอื่นเนี่ยนะ ตอนนี้ก็ลำบากจะแย่แล้ว แค่เลี้ยงตัวเองยังลำบากเลย จะเอาเงินที่ไหนไปเลี้ยงเด็ก ถ้าเลี้ยงได้ก็เลี้ยงลูกตัวเองดีกว่า”
หยางจวินไม่พอใจกับข้อเสนอของแม่ยายเป็นอย่างมาก ปกติเขาจะเกรงใจหลิวจื้อหมิง แต่ตอนนี้หลิวจื้อหมิงไม่อยู่ เขาจึงไม่สนใจอะไรทั้งนั้น จ้องมองแม่หลิวด้วยสายตาตำหนิ “แม่ นี่แม่คิดอะไรอยู่เนี่ย ทำไมถึงคิดแบบนี้”
“แม่น่ะลำเอียงเข้าข้างพี่ชายตลอด ค่าสินสอดที่ผมให้ลี่ลี่ แม่ก็เอาไปให้เสิ่นอวี้อิ๋งหมด ตอนนี้ยังจะมาโยนลูกของหล่อนให้พวกเราเลี้ยงอีก จะให้พวกเราเลี้ยงลูกนอกสมรสคนนี้จริงๆ เหรอ?”
แต่คราวนี้หลิวลี่ลี่กลับมีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่เห็นด้วยกับความคิดของแม่อย่างสิ้นเชิง “ฉันก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน ฉันเกลียดเสิ่นอวี้อิ๋งที่สุด ฉันจะเลี้ยงลูกของหล่อนได้ยังไง แค่เห็นหน้าก็รำคาญแล้ว”
เสิ่นเสี่ยวอวี้ได้แต่นอนนิ่งๆ อยู่บนโซฟา ฟังพวกเขาพูดแสดงความรังเกียจหล่อนอย่างเย็นชา จ้องมองเพดานอย่างเหมื่อยล้า ไม่ร้องไห้หรือส่งเสียงใดๆ ออกมา
ตอนนี้หล่อนหิวมาก แต่ก็ไม่มีใครนึกถึงกระทั่งจะป้อนข้าวป้อนน้ำให้หล่อนเลย
“ฉันก็ไม่มีทางเลือก จะปล่อยให้หลานคนนี้มาทำลายงานแต่งงานของพี่ชายเธอได้ยังไง พวกเธอก็รู้ว่าแฟนของพี่ชายเธอเงื่อนไขดีขนาดไหน แถมยังท้องลูกของพี่ชายเธออีก เราจะปล่อยให้หล่อนเลิกกับพี่ชายเธอได้ยังไง แล้วงานของพี่ชายเธอล่ะจะทำยังไง?”
คำพูดของแม่หลิวทำให้หลิวลี่ลี่และสามีนิ่งเงียบไป
ใช่ นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่พวกเขาอยากเห็น
ตอนนี้ครอบครัวของพวกเขากำลังฝากความหวังไว้กับโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตนี้
พวกเขาพลาดกับเสิ่นเถี่ยจวินไปแล้ว ครั้งนี้พวกเขาจะไม่ยอมให้พลาดอีก
อายุพวกเขาก็ไม่ใช่น้อยแล้ว การหวังพึ่งพางานธรรมดาๆ เพื่อให้ร่ำรวยคงเป็นไปได้ยาก
หยางจวินจ้องเขม็งมองหลิวลี่ลี่อย่างเกรี้ยวกราด “เอากลับไปเลี้ยงอะไร สมองคุณกลวงไปแล้วเหรอ? เอากลับไปให้มันกินคุณหรือไง คุณมีนมให้มันกินหรือ พวกเรามีปัญญาซื้อนมผงให้มันกินหรือไง?”
พอถูกหยางจวินตะคอกใส่ หลิวลี่ลี่ก็ได้แต่ก้มหน้านิ่งเงียบด้วยความอับอาย “แม่คะ แม่หาวิธีอื่นเถอะค่ะ”
ทันใดนั้น หยางจวินก็นึกอะไรขึ้นได้ ดวงตาของเขาฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมา
เขาใช้มือลูบคางพลางครุ่นคิด “แม่ครับ เด็กคนนี้อยู่ไปก็มีแต่จะเป็นภาระ ถ้าหล่อนยังอยู่ในบ้านนี้ แฟนของพี่ชายต้องเลิกกับพี่ชายแน่ ๆ เชื่อผมสิ”
หยางจวินพูดต่อ “แฟนของพี่ชายเพิ่งท้องได้แค่สามเดือน ถ้าหล่อนโกรธขึ้นมาแล้วไปเอาเด็กออก พี่ชายผมก็คงซวยแน่ ๆ แม้แต่งานก็คงจะรักษาไว้ไม่ได้”
เมื่อได้ยินหยางจวินพูดเช่นนั้น สีหน้าของแม่หลิวก็ยิ่งดูแย่ลงไปอีก มองพวกเขาด้วยสีหน้ากังวลใจพลางถอนหายใจ
หยางจวินเห็นสีหน้าของแม่ยาย จึงได้ทีเสนอความคิดเห็นของตัวเองออกมา “ผมว่า… ไม่งั้นเราก็ยกเด็กคนนี้ให้คนอื่นไปเลยดีกว่านะครับ”
“ยกให้คนอื่น?” เมื่อได้ยินดังนั้น แม่หลิวก็ขมวดคิ้ว คิดว่าวิธีนี้ไม่น่าจะได้ผล “ตอนนี้รัฐบาลเขาก็รณรงค์เรื่องการคุมกำเนิด ถนนหนทางเต็มไปด้วยเด็กผู้หญิงที่ถูกทิ้ง ใครเขาจะอยากได้เด็กคนนี้กัน”
“มันต้องมีคนอยากได้อยู่แล้ว” หยางจวินกล่าว “ครอบครัวไหนมีลูกชายหลายคน ก็ต้องอยากได้ลูกสาวสักคนเลี้ยงต้อยไว้เป็นลูกสะใภ้แต่งงานกับลูกชาย หรือเอาไว้แลกเปลี่ยนลูกสะใภ้กับบ้านอื่นก็ยังได้ อย่างน้อยก็ช่วยแบ่งเบาภาระไปได้เยอะ เด็กผู้หญิงเอาไปเลี้ยงสักแปดเก้าขวบก็เข้าครัวทำกับข้าวได้แล้ว ดีจะตายไป ครอบครัวที่ไม่มีลูกก็อยากได้ลูกกันเยอะแยะ”
พอได้ยินข้อเสนอของหยางจวิน แม่หลิวก็รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาทันที
“งั้นพวกแกช่วยฉันหาหน่อยสิว่ามีบ้านไหนอยากได้ลูกสาวบ้าง บอกไปว่าเด็กคนนี้เรียบร้อยน่ารัก ไม่งอแง ไม่ดื้อ ไม่เรื่องมาก เลี้ยงง่าย”
แม่หลิวเสริมต่อ “แล้วก็บอกเขาไปด้วยนะว่าเด็กคนนี้อีกไม่กี่ปีก็ช่วยงานบ้านได้แล้ว ถ้าลูกชายเขาหาเมียไม่ได้ ก็ให้เอาไปเป็นลูกสะใภ้ได้เลย”
“ได้ เดี๋ยวพวกผมจะลองไปถามๆ ดูให้”
หลังจากหลิวลี่ลี่กับหยางจวินกลับไป แม่หลิวก็นึกขึ้นได้ว่าเด็กคนนี้มาอยู่ที่บ้านตั้งห้าหกชั่วโมงแล้ว ทำไมถึงไม่มีทีท่าว่าจะหิวเลยสักนิด
ไม่ร้องไห้งอแงสักแอะ
ระหว่างทางที่เดินกลับบ้านพร้อมหยางจวิน หลิวลี่ลี่ถามเขาว่า “คุณบอกแม่ฉันว่าจะหาคนรับเลี้ยงเด็กคนนี้ได้ แล้วจะไปหาจากที่ไหนล่ะ”
หยางจวินยิ้มมุมปาก “เรื่องนั้นคุณไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมจัดการเอง”
หลิวลี่ลี่ไม่รู้ว่าหยางจวินคิดจะทำอะไร เห็นเขายังทำท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาว เอามือล้วงกระเป๋ากางเกงเดินทอดน่อง หล่อนก็เร่งเขา “คุณรีบๆ หางานทำได้แล้วนะ เดี๋ยวก็ไม่มีเงินกินข้าวกันพอดี”
หยางจวินเยาะเย้ย “ที่ต้องใช้ชีวิตลำบากแบบนี้ก็เพราะใครล่ะ? ไม่ใช่เพราะบ้านผมต้องกู้หนี้ยืมสินมาแต่งงานกับคุณเหรอ?”
ในขณะเดียวกัน เจียงอวี่เฟยก็เล่าถึงเหตุการณ์วุ่นวายที่ชุมชนบ้านพักคนงานของโรงงานเครื่องจักรให้หลินเซี่ยฟังเป็นคนแรก
………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
ตาหยางจวินมีแผนจะส่งเสี่ยวอวี้ไปที่ไหนกันหนอ แต่ดูท่าทางแล้วน่าจะไม่ใช่สถานที่ที่ดีแน่
ไหหม่า(海馬)
………………..