ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 807 ปลานี่จบเห่แล้ว
………………..
ตอนที่ 807 ปลานี่จบเห่แล้ว
กำหนดการฝึกอบรมถูกกำหนดไว้ในวันสุดท้ายของปิดเทอมฤดูร้อน โดยพื้นฐานแล้วจะเปิดเรียนวันเดียวกับวันเปิดเทอมของนักเรียน
เป็นระยะเวลาทั้งหมดสามเดือน
ครั้งนี้หลินเซี่ยหวังว่าจะรับสมัครนักเรียนได้มากขึ้น และสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับชั้นเรียนฝึกอบรมได้
หลังจากการฝึกอบรมนักเรียนกลุ่มนี้สิ้นสุดลง ในปีหน้าเมื่อเงินทุนพร้อม เธอก็ต้องการขยายโรงเรียนสอนเสริมสวยและทำผมให้เป็นสถาบันฝึกอบรมขนาดใหญ่ที่มีมาตรฐาน
ตอนนี้เธอติดต่อจ้างอาจารย์สอนได้แค่หลิวน่าคนเดียว ในภายหลังคงจ้างอาจารย์สอนได้มากขึ้น
หลินเซี่ยตรวจสอบรายชื่อเสร็จแล้ว เธอก็บอกกับหยางหงเสียว่าพรุ่งนี้ให้โทรแจ้งนักเรียนทีละคนได้ สำหรับคนที่ไม่ได้ทิ้งหมายเลขโทรศัพท์ไว้ก็เขียนจดหมายแจ้งได้
ใกล้ถึงเวลาเลิกงาน หลินเยี่ยนก็ถามหลินเซี่ยด้วยสีหน้าลำบากใจว่าขอเลิกงานก่อนเวลาได้ไหม?
“เสี่ยวเยี่ยน เธอมีอะไรหรือเปล่า?”
หยางหงเสียรีบพูดขึ้นมาทันที “เสี่ยวเยี่ยน ไม่ต้องกังวลไป ร้านยังไม่ปิดหรอก ต้องเป็นช่วงหน้าหนาวร้านถึงจะปิดเร็ว ตอนนี้กว่าร้านจะปิดก็เลยสองทุ่มนู่น”
หลินเซี่ยพูดขึ้น “โอเค งั้นเธอกลับก่อนเลย กลับไปบอกย่ากับทุกคนด้วยนะว่าช่วงนี้ฉันยุ่งๆ หน่อย คงอีกสองสามวันถึงจะไปเยี่ยมได้”
หลังจากที่หลินจินซานถูกเซี่ยไห่ย้ายไปเป็นผู้จัดการที่ห้องเต้นรำอีกแห่ง เขาก็ย้ายไปอยู่ที่ห้องเต้นรำสาขานั้นและกลับบ้านแค่ไม่กี่ครั้ง เซี่ยอวี่แต่งงานไปแล้ว ส่วนเซี่ยไห่เองก็ยุ่งกับเรื่องที่ห้องเต้นรำ เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องอีก เลยต้องคอยดูแลด้วยตัวเองตลอด ทำให้ที่บ้านแทบไม่มีคนอยู่
คุณแม่เซี่ยจึงขอให้หลินเยี่ยนมาอยู่ด้วย บรรยากาศบ้านจะได้ไม่เงียบเหงา
ตอนที่หลินเยี่ยนกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเก็บกระเป๋า หลินเซี่ยก็เหลือบไปเห็นใครบางคนที่คุ้นเคย
แม้เขาจะยืนหันหลังให้ร้านของพวกเธอ แต่หลินเซี่ยก็จำรูปร่างและท่าทางของเขาได้ทันที
ไม่แปลกใจเลยที่ตอนน้องสาวพูดว่าจะขอเลิกงานก่อนเวลาแล้วไม่กล้ามองหน้าเธอแบบนั้น
แถมหูยังแดงอีกต่างหาก
หลินเซี่ยกลัวว่าเขาจะหันกลับมาเห็นว่าเธอกำลังมองอยู่ จึงอมยิ้มแล้วเดินเข้าไปข้างในสองสามก้าว
หลินเยี่ยนเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็สะพายเป้ออกมาบอกลาพวกเธอ
หลินเยี่ยนก้มหน้า ไม่แม้แต่จะกล้าสบตาพี่สาว เอ่ยรับคำ “พี่ ฉันรู้แล้วค่ะ ฉันจะรีบกลับ”
เมื่อหลินเยี่ยนออกไป หยางหงเสียที่เห็นหลินเซี่ยมีรอยยิ้มบนใบหน้าดูมีความสุขจึงถามด้วยความอยากรู้ “พี่สะใภ้หัวเราะเรื่องอะไรเหรอคะ?”
หลินเซี่ยมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง แล้วตอบอย่างมีความหมาย “ก็หัวเราะที่น้องสาวของฉันโตเป็นสาวแล้วไงล่ะ”
หยางหงเสียไม่เข้าใจว่าหลินเซี่ยหมายความว่าอย่างไร หลินเซี่ยจึงยิ้มแล้วพูดว่า “เราสองคนไปเก็บของแล้วเลิกงานกลับบ้านกันเถอะ”
หลังจากปิดร้านกลับบ้าน หลินเซี่ยกับหยางหงเสียก็แวะไปที่บ้านของตน โจวลี่หรงกำลังป้อนนมผงให้ลูก บอกว่าหู่จือออกไปกับเฉินเจียซิ่งแล้ว
“แม่ ทำไมแม่ไม่ไปด้วยล่ะคะ” หลินเซี่ยถามด้วยรอยยิ้ม “เจียซิ่งไม่ได้บอกว่าจะทำอาหารเลี้ยงพวกเรากันเหรอ?”
โจวลี่หรงยิ้มแล้วตอบ “แม่กลัวว่าเธอจะไม่กลับ เลยไม่กล้าอุ้มหลานไป กลัวว่าเธอกลับมาแล้วจะเป็นห่วง”
“ไปกันเถอะ วันนี้พวกเรากลับไปลองชิมฝีมือของเจียซิ่งกัน”
โจวลี่หรงรู้สึกดีใจมากเมื่อรู้ว่าเฉินเจียซิ่งได้รับคำชมจากจางซ่วนช่างภาพมืออาชีพว่าฝีมือการถ่ายภาพของเขาพัฒนาขึ้นมาก จนสามารถหารายได้จากอาชีพนี้ได้
แต่น่าเสียดายที่เฉินเจียซิ่งไม่เคยทำตามที่หล่อนต้องการได้เลย
งานดี ๆ หลายงานที่หล่อนหามาให้เขาก็ทำไม่ได้สักอย่าง
ได้แต่ทำงานไปแบบเช้าชามเย็นชาม
สุดท้ายหล่อนก็ปล่อยวาง ไม่บังคับเขาอีก
จริง ๆ แล้วงานเจ้าหน้าที่ดูแลตลาดก็ถือว่ามั่นคง ถ้าเขาตั้งใจทำก็นับว่าเป็นเรื่องดี
เพียงแต่เงินเดือนอาจจะน้อยไปหน่อย
การที่เฉินเจียซิ่งทำงานนี้ได้นานขนาดนี้ถือว่าทำลายสถิติของตัวเองแล้ว
แต่หล่อนรู้ดีว่าเฉินเจียซิ่งเป็นคนใจร้อน และบ่นเรื่องเงินเดือนน้อยมาตลอด ซึ่งหล่อนรู้สึกได้ว่าในภายหน้าเฉินเจียซิ่งต้องลาออกจากงานนี้แน่ ๆ
เพราะฉะนั้นการที่ตอนนี้เขาได้เรียนรู้ทักษะติดตัวไว้บ้างก็เป็นเรื่องดี ต่อไปในอนาคตถ้าเขาไม่ทำอาชีพนี้แล้ว อย่างน้อยก็ยังมีทางหาเลี้ยงชีพได้
หลินเซี่ยเห็นภาพการตระหนักรู้ของคนทั้งครอบครัวที่ล้างมือก่อนอุ้มหลานเช่นนี้ เธอก็รู้สึกดีใจและรู้สึกขอบคุณโจวลี่หรงอีกครั้ง
ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับโจวลี่หรง เพราะถ้าเป็นเธอ เธอคงไม่กล้าเอ่ยปากเตือนผู้ใหญ่แบบนี้แน่
เพราะมันเป็นเรื่องที่ทำให้คนอื่นไม่พอใจได้ง่ายๆ
เฉินเจียซิ่งเดินออกมาพร้อมกับผ้ากันเปื้อน
หลินเซี่ยถามด้วยรอยยิ้ม “น้องรอง กับข้าวเสร็จหรือยัง?”
เฉินเจียซิ่งเหงื่อท่วมหัว ดูยุ่งมาก “ใจเย็น ๆ ผมกำลังทำอาหารมื้อใหญ่ รอสักครู่นะครับ พวกพี่ไปนั่งพักกันก่อน”
หยางหงเสียกลัวว่าเฉินเจียซิ่งจะทำอาหารไม่ทัน เลยเสนอตัวช่วยอย่างใจดี “ให้ฉันช่วยเถอะค่ะ”
“ไม่ต้องหรอกครับคุณภรรยา พักเถอะครับ ไปคุยกับพ่อกับแม่ก่อน ผมทำเอง”
เฉินเจียซิ่งเข้าไปในครัวแล้วเริ่มจัดการกับปลา เสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ดังมาจากในครัว
หยางหงเสียเป็นห่วง อยากจะเข้าไปช่วยหลายครั้ง แต่โจวลี่หรงดึงตัวไว้
ในเมื่อเฉินเจียซิ่งบอกว่าจะทำอาหารเองก็ปล่อยให้เขาทำ พวกเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าฝีมือทำอาหารของเฉินเจียซิ่งเป็นอย่างไรบ้าง ช่วงที่ไปอยู่ข้างนอกนี้ฝีมือพัฒนาขึ้นหรือเปล่า
“เจียวั่งล่ะคะ ทำไมช่วงนี้ไม่เห็นหน้าเลย” หลินเซี่ยไม่เห็นเฉินเจียวั่ง เธอเลยถามคุณปู่ด้วยความสงสัย
ผู้เฒ่าเฉินยิ้มแล้วตอบ “เซี่ยเซี่ย เธอเป็นคนบอกเจียวั่งเรื่องการแข่งขันออกแบบสถาปัตยกรรมไม่ใช่เหรอ ช่วงนี้เขาเลยเอาแต่ขังตัวเองร่างแบบอยู่ในห้องน่ะ”
“จริงเหรอคะ แล้วตอนนี้เขาอยู่ในห้องหรือเปล่าคะ”
หลินเซี่ยตั้งใจจะกลับมาถามเฉินเจียวั่งว่าสนใจเข้าร่วมการแข่งขันออกแบบหรือเปล่า แม้จะไม่ได้หวังรางวัล ไม่ได้แข่งขันบนเวทีเดียวกันกับสถาปนิกชั้นนำของโลก แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตอย่างหนึ่ง
ไม่นึกเลยว่าเขาจะสมัครเข้าแข่งขันด้วยตัวเองแบบนี้ ในเมื่อเป็นแบบนี้เธอก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก
ผู้เฒ่าเฉินหัวเราะ “บังเอิญว่าบ่ายนี้เขาออกไปข้างนอกน่ะ เรื่องนี้เขาไม่ได้บอกใคร พวกเราก็อย่าซักไซ้เขานักเลย เดี๋ยวเขาจะรู้สึกกดดันเปล่าๆ”
“เข้าใจแล้วค่ะคุณปู่”
เฉินเจียซิ่งขลุกอยู่ในครัวกว่าชั่วโมง ทุกคนก็ใจเย็นไม่เข้าไปช่วย ปล่อยให้เขาทำไป ส่วนพวกเขาก็นั่งคุยกัน จิบชา กินขนมรออยู่ข้างนอก
ในที่สุด เฉินเจียซิ่งก็เดินออกมาพร้อมเหงื่อท่วมตัว ในมือถือจานปลาเอาไว้
“กินข้าวกันเถอะครับ”
หยางหงเสียเดินเข้าไปในครัวเพื่อจะไปยกกับข้าว เห็นกับข้าวที่จัดเรียงอยู่ในจานบนเขียงล้วนเป็นเครื่องเคียงที่ทำสำเร็จไว้แล้ว
น่าจะเป็นเฉินเจียซิ่งไปซื้อมาจากร้านกับข้าว
หมอนี่ก็ฉลาดดีเหมือนกันนะ รู้จักซื้อแบบสำเร็จมา
ภายในเวลาเพียงชั่วโมงนิด ๆ เขาก็ทำกับข้าวเสร็จถึงสองอย่าง เขาเอ่ยกับทุกคนด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “ขอโทษนะครับ ผมทำเนื้อปลาแหลกไปหน่อย ดูไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่ แต่รสชาติอร่อยเหมือนเดิมนะครับ”
ผู้เฒ่าเฉินเหลือบมองปลาที่เฉินเจียซิ่งทำ พอเฉินเจียซิ่งเดินเข้าไปในครัว เขาก็ส่ายหน้าพลางหัวเราะ “ปลานี่จบเห่แล้ว เดี๋ยวจะลองดูว่ากับข้าวจานอื่นเป็นยังไง ถ้าไม่ได้เรื่องเดี๋ยวให้ลี่หรงทำเพิ่มให้เซี่ยเซี่ยกับหงเสียกินก็ได้ เซี่ยเซี่ยต้องให้นมลูก กินไม่อิ่มเดี๋ยวน้ำนมไม่มี”
โจวหลี่หรงพยักหน้า จากนั้นไม่นาน หยางหงเสียก็ยกกับข้าวออกมา
เมื่อรวมกับข้าวที่เฉินเจียซิ่งซื้อมาด้วย ก็มีกับข้าวทั้งหมดหกอย่าง
เฉินเจียซิ่งพูดกับเฉินเจิ้นเจียง “พี่ใหญ่กับเจียวั่งล่ะครับ? เรียกเขากลับมากินปลาด้วยสิครับ”
เฉินเจิ้นเจียงมองปลาที่ถูกหั่นแหลกไม่เป็นชิ้นดีบนโต๊ะอาหาร แล้วพูดว่า “พี่ใหญ่ ต้องทำงานล่วงเวลา ปกติตอนเย็นเขาก็กินข้าวที่ทำงาน ไม่ต้องโทรไปหรอก เขาทำงานอยู่”
ผู้เฒ่าเฉินพูดเสริม “ไม่ต้องเรียกเจียวั่งหรอก คงติดธุระอยู่”
กับข้าวมีแค่นี้ จะเรียกเขาให้กลับมากินอะไร?
ถึงปลาจะดูไม่น่ากิน แต่กับข้าวอย่างอื่นก็พอกินได้ ยามกินกับข้าวสวย ทุกคนก็กินอย่างเอร็ดอร่อย
เห็นหลินเซี่ยกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย เฉินเจียซิ่งก็มองเธอและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่สะใภ้ ตอนนี้ผมก็เรียนจบแล้ว ร้านของพวกพี่ต้องการคนงานเพิ่มไหมครับ? ช่วยหางานให้ผมทำสักหน่อยได้ไหม?”
หลินเซี่ยได้ยินคำพูดของเฉินเจียซิ่ง สีหน้าของเธอพลันเต็มไปด้วยความรู้สึกอธิบายยาก
รู้ทั้งรู้ว่าเจ้าเด็กนี่ต้องมีจุดประสงค์แน่ ๆ ถึงได้กระตือรือร้นขนาดนี้
แต่ไม่ได้คาดคิดว่าเฉินเจียซิ่งจะใจร้อนขนาดนี้
เพิ่งจะได้รับการยืนยันจากจางซ่วนเมื่อตอนบ่าย ตอนนี้กลับรีบร้อนอยากจะเริ่มงานแล้ว
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ฝีมือการทำอาหารมันพัฒนากันได้ ค่อยๆ ฝึกไปนะเจียซิ่ง ยังดีที่ฉลาดซื้อกับข้าวทำสำเร็จแล้วมาด้วย
ไหหม่า(海馬)