ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 808 บางทีเขาอาจจะแก่แล้วเหมือนกัน
ตอนที่ 808 บางทีเขาอาจจะแก่แล้วเหมือนกัน
เฉินเจียซิ่งพูดขอให้หลินเซี่ยช่วยหางานให้เขาต่อหน้าญาติผู้ใหญ่แบบนี้ ดูก็รู้ว่าตั้งใจจะบังคับเธอ
แต่หลินเซี่ยไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของเขาเด็ดขาด ต่อให้มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยก็ตาม
สำหรับเรื่องงานแล้ว เธอไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น
เธอแสดงสีหน้ายิ้มแย้ม มองเฉินเจียซิ่งพลางเอ่ยว่า
“น้องรอง ขอโทษด้วยนะ ตอนนี้ที่ร้านยังไม่ขาดคน นายก็เห็นอยู่ว่าช่วงนี้เป็นหน้าโลว์ซีซั่นไม่มีลูกค้าเลย จางซ่วนเขายุ่งกับงานประจำ ลูกค้าที่มาถ่ายรูปแต่งงานก็ล้วนเป็นลูกค้าที่นัดไว้ล่วงหน้าแล้ว พอถึงเวลาจางซ่วนเขาจะมาทำงานสองวัน นายมาที่นี่ก็ไม่มีอะไรทำหรอก”
เฉินเจียซิ่งยังไม่ละความพยายาม ถามขึ้นว่า “พี่สะใภ้เปิดสาขาร้านเสริมสวยแล้ว เมื่อไหร่จะเปิดร้านถ่ายรูปแต่งงานอีกสาขาล่ะ ผมช่วยพี่บริหารจัดการได้นะ เรามันคนกันเอง พี่วางใจผมได้”
เขาเห็นว่าชุนฟางเป็นผู้จัดการร้านแล้ว หลินจินซานก็ไปบริหารจัดการห้องเต้นรำที่เพิ่งเปิดใหม่ของเซี่ยไห่ กระทั่งหยางหงเสียภรรยาของเขาก็รับผิดชอบดูแลเรื่องที่สถาบันฝึกอบรม เขาจึงคิดว่าถ้าหลินเซี่ยเปิดร้านถ่ายรูปแต่งงานอีก เขาก็คงหาผลประโยชน์แบบเดียวกันได้
หลินเซี่ยปฏิเสธอย่างอ้อมค้อม “ตอนนี้ยังไม่มีแผนจะเปิด พวกเรายุ่งกับเรื่องสถานบันฝึกอบรมอยู่”
สีหน้าของผู้เฒ่าเฉินกับเฉินเจิ้นเจียงดูไม่สู้ดีนักเพราะคำพูดของเฉินเจียซิ่ง ขณะที่คุณย่าเฉินถอนหายใจ “เจียซิ่ง เธอโตแล้วนะ ทำอะไรให้มันคิดหน้าคิดหลังหน่อย ตั้งใจทำงานที่ทำอยู่ให้ดี อย่าโลเล อย่าสร้างความลำบากใจให้พี่สะใภ้ เรื่องเปิดร้านมันจะทำกันได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ? เธอไม่เคยทำธุรกิจ ไม่รู้หรอกว่ามันยากลำบากแค่ไหน”
“เธอน่ะสุขสบายมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยลำบาก เลยไม่รู้ว่าชีวิตจริงมันโหดร้ายแค่ไหน”
เฉินเจียซิ่งโดนย่าเทศนาจนหดหัวลง พูดพึมพำ “ผมก็แค่อยากพัฒนาตัวเองขึ้นนี่ครับ? ผมแต่งงานแล้ว ต้องเลี้ยงดูครอบครัว เงินเดือนแค่นั้นจะให้มีลูกตอนนี้ ใครเขาอยากมีกัน”
ทันใดนั้นผู้เฒ่าเฉินก็พูดขึ้น “มีมาเมื่อไหร่เดี๋ยวพวกเราก็เลี้ยงเอง”
ชายชรากลัวว่าเฉินเจียซิ่งกับหยางหงเสียจะไม่ยอมมีลูกเพราะกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย จึงพูดตัดปัญหาให้สบายใจ
แต่เฉินเจิ้นเจียงกลับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังห้ามพ่อของตนไว้ “พ่อครับ พ่อจะเลี้ยงเขาไปได้กี่ปี? ปล่อยให้เขาดูแลตัวเองให้รอดก่อนเถอะครับ”
ตัวเฉินเจียซิ่งเองก็เกาะพ่อแม่กินมาจนโตแล้ว ถ้ายังจะโยนภาระเลี้ยงลูกให้คนแก่แบบนี้ อีกหน่อยเขาจะยิ่งไม่รู้จักความลำบาก
คงคิดว่าการมีชีวิตอยู่มันง่ายมากสินะ
คำพูดของเฉินเจิ้นเจียงทำให้สีหน้าของเฉินเจียซิ่งดูย่ำแย่ลง เริ่มเอ่ยตัดพ้อ “ถ้าเลี้ยงไม่ไหวก็จะไม่ให้เกิดละครับ วางใจเถอะ จะไม่ทำให้ลำบากใจหรอก”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารพลันดูน่าอึดอัดขึ้นมาทันที เฉินเจิ้นเจียงทำสีหน้าเคร่งขรึม กำลังจะสั่งสอนเฉินเจียซิ่ง แต่หลินเซี่ยพูดขึ้นก่อน หันไปบอกเฉินเจียซิ่งว่า
“น้องรองตั้งใจทำงานไปก่อน พอฉันเจองานที่เหมาะสมแล้วจะมาบอก หรือถ้าที่อื่นต้องการช่างภาพ ฉันจะแนะนำให้เอง”
ในเมื่อมีโอกาสได้กินข้าวด้วยกัน หลินเซี่ยก็ไม่อยากให้เกิดความไม่สบายใจอีก
หากเฉินเจียซิ่งโดนตำหนิ หยางหงเสียก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานปกติ
เธอมองออกแล้วว่าถ้าไม่จัดการเรื่องเฉินเจียซิ่งให้เรียบร้อย หยางหงเสียก็จะไม่สามารถทุ่มเทให้กับงานได้อย่างเต็มที่
เฉินเจียซิ่งไม่มีความสามารถ แถมยังมีความคิดแบบชายเป็นใหญ่ ไม่ยอมให้คนรักของตัวเองเก่งกว่าเขา
“พี่สะใภ้เธอพูดถูก ทำงานที่มีอยู่ให้ดีก่อน ถ้าภายหลังมีงานที่เหมาะสมค่อยเปลี่ยน อย่าลาออกเด็ดขาด รอให้หางานใหม่ได้ก่อนแล้วค่อยขอลาพักงานโดยไม่รับเงินเดือน” ผู้เฒ่าเฉินพูดกับเฉินเจียซิ่งอย่างจริงจัง “เธอมีครอบครัวแล้ว ต้องคิดให้รอบคอบ อย่าด่วนตัดสินใจง่ายๆ ต้องคิดถึงครอบครัวคิดถึงคนอื่นด้วย ไม่ใช่คิดถึงแต่ตัวเอง”
“คุณปู่ครับ อย่าสอนผมเลย ผมเข้าใจแล้ว”
เฉินเจียซิ่งที่เตรียมอาหารอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยมในตอนนี้กลับกินข้าวด้วยอาการสลดราวมะเขือถูกน้ำค้างแข็ง
ปลาที่เฉินเจียซิ่งทำไม่ได้อร่อยอย่างที่เขาโอ้อวด แต่หลินเซี่ยก็ยังให้เกียรติตักกินสองสามคำ
หลังกินข้าวเสร็จ คุณปู่คุณย่าเฉินขอร้องอย่างหนักแน่นให้หลินเซี่ยพักค้างคืนที่บ้าน
หลินเซี่ยย้ายไปอยู่กับลูกสองคนที่ชุมชนบ้านพักทหาร และได้แจ้งให้เฉินเจียเหอทราบ
เฉินเจียเหอเลิกงานดึกและกลับมาบ้าน
เมื่อเขากลับมา คนแก่เข้านอนกันหมดแล้ว หลินเซี่ยก็อยู่กับลูกๆ ชั้นบน
เขาดูเหนื่อยล้า ทั้งตัวดูซูบโทรมอย่างเห็นชัด
เฉินเจิ้นเจียงรู้ว่าลูกชายกลับมา จึงนั่งรอที่โซฟาตลอด
หลังจากเขากลับถึงบ้าน ผู้เป็นพ่อก็ถามไถ่ด้วยความห่วงใย
เฉินเจียเหอบอกว่ากินข้าวจากที่ทำงานแล้ว เฉินเจิ้นเจียงชงชาให้เขา บอกว่าอยากคุยกับเขาและสอบถามเรื่องงาน
“ตอนนี้การทดลองถึงขั้นไหนแล้ว? รถโดยสารรุ่นใหม่จะเริ่มใช้งานได้เมื่อไหร่?”
เฉินเจียเหอตอบว่า “ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ครับ คาดว่าจะเป็นเดือนมิถุนายนปีหน้า ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการปรับแต่ง ทางเราเผชิญกับปัญหามากมาย ไม่ใช่แค่ด้านเทคนิค แต่คุณภาพของชิ้นส่วนความแม่นยำสูงก็มีปัญหาด้วย ชิ้นส่วนที่ผลิตจากโรงงานเครื่องจักรก็ไม่ได้มาตรฐาน
“ตอนนี้มีคนเสนอให้ใช้ชิ้นส่วนนำเข้าจากต่างประเทศ แต่พวกเรายังหวังว่าจะมีรถโดยสารแบบใหม่ที่เราพัฒนาขึ้นเองได้ ไม่อยากพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศอีกต่อไป อีกไม่กี่วันผมอาจจะต้องเดินทางไปอีกครั้งเพื่อไปเจรจากับทางโรงงานผลิตชิ้นส่วนแม่นยำสูง”
เขาตบบ่าให้กำลังใจลูกชาย “ดีมาก ปัญหาทุกอย่างจะต้องผ่านพ้นไปได้ พ่อเชื่อว่าพวกแกจะพัฒนารถโดยสารแบบใหม่ที่เป็นของเราเองได้ในเร็ววัน”
“แกเองก็ต้องดูแลตัวเองด้วย” เฉินเจิ้นเจียงมองลูกชาย สีหน้าแฝงไปด้วยความเป็นห่วง “ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหนก็อย่าลืมกินข้าว ถ้าพักได้ก็พักผ่อนให้มาก ๆ จะได้มีแรงกายแรงใจจดจ่ออยู่กับงาน”
เฉินเจียเหอยิ้ม “ไม่ต้องห่วงครับ หนุ่ม ๆ ร่างกายแข็งแรงดี”
“อย่าทำเป็นไม่สนใจเพราะยังหนุ่มเลย ตอนนี้ถ้าทำงานหนักเกินไป ร่างกายจะทรุดโทรม พอถึงตอนนั้นจะมาเสียใจก็สายเกินไป”
“ฉันรู้ว่าพวกแกยุ่ง ต้องหาวิธีสลับกันพักผ่อน ทำงานหนักแล้วก็ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ”
พูดถึงตรงนี้ เฉินเจิ้นเจียงก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มองลูกชายแล้วเอ่ยขึ้น “ฉันเห็นแม่แกกลับไปเยี่ยมตายายรอบนี้แล้วดูเปลี่ยนไปมากเลยล่ะ เข้ากับเซี่ยเซี่ยได้ดีด้วย ฉันเลยคิดว่าจะให้แม่แกไปช่วยเซี่ยเซี่ยเลี้ยงลูก แกจะได้ทุ่มเทกับงานได้เต็มที่”
ตอนนี้ลูกชายของเขาเป็นพ่อของลูกสองคนแล้ว ควรจะดูแลครอบครัว แต่เฉินเจิ้นเจียงก็ยังหวังว่าเฉินเจียเหอจะอุทิศตนให้กับงานมากกว่านี้
พลังของคนเรามีจำกัด โดยเฉพาะในช่วงเวลาแบบนี้ งานของเฉินเจียเหอเรียกได้ว่าอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ในฐานะคนในครอบครัวแล้วควรดูแลเรื่องต่างๆ ให้ดี เพื่อให้เขาได้ทุ่มเทสู้ใน “แนวหน้า” ได้อย่างเต็มที่
เฉินเจียเหอไม่ได้รีบตอบรับข้อเสนอของพ่อ “พ่อครับ เรื่องนี้ผมขอปรึกษากับเซี่ยเซี่ยก่อน แม่เองก็ต้องดูแลบ้าน ผมกลัวว่าแม่จะไม่มีแรงไปดูแลทั้งสองฝั่ง”
“งั้นพวกแกก็ย้ายมาอยู่บ้านด้วยกันสิ พอเจียวั่งเปิดเทอมก็อาจจะต้องไปฝึกงาน พวกเจียซิ่งก็อยู่ข้างนอก บ้านหลังนี้เลยเงียบเหงา มีเด็กๆ อยู่บ้านจะได้ครึกครื้นหน่อย
บ้านเราแต่เดิมเป็นครอบครัวใหญ่ ตอนนี้พวกแกแต่งงานก็แยกย้ายกันไปอยู่หลายที่ หนุ่มสาวอย่างพวกแกก็ยุ่งจนไม่มีเวลาดูแลลูกๆ คนแก่ที่บ้านก็ว่างๆ ไม่ได้เจอหน้าหลานๆ พวกเราควรจะปรึกษาหารือกันใหม่ แบ่งงานกันทำใหม่ พวกแกจะได้ทุ่มเทกับงานข้างนอกได้อย่างสบายใจ ปล่อยให้แม่กับปู่ย่าช่วยกันดูแลหลานๆ แกเลิกงานกลับมาบ้านก็ช่วยได้ ทุกคนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเอง มีอะไรทำกัน ปู่ย่าก็จะได้ไม่เหงา”
เฉินเจิ้นเจียงพูดถึง “ปู่ย่า” หลายครั้ง หวังใช้ความสงสารจากหลานๆ เพื่อโน้มน้าวเฉินเจียเหอ
เขาไม่ได้พูดออกไปว่าจริงๆ แล้วช่วงนี้เขาอยู่บ้านอันเงียบเหงาคนเดียวแล้วเริ่มรู้สึกโดดเดี่ยว
เขาไม่เคยสัมผัสความรู้สึกแบบนี้มาก่อน
เดิมทีเขาคิดจะทุ่มเทแรงกายและเวลาทั้งหมดไปกับงานตอนกลางวัน พอเลิกงานแล้วถ้าไม่มีงานด่วนก็จะอ่านหนังสือพิมพ์ อ่านหนังสือ
บัดนี้เขากลับไม่อาจทุ่มเทใจให้กับสิ่งใดได้อีก
ในใจมีแต่ความห่วงหาอาทรต่อลูกหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลานชายทั้งสอง
เขามักเฝ้ารอให้พวกเขากลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ใช้ชีวิตอย่างอบอุ่นและมีความสุขร่วมกัน
บางที…เขาอาจจะแก่แล้วเหมือนกัน!
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
คนวัยเริ่มเกษียณอะนะ ก็อยากให้ลูกหลานมาอยู่บ้านจะได้ไม่รู้สึกเหงา
ไหหม่า(海馬)