ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 804 ประตูบ้านของเอ้อร์เลิ่งเกือบพัง
ตอนที่ 804 ประตูบ้านของเอ้อร์เลิ่งเกือบพัง
รุ่งเช้าวันต่อมา เฉินเจียเหอ ตื่นแต่เช้า เขาตั้งใจจะออกไปซื้ออาหารเช้า แต่พบว่าเอ้อร์เลิ่งตื่นแล้วและกำลังล้างหน้า แถมยังบอกอีกว่าจะทำอาหารเช้าให้พวกเขากิน
เอ้อร์เลิ่งเป็นแขก เฉินเจียเหอจึงเกรงใจไม่อยากรบกวน
เขาจึงบอกกับเอ้อร์เลิ่งว่า “นายรออยู่ที่นี่เถอะ เดี๋ยวฉันออกไปซื้ออาหารเช้าเอง”
แต่เอ้อร์เลิ่งไม่ยอมให้เฉินเจียเหอออกไป เขาบอกว่าทำอาหารเช้ากินเองที่บ้านประหยัดกว่า
เพราะอาหารข้างนอกขายแพงเกินไป
แถมยังบ่นกระปอดกระแปดต่อว่าเฉินเจียเหอใช้ชีวิตไม่เป็น
เฉินเจียเหอโดนเอ้อร์เลิ่งบ่นไปชุดใหญ่ จึงยอมแพ้แต่โดยดี
เอ้อร์เลิ่งเดินเข้าครัวอย่างคล่องแคล่ว แล้วค้นหาของในครัวอยู่ครู่หนึ่ง
เขาตั้งใจจะทำไข่เจียวกับข้าวต้มข้าวฟ่าง
“ลุงกับป้าเห็นนายเป็นแบบนี้คงดีใจน่าดู” เฉินเจียเหอพูดด้วยรอยยิ้ม ขณะยืนพิงประตูครัวมองเอ้อร์เลิ่งที่กำลังวุ่นอยู่กับการทำอาหาร
เอ้อร์เลิ่งพยักหน้ารับ ในขณะที่มือก็ยังคงทำงาน “ไม่ใช่แค่ดีใจหรอก พ่อฉันเกือบเป็นลมล้มพับไปแล้ว ตอนที่ฉันกลับไปนะ ทั้งหมู่บ้านแตกตื่นกันใหญ่”
“สองสามวันแรกที่ฉันกลับไปนะ บ้านแทบถูกรื้อจนประตูพังเพราะคนเบียดเสียดกันเข้ามา ทั้งหมู่บ้านแห่กันมาดูราวกับฉันเป็นลิงในกรง แล้วยังจะให้ฉันคุยกับพวกเขาอีก ไม่มีใครเชื่อเลยว่าฉันหายดีแล้ว”
เอ้อร์เลิ่งพูดอย่างเอือมระอา พวกชาวบ้านทำกับเขาเหมือนเจ้าของละครลิง พอใครเข้ามาในบ้านก็จะถามเขาว่า “เอ้อร์เลิ่ง ฉันเป็นใคร?” “เอ้อร์เลิ่ง พูดอะไรหน่อยสิ ให้พวกเราดูหน่อยว่านายหายดีแล้วจริงหรือเปล่า?”
ยังมีที่หนักกว่านั้นอีก ยื่นนิ้วมาถามเขาว่า “เอ้อร์เลิ่ง นี่เลขอะไร?”
ตอนนั้นเขาได้แต่กลอกตาไปมา
ต่อให้เขาจะมีสติไม่สมประกอบ เขาก็นับเลขถึงสิบได้อยู่แล้ว
เฉินเจียเหอหัวเราะเบาๆ “นายหายดีแล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าพวกเขาจะมองยังไงหรอก ปล่อยให้พวกเขาดูไปเถอะ ให้ทุกคนได้เห็นว่าตอนนี้นายน่ะเก่งกาจขนาดไหน”
นึกย้อนไปถึงเอ้อร์เลิ่งสมัยก่อนที่เป็นยามประจำหมู่บ้านในชนบทกับตอนนี้ ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เอ้อร์เลิ่งพูดขึ้นว่า “ตอนหลังฉันกลัวว่าพวกเขาจะเข้ามาหาที่บ้านไม่หยุด เลยพาหู่จือออกไปเดินเล่นในหมู่บ้าน คุยเล่นกับชาวบ้านไปเรื่อย พอทุกคนเห็นว่าฉันหายดีแล้ว พวกเขาก็ดีใจกันใหญ่”
“พ่อฉันยังจัดงานเลี้ยงฉลอง เชิญพวกชาวบ้านมากินข้าวที่บ้านด้วยนะ”
แม้งานเลี้ยงจะไม่ได้เลิศหรูอะไรมากมาย แต่การที่ทุกคนได้มานั่งล้อมวงแทะเมล็ดแตงกินอาหารพื้นบ้านด้วยกัน เท่านี้ก็คึกคักมีความสุขมากแล้ว
ตอนนั้นพ่อของเขาจูงมือเขาไว้แล้วพูดกับชาวบ้านทั้งน้ำตา เอ้อร์เลิ่งยังรู้สึกซาบซึ้งใจจนถึงทุกวันนี้
ช่วงหลายปีที่เขาป่วยและไม่ค่อยได้สติ นั่นเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของพ่อแม่
พวกท่านต้องเหนื่อยยากเพื่อเขา เพราะมีลูกชายที่ไม่สมประกอบ ทำให้ไม่สามารถสู้หน้าใครในหมู่บ้านได้…
วันนั้นพ่อของเอ้อร์เลิ่งยืนยันจะจัดงานเลี้ยงฉลองนี้ให้ได้ เอ้อร์เลิ่งเองก็ไม่ได้เห็นด้วยเท่าใด แต่คำพูดของพ่อเขาก็ทำให้เขาเปลี่ยนใจในที่สุด
พ่อของเขาบอกว่าที่จัดงานเลี้ยงนี้ไม่ใช่เพื่อโอ้อวดหรืออยากฟุ้งเฟ้อ แต่เขาแค่อยากให้คนทั้งหมู่บ้านมาที่บ้าน มาเห็นกับตาว่าลูกชายของเขาหายดีแล้ว
เขาไม่ใช่คนวิกลจริตที่วิ่งพล่านไปทั่วหมู่บ้านเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
เขาอยากให้ทุกคนช่วยกันกระจายข่าวนี้ไป ให้คนทั่วสารทิศได้รู้ว่าเฉินจั่นเผิงแห่งหมู่บ้านซานสือหลี่หายดีแล้ว นับจากนี้ไปครอบครัวของเขาจะได้เชิดหน้าชูตาเสียที
ไม่เพียงเท่านั้น พ่อของเขายังรู้ว่าเขาได้เรียนแพทย์กับหมอแผนจีนเย่อยู่ในเมือง จึงอยากให้เขาได้พูดคุยเรื่องการแพทย์ต่อหน้าทุกคน เพื่อเป็นการยืนยันว่าเขาหายดีแล้วและได้ร่ำเรียนวิชาแพทย์มาจริง ๆ
แต่เขาก็ไม่ได้ทำตามที่พ่อขอให้พูดเรื่องการแพทย์ต่อหน้าชาวบ้าน
เพราะวิชาแพทย์นั้นมีไว้รักษาโรค ไม่ใช่ให้เขาเรียนมาเพื่อโอ้อวดหรือสนองความทะเยอทะยานของตัวเอง
เฉินเจียเหอฟังเอ้อร์เลิ่งเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านเกิดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ขณะฟังก็นึกภาพออกตามไปด้วย
พ่อของเอ้อร์เลิ่งคงจะอัดอั้นตันใจมาก
กระทั่งหมู แกะ วัว ม้าในหมู่บ้านก็ยังทราบข่าวการหายดีของลูกชายเขา
เอ้อร์เลิ่งมือไม้คล่องแคล่ว ทำอาหารเช้าเสร็จอย่างรวดเร็ว แถมยังทำแตงกวาดองรสชาติเปรี้ยวสดชื่นมาให้ด้วย
หลังจากทำเสร็จ เขาก็บอกกับเฉินเจียเหอ
“รีบไปปลุกพี่สะใภ้กับหู่จือมากินข้าวได้แล้ว”
ดังนั้นในวันนี้หลินเซี่ยที่ปกติเป็นคนขยันจึงนอนเล่นกับลูกชาย ฟังเขาเล่าเรื่องราวสนุกๆ ที่เกิดขึ้นที่บ้านเกิด
จนกระทั่งเฉินเจียเหอเข้ามาเรียก ทั้งสองจึงยอมลุกจากเตียง
เมื่อหลินเซี่ยได้ยินว่าอาหารเช้าวันนี้เป็นฝีมือของเอ้อร์เลิ่ง เธอก็เอ่ยปากชมเขาอย่างจริงใจ แต่ก็แอบรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย
ในฐานะเจ้าของบ้าน เธอไม่ได้ตื่นแต่เช้าเพื่อต้อนรับแขก เพราะคิดว่าเฉินเจียเหอออกไปซื้ออาหารเช้า จึงไม่สนใจเรื่องนี้
ตอนกลางคืนลูกตื่นหลายครั้งเพื่อกินนม เธอก็ไม่ได้นอนหลับสนิท
ตอนเช้าจึงตื่นไม่ค่อยไหว
เอ้อร์เลิ่งได้รับคำชมจากหลินเซี่ย จึงเกาหัวอย่างเขินอาย
“เอ้อร์เลิ่ง ครั้งนี้ที่กลับมานอกจากทำงานให้ดีแล้ว ฉันคิดว่านายควรจะจัดการเรื่องส่วนตัวให้เป็นวาระสำคัญด้วย” ระหว่างกินข้าว เฉินเจียเหอมองเขาและพูดอย่างจริงจัง
ตอนนี้เอ้อร์เลิ่งฟื้นตัวเป็นปกติแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่มีอาการป่วยอีก หนุ่มน้อยที่เก่งและฉลาดขนาดนี้ ก็ควรจะมีครอบครัวและมีชีวิตที่มีความสุขเป็นของตัวเองได้แล้ว
เมื่อเอ้อร์เลิ่งได้ยินเฉินเจียเหอพูดถึงเรื่องส่วนตัว สีหน้าของเขาก็หม่นหมองลงเล็กน้อย
เฉินเจียเหอสังเกตเห็นสีหน้าของเขา จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย
ไอ้หนุ่มนี่คิดอะไรอยู่?
ยังปล่อยวางผู้หญิงคนนั้นไม่ได้หรือ?
ถ้าเขายังปล่อยวางไม่ได้จริง ๆ แสดงว่ายังมีปมในใจ อาการป่วยทางจิตของเขาก็คงยังไม่หายดีสนิท
หากถูกกระตุ้นด้วยข่าวของผู้หญิงคนนั้น ก็อาจมีโอกาสกำเริบได้อีก
เฉินเจียเหอคิดเช่นนั้น เอ้อร์เลิ่งเงยหน้ามองเขา เห็นเขายิ้มแบบขอไปที แล้วพูดว่า “ค่อยว่ากันอีกที ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้จักใครหรอก อยากตั้งใจเรียนแพทย์กับอาจารย์เย่ก่อน”
เฉินเจียเหอพูดว่า “เรียนแพทย์ก็ต้องเรียนอยู่แล้ว แต่ด้านอื่น ๆ ก็อย่าปฏิเสธนะ ถ้านายคิดอย่างนั้น ให้พี่สะใภ้แนะนำให้ก็ได้”
หลินเซี่ยยินดีมากที่จะช่วยหาแฟนให้เขา “ใช่ ฉันแนะนำให้นายได้นะ”
เอ้อร์เลิ่งยิ้มอย่างเขินอาย “พี่สะใภ้ครับ มีคนจะชอบผมด้วยเหรอครับ?”
พอหลินเซี่ยพูดแบบนั้น สีหน้าของเอ้อร์เลิ่งก็สดใสขึ้นทันที เขายิ้มอย่างเขินอาย
ความจริงแล้วตอนที่เขาจะออกจากบ้านเกิด คืนก่อนหน้านั้นพ่อแม่ของเขาก็จับมือเขาไว้ พร้อมกับร้องไห้และกำชับว่าหวังว่าเขาจะแก้ปัญหาเรื่องส่วนตัวได้เร็ว ๆ
ท่านผู้เฒ่าไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะมีความสามารถมากมายเพียงใดเมื่อออกไปเผชิญโลกภายนอก สิ่งที่พวกเขาปรารถนาตามแบบความคิดแบบดั้งเดิมก็คืออยากให้เขามีครอบครัว มีผู้หญิงที่รู้ใจอยู่เคียงข้างกายในภายภาคหน้า
เอ้อร์เลิ่งเองก็ไม่ได้มีความมั่นใจในเรื่องนี้เลย ส่วนใหญ่เป็นเพราะเขาไม่มั่นใจในตัวเอง
เขาเคยป่วยเป็นโรคอย่างนั้น คนอื่นๆ พอได้ยินว่าเขาเคยป่วยเป็นโรคทางจิตเวช ต่างก็ไม่มีใครอยากจะยุ่งเกี่ยวด้วย
ดังนั้นตอนที่พ่อแม่เอ่ยถึงเรื่องนี้ เขาก็ได้แต่ก้มหน้า ไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาอะไรแก่ท่านทั้งสองเลย
ตอนนี้ในหัวของเขาคิดถึงแต่เรื่องเรียนหมอ!
ทำให้ตัวเองเก่งขึ้น สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับคนอื่นได้มากขึ้น เป็นคนที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคม
หลินเซี่ยเห็นว่าในที่สุดเอ้อร์เลิ่งก็ยอมตกลงอย่างตะขิดตะขวงใจ เธอจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ฉันจะช่วยหาให้ ถ้ามีคนที่เหมาะสมกับนาย ฉันจะแนะนำให้รู้จัก เตรียมใจไว้ล่วงหน้าก็แล้วกัน ถึงตอนนั้นอย่าเพิ่งปฏิเสธล่ะ”
เอ้อร์เลิ่งพยักหน้าหงึกๆ พร้อมกับยิ้ม “ครับ พี่สะใภ้ ช่วยหาให้ผมด้วยนะครับ”
ครั้งนี้เอ้อร์เลิ่งไม่ได้หลบเลี่ยงหัวข้อนี้ ตอบตกลงอย่างตรงไปตรงมา
เห็นได้ชัดว่าเขาได้ก้าวผ่านความเศร้าหมองจากความรักครั้งเก่าอย่างสิ้นเชิง และต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
ยินดีกับเอ้อร์เลิ่งด้วย ในที่สุดก็หายสนิทดีแล้ว ทำให้ครอบครัวไม่ต้องอายใครแล้ว
ไหหม่า(海馬)