ทะลุมิติไปเป็นช่างเสริมสวยยุค 80 - ตอนที่ 809 เข้าใจคนอื่น
ตอนที่ 809 เข้าใจคนอื่น
เฉินเจิ้นเจียงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของโจวลี่หรงที่มีต่อบรรดาผู้น้อยหลังจากที่หล่อนกลับมาจากบ้านเกิด
หล่อนคือภรรยาที่เขารัก ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันกว่าสามสิบปี ไม่มีใครรู้จักหล่อนดีไปกว่าเขาอีกแล้ว
ก่อนหน้านี้ เขาเคยพยายามเปลี่ยนแปลงหล่อน อยากให้หล่อนรู้จักผ่อนปรนอ่อนโยนลงบ้าง และอยู่ร่วมกับคนรอบข้างและเพื่อนร่วมงานอย่างกลมกลืน
ไม่ใช่เป็นคนตรงไปตรงมาเหมือนหน่อไม้ที่ยอมหักดีกว่ายอมงอ
ทว่าหลายปีมานี้ เขาก็ไม่สามารถโน้มน้าวให้หล่อนเปลี่ยนแปลงตัวเองได้
ต่อมาเขาก็เลิกสร้างความลำบากใจให้กับตัวเองในเรื่องนี้
เขารู้จักนิสัยใจคอของหล่อนดี หล่อนเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เพียงแต่ไม่ชอบอ้อมค้อมเท่านั้น
ไม่ว่าหล่อนจะเป็นคนอย่างไร เขาก็เคารพและสนับสนุนหล่อนเสมอ
ทั้งสองต่างทุ่มเทให้กับงานของตน ในครั้งนี้ที่โจวลี่หรงตัดสินใจเกษียณก่อนกำหนด เฉินเจิ้นเจียงรู้ดีว่านอกจากเหตุผลทางบ้านแล้ว ยังมีปัจจัยบางอย่างจากที่ทำงานด้วย
เนื่องจากที่ทำงานมีแต่คนหนุ่มสาวมากขึ้นเรื่อยๆ โจวลี่หรงจึงเข้ากับพวกเขาไม่ได้เลย
ยามอยู่ในที่ทำงาน พวกเขาล้วนเคารพและเชื่อฟังหล่อน แต่ก็เพียงแค่เรื่องงานเท่านั้น เรื่องนอกเหนือจากนั้น เพื่อนร่วมงานต่างก็พยายามเลี่ยงที่จะไม่เจอหล่อน
ใครจะอยากเป็นเพื่อนกับครูประจำชั้นที่แสนจะจริงจัง ขวานผ่าซาก และดุร้ายกันล่ะ?
หลังจากที่เกษียณ หล่อนก็เริ่มทบทวนตัวเองใหม่
สิ่งนี้ทำให้เฉินเจิ้นเจียงรู้สึกโล่งใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเศร้าใจอยู่บ้าง
เพื่อเอาใจคนหนุ่มสาว เพื่อที่จะใกล้ชิดกับหลานชายของหล่อน ในที่สุดหล่อนก็ยอมประนีประนอม
เฉินเจิ้นเจียงคิดว่าในเมื่อโจวลี่หรงยอมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว เขาก็หวังว่า เฉินเจียเหอกับหลินเซี่ยจะเข้าใจและรับฟังความรู้สึกของผู้ใหญ่บ้าง
อย่าปล่อยให้ความพยายามของโจวลี่หรงต้องสูญเปล่า
ในตอนนี้ เฉินเจียเหอบอกว่าจะไปปรึกษากับหลินเซี่ย เฉินเจิ้นเจียงจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ “ตกลง งั้นพวกเธอไปคุยกันให้ดีนะ ถ้าปู่ย่าอารมณ์ดี ร่างกายก็จะแข็งแรง มีลูกหลานอยู่ใกล้ชิด พวกเขาก็จะมีความสุข แถมยังช่วยเลี้ยงดูเด็กๆ ได้ด้วย”
เฉินเจิ้นเจียงพูดต่อ “หู่จือกำลังจะขึ้นชั้น ป.1 พ่อเห็นว่าตอนนี้พวกเธอทำงานยุ่ง ไม่มีเวลาสอนการบ้าน อนาคตก็ให้พวกเขาย้ายมาอยู่ที่บ้าน พ่อกับแม่จะช่วยสอนการบ้านให้เพื่อแบ่งเบาภาระของพวกเธอ เซี่ยเซี่ยเองก็กำลังจะเปิดคอร์สสอนพิเศษ หล่อนจะต้องยุ่งมากแน่ๆ ถ้าเราไม่ช่วยงานส่วนนี้ หล่อนจะไม่มีเวลาดูแลทั้งสองอย่าง แถมยังเหนื่อยอีกด้วย”
“หนทางข้างหน้ายังอีกไกล พวกเธอเป็นหนุ่มเป็นสาว ทำอะไรก็ให้ใจเย็น ๆ หน่อย อย่าทำตัวเองให้เหนื่อยเกินไป งานของแกมันบังคับไม่ได้ แต่เซี่ยเซี่ยเป็นเจ้านายตัวเอง หล่อนตัดสินใจเองได้”
เฉินเจิ้นเจียงพูดอย่างจริงใจ น้ำเสียงแฝงคำขอร้องเล็ก ๆ
ซึ่งเมื่อก่อนนี้เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเป็นไปได้
ในใจของเฉินเจียเหอ พ่อแม่ของเขาเป็นแบบนี้มาตลอด เป็นเจ้าหน้าที่รัฐผู้เคร่งขรึม ไม่เคยยิ้มหัวเราะ และไม่เคยปรึกษาเรื่องต่างๆ กับพวกเขาเลย
นอกจากนาน ๆ ครั้งที่จะถามเรื่องงานของเขา ก็แทบไม่มีการพูดคุยกันแบบเปิดใจ
แต่ตอนนี้ ไม่ใช่แค่แม่ของเขาที่เปลี่ยนไป พ่อของเขาก็ใจดีขึ้นมาก
เฉินเจียเหอพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ครับพ่อ ผมรู้แล้ว”
หลังจากเฉินเจียเหอกลับเข้ามาในห้อง เขาก็ลองถามความคิดเห็นของหลินเซี่ย อย่างอ้อม ๆ
หลินเซี่ยเองก็กังวลเรื่องลูกมาสองวันแล้ว
เธอเริ่มยุ่งแล้ว ใครจะช่วยเลี้ยงลูก นี่สิเป็นปัญหา
แม่ของเธอคอยช่วยเลี้ยงลูกมาตลอด และในอนาคตก็คงยินดีจะช่วย แต่หลินจินซานใกล้จะแต่งงานกับชุนฟางแล้ว แถมที่ร้านอาหารก็ต้องการให้หล่อนซึ่งเป็นเจ้าของร้านคอยดูแล ถ้าให้แม่มาช่วยดูแลลูก หล่อนก็คงทำอย่างอื่นไม่ได้
เธอไม่ควรทำแบบนี้ เธอไม่ควรให้คนอื่นมาเสียสละเพื่องานของเธอเอง
ในตอนนี้ โจวลี่หรงก็มีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
หล่อนเลี้ยงดูเด็กๆ อย่างละเอียดมากขึ้น
แต่หลินเซี่ยก็ไม่ได้มั่นใจในความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้มากนัก
แม้โจวลี่หรงจะดูอ่อนโยนและพูดจาไพเราะกว่าแต่ก่อน แต่เธอก็เป็นแค่ลูกสะใภ้ สุดท้ายก็ทำได้แค่ปฏิบัติต่อหล่อนอย่างสุภาพ
เฉินเจียเหอบอกความคิดพ่อของเขากับหลินเซี่ย
“เซี่ยเซี่ย ถ้าคุณรู้สึกว่าอยู่บ้านไม่สะดวก เรากลับบ้านของเราเองก็ได้นะ แต่ต่อไปต้องให้แม่ช่วยดูแลเสี่ยวหู่ นี่เป็นปัญหาที่เราต้องคิดให้รอบคอบ”
เฉินเจียเหอกล่าวถึงความกังวลของเขา “ถ้าให้แม่ยายเลี้ยง ผมกลัวว่าที่บ้านฝั่งนั้นจะไม่สะดวก คุณยายก็อายุมากแล้ว ร้านอาหารก็ต้องการหล่อน ถ้าให้แม่ผมเลี้ยง… ผมก็กลัวว่าพวกคุณสองคนจะเข้ากันไม่ได้”
“ถ้าจะจ้างพี่เลี้ยง เราต้องหาคนที่ไว้ใจได้ ดีที่สุดคือคนที่รู้จักกันดี คุณไปไหนก็ให้เขาพาลูกไปด้วย แต่แบบนั้นลูกอาจจะลำบากหน่อย”
หลินเซี่ยตั้งใจฟังเฉินเจียเหอวิเคราะห์จนจบ แล้วจึงพูดความคิดของเธอออกมา “งั้น… ตามใจคุณพ่อกับคุณแม่เถอะค่ะ พวกเราย้ายไปอยู่บ้านท่านก่อน”
หลินเซี่ยดูออกว่าจริงๆ แล้วเฉินเจียเหอก็อยากให้เธอและลูกไปอยู่ด้วยเหมือนกัน
ไม่ใช่แค่มีคนช่วยเลี้ยงลูก แต่ยังเป็นการดูแลความรู้สึกของผู้ใหญ่ด้วย
ถ้าเฉินเจียเหอไม่คิดแบบนั้น เขาคงปฏิเสธพ่อของเขาไปตรงๆ แล้ว คงไม่มาปรึกษาเธอแบบนี้
แถมน้ำเสียงยังอ่อนโยนอีกต่างหาก
คำตอบของหลินเซี่ยทำให้เฉินเจียเหอประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
“เซี่ยเซี่ย ไม่ต้องฝืนใจนะ ถ้าคุณไม่สะดวก พวกเราก็กลับไปอยู่บ้านเราเหมือนเดิม”
หลินเซี่ยยิ้ม “ที่นั่นก็เป็นบ้านของลูกๆ เหมือนกันนี่คะ จะฝืนใจอะไร? ฉันดูออกว่า คุณปู่กับคุณย่าอยากอยู่ใกล้หลานๆ พอพวกเราย้ายออกไป พวกท่านก็คงเหงา คนเรายิ่งแก่ก็ยิ่งเหงาเปล่าเปลี่ยว เด็กๆ เหมือนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของท่าน พอดีพวกเราเองก็ยุ่งๆ ให้พวกท่านช่วยเลี้ยงหลานก็ดีเหมือนกัน”
เฉินเจียเหอได้ยินหลินเซี่ยพูดอย่างมีเหตุผลเช่นนี้ เขาก็กอดเธอไว้แนบอก ลูบไล้ใบหน้าของเธอเบาๆ พร้อมกับถอนหายใจ “ผมโชคดีจริงๆ ที่ได้ภรรยาที่เข้าใจและเปิดใจแบบคุณ”
“เป็นคนที่เปิดใจแบบนี้สินะคะ?” หลินเซี่ยพูดด้วยรอยยิ้มซุกซน มือน้อยๆ ของเธอลูบไล้บนแผงอกที่แข็งแกร่งของเขา
“มา งั้นก็เปิดให้สะใจเลย” เขาคว้ามือที่ซุกซนของเธอไว้ แล้วนำมือเธอเลื่อนลงจากหน้าอกไปด้านล่าง……..
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
สถานการณ์ครอบครัวเริ่มดีขึ้นแล้วสินะ หรือนี่คืออานุภาพของการมีหลาน?
เปิดใจยังไงท่าไหนกันนะสองคนนี้?
ไหหม่า(海馬)