ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 788 พี่สะใภ้เหมือนแม่คนที่สอง
ตอนที่ 788 พี่สะใภ้เหมือนแม่คนที่สอง
วันนี้เซี่ยอวี่ถ่ายทำเพียงสองฉาก เนื่องจากมีปัญหาเกิดขึ้นในฉากแสดง ในวันนี้จึงไม่มีคิวแสดงของหล่อน และต้องไปถ่ายทำส่วนของนักแสดงคนอื่นแทน ทำให้หล่อนกลับไปพักผ่อนก่อนได้
ลินดาบอกว่าหลินเซี่ยก็ต้องไปเหมือนกัน แต่ผู้ช่วยผู้กำกับฉินเดินเข้ามาคุยกับลินดาด้วยสีหน้าร่าเริง บอกว่าให้หลินเซี่ยอยู่ต่อ ช่วยดูแลช่างแต่งหน้าคนอื่นๆ ไม่มีทางปล่อยให้เธอเลิกงานเร็ว
จริงๆ แล้วหลินเซี่ยก็อยากกลับไปดูลูกเร็วๆ เหมือนกัน
ประเด็นคือตอนนี้เธอเริ่มคัดหน้าอกแล้ว มันรู้สึกอึดอัดมาก
“เสี่ยวฉิน ปล่อยให้เสี่ยวหลินกลับไปก่อนเถอะ หล่อนยังต้องกลับไปดูแลลูกน้อยอีกนะ”
ทีมงานในห้องแต่งหน้าได้ยินคำพูดของท่านผู้กำกับแล้วก็มองหลินเซี่ยด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
พวกเขาไม่คิดเลยว่าสาวน้อยที่ดูอ่อนเยาว์สง่างามและมีใบหน้าเปล่งปลั่งเช่นนี้จะกลายเป็นแม่คนแล้ว
ทำให้พวกเขารู้สึกเชื่อมั่นต่อตัวหลินเซี่ยมากขึ้น
พอผู้กำกับเหยียนพูดแบบนั้น ผู้ช่วยผู้กำกับฉินก็ไม่กล้าที่จะให้หลินเซี่ยอยู่ทำงานต่อ หลินเซี่ยจึงรีบตามเซี่ยอวี่และลินดาออกไป
เมื่อกลับถึงโรงแรมก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงกว่าแล้ว
หลิวกุ้ยอิงอุ้มลูก ไม่กล้าลงไปข้างล่าง จึงได้แต่ยืนมองทิวทัศน์ข้างนอกจากหน้าต่างห้อง
เมื่อเห็นพวกเขากลับมาเร็ว หลิวกุ้ยอิงก็รู้สึกประหลาดใจมาก “วันนี้พวกเธอเลิกงานเร็วเหรอ”
“ใช่ค่ะ วันนี้เลิกงานเร็ว”
หลินเซี่ยรีบถอดเสื้อโค้ท วิ่งไปล้างมือในห้องน้ำ จากนั้นก็ออกมาอุ้มลูก
“แม่คะ ลูกไม่ร้องไห้ใช่ไหมคะ”
หลิวกุ้ยอิงพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่จ้ะ วันนี้เขาเป็นเด็กดีมาก แม่ชงนมผงให้เขากินสองครั้งแล้ว ตอนนี้เขากำลังมองดูข้างนอกอย่างมีความสุขเลยล่ะ”
หลินเซี่ยไม่สนใจว่าลูกจะหิวหรือไม่ รีบอุ้มเขาเข้าไปในห้องสวีทเพื่อป้อนนม
ถ้าไม่รีบป้อนนมเดี๋ยวเธอก็คัดนมตายพอดี
หลิวกุ้ยอิงยิ้มแล้วตอบว่า “ก็เธอเพิ่งบอกกับเซี่ยเซี่ยว่าอาหารที่โรงแรมมันไม่อร่อยเท่ากับที่พี่ชายของเธอทำนี่นา พี่ชายเลยกลับบ้านไปทำให้พวกเธอกินยังไงล่ะ”
“หา?” เซี่ยอวี่ถึงกับพูดไม่ออกหลังได้ยินสิ่งที่หลิวกุ้ยอิงพูด
หล่อนแค่รู้สึกไม่อยากอาหารเลยหาข้ออ้างไม่กินข้าวเท่านั้นเอง ใครจะไปคิดว่าพี่ใหญ่จะวิ่งกลับไปทำกับข้าวให้กินเพียงเพราะคำพูดที่หล่อนพูดออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจ
“พวกเธอกลับห้องไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวรอพี่ชายของเธอกลับมาฉันจะเรียกพวกเธอมากินข้าวเอง”
เซี่ยอวี่มองหลิวกุ้ยอิงผู้เพียบพร้อมไปด้วยความอ่อนโยน รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก “พี่สะใภ้ พี่สะใภ้ใจดีจริงๆ มีพวกพี่อยู่ด้วยแบบนี้รู้สึกมีความสุขมากๆ เลย”
หล่อนเคยแสดงบทที่พี่สะใภ้กับน้องสามีไม่ลงรอยกัน ต้องมาทะเลาะกันแย่งชิงแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และลงท้ายด้วยการหย่าร้างเพราะปัญหาแม่และน้องสามีกับลูกสะใภ้
หลายปีก่อน หลังจากที่แสดงบทแบบนั้นจบ หล่อนก็แอบคิดว่าพี่สะใภ้กับน้องสะใภ้คงเป็นศัตรูกันจริงๆ คงไม่มีทางอยู่ร่วมชายคาเดียวกันได้
แต่หลังจากพี่ใหญ่แต่งงานกับหลิวกุ้ยอิง ความคิดนี้ของหล่อนก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ครอบครัวของหล่อนดีกับอีกฝ่ายมาก ทุกคนล้วนใจดี โดยเฉพาะพี่สะใภ้ หล่อนปฏิบัติดูแลพวกเขาทุกคนอย่างจริงใจ
เพราะความอบอุ่นของพวกเขา หล่อนจึงกล้าที่จะมีความเชื่อมั่นในชีวิตแต่งงานอีกครั้ง
“ฟังเธอพูดสิ ฉันมีอะไรดี ฉันเป็นแค่แม่บ้าน ไม่มีความสามารถอะไรเลย”
หลิวกุ้ยอิงมักจะรู้สึกด้อยค่าอย่างบอกไม่ถูกเวลาอยู่ต่อหน้าเซี่ยอวี่และลินดา
ในฐานะผู้หญิงเหมือนกัน หล่อนชื่นชมผู้หญิงเก่งอย่างเซี่ยอวี่และลินดาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ในสายตาของหล่อน พวกหล่อนเป็นคนที่ทำเรื่องใหญ่ ไม่เหมือนกับแม่บ้านอย่างหล่อนที่ทำได้แค่อยู่หน้าเตา
“ทำไมพี่ถึงบอกว่าทำอะไรไม่เป็นล่ะ พี่ทำอาหารอร่อย ดูแลความเป็นอยู่ของพวกเรา แล้วยังเปิดร้านอาหารหาเงินได้ พี่ยังทำอะไรได้อีกตั้งเยอะ สิ่งที่พวกพี่ทำ พวกเราทำไม่ได้หรอก ใช่ไหมลินดา”
ลินดาได้ยินเซี่ยอวี่พูด ก็พยักหน้าอย่างจริงจัง “ใช่ค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่ในสายตาพวกเราเป็นผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ ดูพวกเราสิแม้แต่ข้าวต้มยังต้มไม่เป็น ไม่มีความเป็นแม่ศรีเรือนเอาเสียเลย”
หลิวกุ้ยอิงได้ยินพวกหล่อนชมก็หน้าแดงเขินอาย
สำหรับหล่อนแล้ว นี่เป็นคำชมที่สูงเกินไป จนรู้สึกตกใจเล็กน้อยที่ได้รับคำชมเช่นนี้
และก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ยอดเยี่ยมอย่างที่พวกหล่อนชม
แต่ผู้หญิงที่ทั้งเก่งและมีความสามารถอย่างเซี่ยอวี่กับลินดานั้นหาได้ยากยิ่ง
งานบ้านงานเรือนใคร ๆ ก็ทำได้ถ้าอยากเรียนรู้
แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นถึงระดับนักแสดงนำหญิงได้
ดังนั้นหลิวกุ้ยอิงจึงไม่ได้หลงละเลิงไปกับคำชมเพียงไม่กี่คำ
หล่อนแค่อยากทำหน้าที่สนับสนุนพวกหล่อนให้ดีที่สุด
ประมาณห้าโมงเย็น เซี่ยเหลยก็กลับมา
คนที่กลับมาพร้อมกับเขาได้แก่เซี่ยไห่กับคุณแม่เซี่ย
เซี่ยเหลย ถือกล่องอาหารใบใหญ่มาด้วย
ส่วนเซี่ยไห่ที่สวมเสื้อเชิ้ตฮาวาย กางเกงยีนส์ และแว่นตาดำ กำลังประคองแม่ของเขา
แม่ของเขาสะบัดแขนออกอย่างรำคาญ “ไม่ต้องมาช่วยประคองฉันหรอก ใส่แว่นดำมืดตึ๊บแบบนั้น ระวังจะมองไม่เห็นทางเถอะ”
เห็นลูกชายเอาใจใส่ขนาดนี้ แม่ของเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ ยอมให้เขาพยุง
เมื่อออกมาจากลิฟต์ เซี่ยเหลยก็เคาะประตู
หลิวกุ้ยอิงเปิดประตู เซี่ยเหลยเห็นหลินเซี่ยอุ้มลูกอยู่ เขาก็ประหลาดใจ “เซี่ยเซี่ย วันนี้กลับเร็วเหรอ?”
“พ่อ พวกเรากลับมาตั้งแต่บ่ายสามแล้วค่ะ”
“โอ้ ไหนหลานชายสุดที่รักของย่าทวดล่ะ ให้ย่าทวดดูหน่อยสิ”
เสียงของคุณแม่เซี่ยลอยมาก่อนที่นางจะเดินมาถึง
หลินเซี่ยได้ยินเสียงย่า จึงรีบอุ้มลูกไปต้อนรับที่หน้าประตู “ย่า ทำไมคุณถึงมาด้วยล่ะคะ”
คุณแม่เซี่ยตอบ “ย่าคิดถึงพวกเธอน่ะสิ คิดถึงเหลนชายสุดที่รัก ย่าเลยมากับอารองของเธอไง”
“เชิญย่าเข้ามาข้างในก่อนค่ะ”
หลินเซี่ยพูดกับย่าเท่านั้น ไม่ได้ทักทายเซี่ยไห่เลย เซี่ยไห่จึงแกล้งไอเสียงดัง
หลินเซี่ยคุ้นเคยกับท่าทางเด็กๆ ของเซี่ยไห่แล้ว เธอจึงรีบเชิญเขาอย่างกระตือรือร้น “อารอง เชิญเข้ามาข้างในก่อนค่ะ”
“ฉันไม่เข้าไปหรอก พวกเธอดูเหมือนจะไม่ค่อยต้อนรับฉันสักเท่าไหร่” เซี่ยไห่พูดด้วยน้ำเสียงถือตัวเล็กน้อย จากนั้นก็เดินไปเคาะประตูห้องอื่น
คุณแม่เซี่ยอธิบาย “อารองไม่ได้โกรธพวกเธอหรอก เขาแค่อยากให้ลินดากอดต่างหาก”
หลินเซี่ยยิ้ม “คุณว่า หนูเข้าใจค่ะ”
คุณแม่เซี่ยต้องการจะอุ้มเหลน แต่พอคิดถึงคำแนะนำของโจวลี่หรง นางก็รีบชักมือกลับแล้วเดินไปล้างมือ
หลินเซี่ยอดขำกับท่าทางของคุณย่าไม่ได้ ในขณะเดียวกันเธอก็นึกถึงโจวลี่หรงขึ้นมา
เธอคิดถึงตอนที่ลูกเพิ่งเกิด โจวลี่หรงก็ทำตัวเหมือนผู้พิทักษ์ คอยเฝ้าเด็กอยู่ตลอดเวลา ไม่กลัวที่จะขัดใจใคร ยืนกรานหลักการเดิมซ้ำๆ ว่า ‘ต้องล้างมือก่อนอุ้มเด็ก’
แม้ตอนแรกทุกคนจะรู้สึกไม่ค่อยชอบกับท่าทีแบบนั้นเท่าใด
หลินเซี่ยเองก็เคยโกรธโจวลี่หรงเพราะหล่อนไม่สนใจวิธีการ ไม่ไว้หน้าใคร
แต่ในตอนนี้ เมื่อเห็นทุกคนถูกปลูกฝังนิสัยล้างมือก่อนอุ้มเด็กจนซึมเข้าสู่สายเลือด กลายเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ หลินเซี่ยก็รู้สึกซาบซึ้งใจต่อโจวลี่หรงจากก้นบึ้งหัวใจ
บางครั้งตัวเธอเองก็ให้ความสำคัญกับน้ำใจและคำนึงถึงหน้าตาของผู้อื่นมากเกินไป
ดังนั้นเธอจึงควรขอบคุณโจวลี่หรงที่ยอมเป็นคนเด็ดขาด
ไม่เช่นนั้น เธอก็คงต้องรับหน้าที่ที่ทำให้คนอื่นไม่พอใจนี้ด้วยตัวเอง
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
ผู้หญิงแต่ละคนมีความเก่งกาจกันคนละอย่าง ทำสิ่งที่ตัวเองถนัดให้ดีที่สุดก็พอค่ะ
บางทีคำตักเตือนตรงๆ ที่อาจจะระคายหูไปบ้างก็กลายเป็นผลดีในภายหลังเหมือนกันนะเนี่ย
ไหหม่า(海馬)