ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 784 ไม่อยากให้หลานเกิดมาตัวเล็กเป็นลูกหนู
ตอนที่ 784 ไม่อยากให้หลานเกิดมาตัวเล็กเป็นลูกหนู
หลินเซี่ยได้ยินเสียงลูกร้องไห้แล้วก็รู้สึกใจสลาย ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ลูกยังเล็กอยู่แค่นี้ เธอก็วิ่งออกไปทำงาน แม่แบบเธอมันใช้ไม่ได้จริงๆ
หลิวกุ้ยอิงนำเครื่องดื่มมาให้หลินเซี่ย เปิดให้เธอดื่มก่อนหนึ่งอึก
เห็นริมฝีปากแห้งผากของลูกสาว ก็เดาว่าอีกฝ่ายคงจะยุ่งมาก แม้แต่น้ำลายก็กลืนไม่ได้
“เซี่ยเซี่ย อย่าเสียใจไปเลย เสี่ยวหู่เพิ่งจะร้องไห้ไปเมื่อกี้เอง วันนี้ทั้งวันเขาก็อยู่เฉยๆ เด็กๆ ก็แบบนี้แหละ พอใกล้มืดก็จะหาแม่ ต่อไปลูกพยายามกลับมาให้เร็วขึ้นก็ไม่มีปัญหาแล้ว”
หลิวกุ้ยอิงกับเซี่ยเหลยมองดูลูกสาวอยู่ข้างๆ พอเห็นเธอเสียใจ พวกเขาก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน
คนเป็นพ่อเป็นแม่ หัวใจมักจะอยู่ที่ลูกๆ โดยไม่มีข้อยกเว้น
ขณะหลินเซี่ยกำลังปลอบลูกของเธอ พวกเขาก็สงสารลูกสาวของพวกเขา
สำหรับพวกเขาแล้ว เธอยังเป็นเด็กคนหนึ่งอยู่ดี
“พ่อ แม่ พวกคุณพักผ่อนก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะอุ้มเจ้าตัวเล็กเข้าไปป้อนนมเอง”
หลินเซี่ยอุ้มลูกน้อยขึ้นไปป้อนนมบนเตียง ทันทีที่ได้ดูดนม เด็กน้อยก็หยุดร้องไห้ทันที ราวกับว่าในอ้อมกอดของแม่คือสถานที่ปลอดภัยที่สุด ผสานกับอาหารในปาก เขาก็รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย
หลินเซี่ยป้อนนมจนลูกน้อยหลับไปในอ้อมแขน พลางสูดดมกลิ่นน้ำนมอ่อนๆ จากเด็กน้อยในอ้อมแขน ขณะนี้เธอรู้สึกอิ่มเอมใจและมีความสุขอย่างแท้จริง
เมื่อได้เป็นแม่คน จึงเข้าใจถึงความรู้สึกที่แม่มีต่อลูกอย่างแท้จริง
เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจแลกมาได้ด้วยทรัพย์สมบัติใดๆ
ทันใดนั้นเธอเริ่มทบทวนการตัดสินใจของตัวเองอีกครั้ง
การที่เธอออกมาทำงานตั้งแต่ลูกยังเล็กเช่นนี้ เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วหรือ
แม้โอกาสจะไม่ได้มีบ่อยนัก แต่การที่เธอรีบร้อนเช่นนี้ ดูเหมือนจะทำให้รู้สึกผิดต่อลูกน้อยอยู่บ้าง
แต่พูดตามตรง เธอก็รู้สึกสนุกกับการทำงานนอกบ้านจริงๆ
แม้จะเป็นการทำงานวันแรก แต่เธอไม่รู้สึกอึดอัดเลย ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น
ประสบการณ์ที่เธอสั่งสมมาหลายปีในชาติก่อนในวงการนี้เพียงพอที่จะทำให้เธอรับมือกับงานนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว
หากพลาดโอกาสครั้งนี้ไป ก็ต้องรอจนกว่าเซี่ยอวี่จะมีหนังเรื่องต่อไป เธอถึงจะได้ใช้เส้นสายนี้เข้ากองถ่ายได้อีกครั้ง
ถ้าไม่มีเส้นสายอย่างเซี่ยอวี่ ต่อให้เธอจะมีความสามารถมากแค่ไหน บางทีก็อาจจะไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือในเร็ววัน
ดังนั้นเธอจึงหวงแหนโอกาสนี้มาก เธออยากทำผลงานให้ดี เพื่อให้มีที่ยืนในวงการแต่งหน้าทำผม
หลินเซี่ยมองลูกน้อยที่หลับอยู่ในอ้อมกอดด้วยความรู้สึกสับสน ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เธอยอมรับว่าตอนนี้เธอยังไม่อาจสร้างสมดุลระหว่างลูกกับอาชีพการงานได้ดีนัก
ปกติแล้วเธอจะรอให้ลูกหลับก่อนแล้วค่อยย้ายเขาไปนอนในเปลเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เขาติดนิสัยเสียและเคยชินกับการนอนให้คนอุ้ม
แต่วันนี้หลังจากลูกหลับไปแล้ว หลินเซี่ยก็ยังคงอุ้มเขาไว้แบบนั้น
เธอเพิ่งเป็นแม่คนเป็นครั้งแรกแต่กลับทำหน้าที่ได้ไม่ดีนัก ทำให้รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
เธอรู้สึกว่าตัวเองติดหนี้บุญคุณลูกอย่างมาก
พอคิดถึงตรงนี้ เธอก็เข้าใจแม่ของเธอขึ้นมาทันที
ในที่สุดเธอก็เข้าใจว่าทำไมตอนที่เพิ่งได้พบกันใหม่ๆ แม่ของเธอถึงได้แอบเช็ดน้ำตาทุกครั้งที่เห็นเธอ และมองเธอด้วยสายตาที่ซับซ้อน ต่ำต้อย และระมัดระวังอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่หลิวกุ้ยอิงแสดงอารมณ์แบบนี้ออกมา เธอมักจะรู้สึกรำคาญ
คิดว่าการร้องไห้อยู่ตลอดเวลาของหล่อนช่างดูอ่อนแอ ขี้ขลาด และระมัดระวังไปเสียทุกอย่าง ไม่เหมือนกับแม่คนหนึ่งเลย
ตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว
ในตอนนั้น ภายในใจของผู้เป็นแม่ล้วนเจ็บปวดกว่าใครทั้งหมด
จิตใจของหลินเซี่ยหนักอึ้ง เสียใจที่ไม่เคยเข้าใจแม่ตัวเองมาก่อน คอยแต่ตะคอกใส่และเอาแต่โทษท่าน
ทั้งยังคิดถึงชาติที่แล้วที่ตนไม่เคยแม้แต่จะเรียหลิวกุ้ยอิงว่าแม่เลยสักครั้ง ท่านกลับยอมตายเพื่อช่วยเธอ
“เซี่ยเซี่ย ลูกหลับแล้วเหรอ เอาไปวางบนเปลเถอะ”
“แม่ มานั่งเป็นเพื่อนฉันหน่อยค่ะ”
หลิวกุ้ยอิงเดินมานั่งบนขอบเตียงอย่างเป็นธรรมชาติ
หลินเซี่ยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับหล่อน ทำเพียงมองเงียบ ๆ
เธอเหลือบมองเด็กน้อยในอ้อมแขน ก่อนจะหันไปมองมารดาที่นั่งอยู่ข้างเตียง
“เซี่ยเซี่ย ไม่ต้องคิดมากหรอกจ้ะ ตอนกลางวันเสี่ยวหู่ไม่ได้ร้องไห้เลย เขาเป็นเด็กดีมาก”
หลิวกุ้ยอิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ เหมือนพยายามยืนยันกับหลินเซี่ยว่าหล่อนไม่ได้โกหก อยากให้หลินเซี่ยเชื่อคำพูดของหล่อน
หลินเซี่ยยิ้ม “แม่ หนูรู้ค่ะ ปกติเขาก็เป็นเด็กดีอยู่แล้ว จริงๆ แล้วเขาร้องไห้บ้างก็ไม่เป็นไร ฝึกบริหารปอดได้ด้วย”
“ต่อไปนี้หนูจะคำนวณเวลาให้ดี พยายามกลับมาตอนที่เขาตื่นพอดีค่ะ”
ตอนนั้นเอง เซี่ยอวี่กับลินดาก็เลิกงานกลับมาพอดี
หล่อนกับลินดาเดินเข้ามาทักทายพี่ชายและพี่สะใภ้ก่อนเป็นอย่างแรก จากนั้นก็แวะมาดูเสี่ยวหู่
เซี่ยเหลยไม่เพียงแต่เป็นห่วงลูกสาวและหลานชายเท่านั้น แต่ตอนนี้เขายังเป็นห่วงสุขภาพร่างกายของน้องสาวคนนี้อีกด้วย
หล่อนกำลังตั้งครรภ์ แต่ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อไปถ่ายทำที่กองละครจนถึงตอนนี้ก็เพิ่งจะกลับมา ร่างกายของหล่อนจะรับไหวหรือ?
แม้ว่าเซี่ยเหลยจะไม่ได้อยู่ในวงการบันเทิง แต่เขาเฝ้าดูน้องสาวของเขาก้าวหน้าในอาชีพขึ้นทีละก้าวเป็นเวลาหลายปีแล้ว เขาจึงมีความเข้าใจในงานของหล่อนอยู่บ้าง
โชคดีที่คราวนี้หล่อนรับงานละครแนวปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้หล่อนเคยถ่ายทำละครกำลังภายในที่ฮ่องกง การถ่ายทำละครแต่ละเรื่องทำให้หล่อนเหนื่อยแทบขาดใจ
ทั่วร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล
แม้ตอนนี้จะถ่ายทำละครแนวปัจจุบัน และเซี่ยอวี่บอกว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวรุนแรงมากนัก แต่เซี่ยเหลยยังคงกังวลใจ
ทักษะขั้นสูงสุดของการแสดงของนักแสดงคือการเป็นหนึ่งเดียวกับบทบาท เมื่อหล่อนต้องดำดิ่งไปกับบทบาท สวมตัวเป็นตัวละครในเรื่อง และถอนตัวออกจากอารมณ์หลังจากถ่ายทำเสร็จสิ้น มันก็ทำให้ร่างกายอ่อนล้าเช่นกัน
เซี่ยเหลยจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน เซี่ยอวี่เคยแสดงภาพยนตร์เกี่ยวกับผู้ป่วยทางจิต
หลังจากถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนั้นเสร็จ เซี่ยอวี่ก็ขังตัวเองอยู่ในห้องหลายวันและไม่ยอมออกมา พอออกมาได้หล่อนก็ผอมลงมาก
“ไม่เหนื่อย แค่ง่วงนิดหน่อย ฉันขอตัวไปงีบก่อนนะ” เซี่ยอวี่พูดด้วยสีหน้าอ่อนล้า ปากก็หาวหวอดๆ เห็นได้ชัดว่ายังไม่ได้นอน
หล่อนโดนลินดาลากออกมาจากผ้าห่มตั้งแต่เช้ามืด ตอนนี้ก็ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว ถึงแม้เวลาถ่ายทำจริงๆ จะไม่ได้นานนัก แต่การอยู่ที่กองถ่ายก็นานเอาเรื่อง
หลังจากทักทายทุกคนแล้ว หล่อนก็หันหลังกลับไปที่ห้องของตัวเอง “ฉันไปนอนก่อนนะ”
เซี่ยเหลยรั้งหล่อนไว้ “กินข้าวเย็นก่อนสิ ค่อยไปนอน”
“ฉันไม่หิว”
“ไม่หิวก็ต้องกิน”
เซี่ยเหลยสั่งอาหารไว้แล้ว ตอนนี้ก็มาเสิร์ฟพอดี
เซี่ยอวี่บอกว่าตอนกลางวันหล่อนกินข้าวกล่องไปแล้ว ตอนนี้กินไม่ไหว
แต่เซี่ยเหลยก็คะยั้นคะยอให้หล่อนกิน แถมยังสั่งแต่ซุปและกับข้าวบำรุงร่างกายมาให้อีก
หลินเซี่ยต้องการให้นมลูก จึงจำเป็นต้องบำรุงร่างกายให้แข็งแรง
เซี่ยอวี่มองซุปบำรุงเต็มโต๊ะ แต่รู้สึกเลี่ยนเกินไปจนกินไม่ลง
ก่อนหน้านี้ตอนที่หล่อนอยู่บ้าน หล่อนกินอาหารได้เยอะมาก นอนแล้วก็กิน กินแล้วก็นอน
แต่พอกลับมาทำงาน ร่างกายของหล่อนก็เหมือนจะเปิดโหมดป้องกันตัวเองโดยอัตโนมัติ
แค่เห็นอาหารที่ทำให้อ้วนง่าย ปากก็ต่อต้านโดยสัญชาตญาณ
เซี่ยเหลยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังคุมเข้มให้ทั้งคู่กินข้าว
ส่วนหลินเซี่ยไม่ต้องให้ใครมาคุม เธอก็กินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่แล้ว
เธอไม่ได้กังวลเรื่องรูปร่างตัวเองเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เธอสนใจมีเพียงแค่จะมีน้ำนมให้ลูกหรือเปล่าเท่านั้น
เพื่ออาหารของลูกชาย เธอจึงตั้งใจกินอย่างเต็มที่ อะไรที่ดูอุดมด้วยน้ำและไขมัน เธอกินหมด
โดยเฉพาะซุปขาหมู เธอไม่ลังเลที่จะซดไปถึงสองชามใหญ่
หลังจากที่เธอซดน้ำซุปจนหมด ก็ไม่ลืมที่จะแสดงความเห็นว่า “พ่อคะ อันนี้มันไม่หอมเหมือนที่พ่อทำเลย”
เซี่ยอวี่เองก็ไม่ได้รู้สึกอยากอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดของหลินเซี่ย หล่อนก็รีบพูดเสริมทันที “ใช่ อาหารพวกนี้ไม่มีอย่างไหนอร่อยเลย นอกจากรสชาติของเครื่องปรุงที่แรงเกินไปแล้วก็ไม่มีกลิ่นหอมของอาหารเลย ฉันกินไม่ลงจริงๆ”
พอเซี่ยอวี่พูดแบบนั้น เซี่ยเหลยก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
เขาตักอาหารชิมไปคำหนึ่ง รู้สึกว่ารสชาติก็ใช้ได้
แต่แน่นอนว่ามันยังคงเทียบกับฝีมือของเขาไม่ได้อยู่ดี
“ไม่ว่าจะอร่อยหรือไม่อร่อยก็ต้องกิน”
เซี่ยเหลยหมดหนทาง เขาจึงสั่งให้เซี่ยอวี่กินอาหารทุกอย่าง โดยคีบอาหารแต่ละอย่างใส่ชามข้าวของหล่อนอย่างละสองตะเกียบ
“กินให้หมดแล้วค่อยไปพักผ่อน” เขาเอ่ยเสียงเข้มขณะวางชามข้าวไว้ตรงหน้าของ เซี่ยอวี่
เซี่ยอวี่รู้สึกซาบซึ้งใจ พี่ชายช่างเป็นห่วงหล่อนเหลือเกิน
“พี่ใหญ่ นี่พี่เริ่มเหมือนแม่เข้าไปทุกทีแล้วนะ คนไม่อยากกินยังจะบังคับให้กินอีก ฉันรู้ขีดจำกัดตัวเองน่า หิวเมื่อไหร่เดี๋ยวฉันก็กินเอง” หล่อนบ่นอุบอิบ
พูดจบก็ผลักชามข้าวไปตรงหน้าเซี่ยเหลย “พี่ใหญ่ พี่เองก็เลี้ยงหลานมาทั้งวันคงเหนื่อยแล้ว กินเถอะ”
เซี่ยเหลยผลักชามข้าวกลับมาหาเซี่ยอวี่ “พี่ทำเพื่อหลานต่างหาก ไม่อยากให้หลานเกิดมาตัวเล็กเป็นลูกหนู”
เซี่ยอวี่ “…!!!”
………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
บางประสบการณ์มันก็ต้องเจอกับตัวเองล่ะค่ะถึงจะรู้ซึ้ง
พี่ใหญ่ทำหน้าที่สมกับเป็นพี่ใหญ่ของบ้านมาก