ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 782 คำว่า "อาสะใภ้" มันช่างทรงพลังยิ่งนัก
………………..
ตอนที่ 782 คำว่า “อาสะใภ้” มันช่างทรงพลังยิ่งนัก
“เธอมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่?” ลินดาถามด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นเฉินเจียเหอ
“ผมมาถึงหลังเลิกงานครับ” เฉินเจียเหอตอบ
ลินดาร้อนใจ ดูเวลาพลางถามเฉินเจียเหอว่า “เซี่ยเซี่ยตื่นหรือยัง?”
“หล่อนกำลังล้างหน้า เดี๋ยวก็เสร็จครับ”
ท้องฟ้ายังไม่สว่าง ภรรยาของเขาก็ต้องออกไปทำงานกับพวกหล่อนแล้ว เฉินเจียเหอรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย
ไม่ว่าเธอจะทำเพื่อความฝันหรืออะไรก็ตาม แต่การแยกจากลูกเพื่อไปทำงานตั้งแต่เช้ามืดแบบนี้ ในฐานะสามีแล้วเขาก็รู้สึกว่าตัวเองบกพร่อง
เฉินเจียเหอกำชับลินดาว่า “คุณอาสะใภ้รองครับ ร่างกายของเซี่ยเซี่ยยังไม่หายดี ช่วยดูแลเรื่องงานของหล่อนด้วย อย่าให้ทำงานหนักเกินไป หล่อนเป็นคนบ้าทำงาน เวลาทำงานอะไรก็ไม่สนใจ ผมหวังว่าคุณอาจะช่วยดูแลหล่อนด้วยนะครับ”
“นายเรียกฉันว่าอะไรนะ?” ลินดาซึ่งเดิมทีมีสีหน้าเย็นชาอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งมองเขาด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
ลินดาทำสีหน้าเย็นชา “ดูแลไม่ได้หรอกค่ะ ทุกอย่างต้องเป็นตามกฎ”
เฉินเจียเหอ “!!!”
สีหน้าที่เปลี่ยนไปของลินดา ทำให้เขาเพิ่งรู้ตัวว่าลินดานั้นแตกต่างจากเย่ไป๋โดยสิ้นเชิง
ปากหวานไปก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนลินดาจะไม่ชอบใจกับสรรพนามที่เขาใช้เรียก
ไม่เหมือนกับเย่ไป๋ที่พอได้ยินคำว่าคุณอาแล้วก็ดีใจเหมือนจะหลงทิศ
ดูท่าเซี่ยไห่จะเอาหล่อนไม่อยู่จริง ๆ
เฉินเจียเหอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณลินดา เซี่ยเซี่ยทำงานกับคุณ หล่อนเป็นลูกน้องของคุณ ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรกับหล่อนขึ้นมา ผมจะเอาเรื่องคุณแน่”
“วางใจเถอะค่ะ ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแน่นอน”
ลินดาไม่อยากจะต่อล้อต่อความกับผู้ชายไร้วุฒิภาวะทางอารมณ์คนนี้
หล่อนเองก็เกรงใจ ไม่กล้าเข้าไป เลยยืนรออยู่หน้าประตู
คำว่า “อาสะใภ้รอง” เมื่อกี้ มันช่าง…
ลินดานึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ ว่าต่อไปถ้าถูกคนรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างเฉินเจียเหอเรียก “อาสะใภ้รอง” ทุกวันแล้วจะเป็นอย่างไร
หล่อนคงทำแบบเย่ไป๋ไม่ได้หรอก ที่ชอบให้คนรุ่นเดียวกันยกย่องเป็นผู้อาวุโสกว่า
พอคำเรียกขานเปลี่ยนไป ในใจของหล่อนก็ปั่นป่วน
สัมผัสได้ถึงแรงกระแทกของอายุ รู้สึกว่าตัวเองแก่ขึ้นมาจริงๆ
หลินเซี่ยเก็บของเสร็จแล้วก็ออกเดินทางไปกับลินดาและคนอื่นๆ
เนื่องจากบทที่เซี่ยอวี่แสดงเป็นคนวัยกลางคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน สถานที่ถ่ายทำจึงอยู่ที่ย่านที่พักอาศัยฝั่งตรงข้ามโรงแรม ได้ยินมาว่ามีถ่ายทำที่โรงแรมที่พวกเขาพักด้วย
เมื่อมาถึงกองถ่าย ทุกคนก็มาถึงกันพร้อมหน้าแล้ว
หลินเซี่ยได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยมากมายที่เคยเห็นบนหน้าจอทีวีในชาติที่แล้ว
เพียงแต่ตอนนี้ พวกเขายังคงเป็นเพียงคนหนุ่มสาว
วงการบันเทิงในยุคนี้ยังไม่มีเรื่องวุ่นวายเหมือนในยุคหลัง
นักแสดงแต่ละคนล้วนเรียบง่าย ขยันขันแข็ง และทุ่มเทกับงานมาก ไฟส่องสว่างทั่วทั้งกองถ่าย นักแสดงนั่งอยู่ใต้ชายคาเพื่อท่องบทและซ้อมบทพูด
ไม่มีนักแสดงคนไหนงีบหลับในขณะที่รอแต่งหน้าเลยสักคน
ในชาติที่แล้ว หลินเซี่ยทำงานเป็นสไตลิสต์ในกองถ่ายมานานหลายปี และได้เป็นประจักษ์พยานเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการนี้
ในชาติที่แล้ว เมื่อเธอประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง เธอก็ยังคงคิดถึงช่วงเวลาที่เพิ่งเข้าวงการใหม่ๆ
แม้จะมีนักแสดงบางคนเช่นเสิ่นอวี้อิ๋งที่ไต่เต้าด้วย “เสน่ห์” แต่นักแสดงส่วนใหญ่ก็วางตัวเรียบง่ายและทุ่มเทกับงานมาก
เซี่ยอวี่ในฐานะที่เป็นถึงระดับราชินีจอเงินพาลินดาผู้จัดการส่วนตัวมาด้วยเพียงคนเดียว ไม่ว่าเป็นเรื่องอะไรในกองถ่าย หล่อนก็ลงมือทำด้วยตัวเองทุกอย่าง
นักแสดงบางคนถึงกับมาคนเดียวด้วยซ้ำ
ไม่มีทีท่าว่าจะมากับกองทัพผู้ติดตามอย่างที่เคยเห็นในความทรงจำเลยสักนิด
ผู้กำกับเหยียนหยิบภาพถ่ายตอนที่เซี่ยอวี่มาทดสอบบทพร้อมกับลุคการแต่งหน้าทำผมที่หลินเซี่ยเป็นคนทำให้เซี่ยอวี่ในวันนั้นยื่นให้หลินเซี่ย “เสี่ยวหลิน ดูสิ ฉากนี้ให้แต่งตามภาพนี้เลยนะ”
“ค่ะ”
“เสี่ยวหลี่ มาทางนี้” ผู้กำกับเหยียนเรียกหญิงสาววัยยี่สิบกว่าปีคนหนึ่ง “นี่คุณหลินเซี่ยช่างแต่งหน้าทำผมที่มาดูแลเซี่ยอวี่ เธอไปช่วยเตรียมตัวนะ พวกเครื่องสำอาง เสื้อผ้าอะไรพวกนี้ เตรียมไว้ให้พร้อม ให้เสี่ยวหลินดูแลเรื่องการมิกซ์แอนด์แมทช์นะ แปดโมงเราเริ่มถ่ายทำกัน”
“ค่ะ ผู้กำกับ” เสี่ยวหลี่รับคำ
หลินเซี่ยเดินตามหลังเสี่ยวหลี่ไปยังห้องแต่งหน้า สภาพภายในห้องค่อนข้างคับแคบ นักแสดงหลายคนกำลังแต่งหน้าแต่งตัวกันอยู่ โชคดีที่ยังมีที่ว่างเหลืออยู่หนึ่งที่
เมื่อเห็นเซี่ยอวี่เข้ามา นักแสดงคนอื่นๆ ต่างก็ทักทายหล่อนอย่างสุภาพ
เซี่ยอวี่เองก็ทักทายพวกเขากลับอย่างกระตือรือร้นเช่นกัน
หลินเซี่ยนำชุดเครื่องสำอางที่เธอเตรียมมาจากบ้าน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องสำอางแบรนด์เนมที่เธอซื้อมาจากเซินเจิ้น
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลินเซี่ยครุ่นคิดถึงเรื่องการแต่งหน้าทำผมของเซี่ยอวี่อยู่ตลอด เธอถึงขั้นลงทุนไปทำผมให้เซี่ยอวี่ที่บ้าน โดยทำเป็นลอนใหญ่สไตล์ยุค 80 ให้เข้ากับบทบาทนางเอกในละคร
ผู้กำกับเหยียนค่อนข้างกังวลว่าหลินเซี่ยจะทำอะไรไม่ถูก เพราะเพิ่งเคยทำงานนี้เป็นครั้งแรก อีกทั้งยังต้องมาทำงานในสถานที่แบบนี้ เขาจึงสั่งให้ผู้ช่วยผู้กำกับมาคอยดูแล หากหลินเซี่ยทำงานได้ไม่ทันหรือทำพลาด ก็ให้เรียกช่างแต่งหน้าคนอื่นมาเสริม เพราะทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้ว ไม่อยากให้เป็นการเสียเวลา
แต่เมื่อผู้ช่วยผู้กำกับเดินมาถึง กลับพบว่าเซี่ยอวี่แต่งหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังจะเดินออกไปพอดี
ผู้ช่วยผู้กำกับถึงกับกะพริบตาปริบๆ มองหลินเซี่ยด้วยความไม่อยากเชื่อ “เสร็จแล้วเหรอ?”
ผู้ช่วยผู้กำกับยืนยันว่าเมื่อครู่ตอนที่เซี่ยอวี่เข้ามา หล่อนไม่ได้แต่งหน้าใดๆ ทั้งสิ้น ตอนนั้นเธอสวมหมวก ใส่เสื้อคาร์ดิแกนยาว มาด้วยสภาพหน้าสด
แต่ตอนนี้เธอแต่งหน้าเข้ม ปากแดงแจ๋ ผมบลอนด์เป็นลอนใหญ่ทันสมัย และแม้แต่เสื้อผ้าก็เปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว
เมื่อสวมรองเท้าส้นสูง พลังดาราของหล่อนก็มาเต็มเปี่ยม
หล่อนยืนตรงนั้นโดยไม่ต้องแสดงอะไรเลยก็เป็นตัวละครหลักจริงๆ
“ไปเถอะ เราพร้อมแล้ว”
เทคนิคการแต่งหน้าของหลินเซี่ยช่างน่าทึ่งและรวดเร็วมาก ขณะที่ช่างแต่งหน้าอีกคนยังแต่งหน้าให้นักแสดงชายไม่เสร็จเลย
มองหลินเซี่ยด้วยสายตาเศร้าใจ
นี่เธอมาแย่งงานฉันใช่ไหม?
ผู้ช่วยผู้กำกับเห็นหลินเซี่ยนั่งอยู่เฉยๆ เขายิ้มแล้วพูดว่า “เสี่ยวหลิน ช่วยแต่งหน้าให้วังฟางด้วยนะ ฉากถัดไปเป็นฉากคู่ของหล่อนกับเซี่ยอวี่ เราจะถ่ายทำฉากนี้ด้วย”
หลินเซี่ยมองเห็นวังฟางแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจำได้ว่าหล่อนเป็นใคร
นักแสดงหญิงคนนี้ในชาติที่แล้วสนิทกับเสิ่นอวี้อิ๋งมาก
หลังจากแสดงภาพยนตร์ไปหลายเรื่องแล้วไม่ดังเสียที จึงผันตัวเองไปเป็นภรรยาน้อยของเศรษฐีแทน
“ได้ค่ะ”
หลินเซี่ยไม่ได้เอาอารมณ์จากชาติที่แล้วมาปะปน เธอแต่งหน้าให้วังฟางตามที่รองผู้กำกับสั่ง จากนั้นก็ใช้ที่ม้วนผมจัดแต่งทรงผมให้เป็นลอนสั้นแบบสะบัดปลาย ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในยุคนี้
วังฟางรับบทเป็นนางร้ายที่เป็นคู่ปรับกับนางเอก ดังนั้นสไตล์การแต่งหน้าทำผมจึงค่อนข้างจัดจ้าน แสดงออกซึ่งถึงความร้ายกาจ
ทำให้คนดูรู้ได้ทันทีว่าหล่อนไม่ใช่คนดี
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ลินดาเริ่มเผชิญกับวิกฤตอายุและการลำดับญาติแล้วสินะ
วังฟางชาติที่แล้วเป็นคนร้าย แล้วชาตินี้จะเป็นคนดีได้ไหมหนอ
ไหหม่า(海馬)
………………..