ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1777 สองฮูหยิน
บทที่ 1777 สองฮูหยิน
หวงหรูซื่อในอาภรณ์สีแดงสดหยุดลงที่ลานบ้าน ฟางเจิ้งสิงเงยหน้าขึ้นมองสาวงามที่เพิ่งแต่งเข้ามาใหม่กำลังเดินมาหาตัวเองอย่างหลงใหล
ฟางเจิ้งสิงไม่สามารถละสายตาจากใบหน้าที่อ่อนเยาว์และรูปร่างที่สง่างามนั้นได้
ช่างมีเสน่ห์จริง ๆ
ฟางเจิ้งสิงถอนหายใจ ในสายตา และจิตใจตอนนี้มีเพียงภรรยาผู้บอบบางผู้นี้ตรงหน้า ไม่ต้องพูดถึงหลูเหวินซินที่เขาเกลียดชัง แม้แต่หลิวเนี่ยนโหรวที่เขารักมาตลอดในตอนนี้ก็ถูกเขาโยนทิ้งไปไกลจนสุดขอบฟ้า
“ขันทีฉี…” หวงหรูซื่อทำความเคารพแบบขอไปทีด้วยใบหน้าเย่อหยิ่ง
เป็นแค่ขันที และนางไม่จำเป็นต้องเข้าวังอีกต่อไปแล้ว จะทำตัวมีมารยาทกับเขาไปทำไมกัน
“ฮูหยินฟาง” ขันทีฉีเอามือทั้งสองประสานกันแล้วยกขึ้นในระดับหน้าอกด้วยท่าทางประหลาดใจ
ขันทีฉีอดทนต่อความยากลำบากมาทุกรูปแบบในเมืองหลวง หลายปีมานี้ที่เคียงข้างฝ่าบาทมา เพียงอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ เขารู้ใจฝ่าบาทเป็นอย่างดีว่าต้องการพูดอะไรและจะทำอะไร
“หรูซื่อ รีบคุกเข่ารับราชโองการ” ฟางเจิ้งสิงจ้องไปที่หรูซื่อและเรียกอีกฝ่ายอย่างเอาใจ
หวงหรูซื่อตอนนี้งดงามราวดอกกุหลาบ ริมฝีปากเย้ายวนใจ และยังมากด้วยเสน่ห์ ไม่รู้ถ้าอยู่ใต้ร่างตนเองจะมีเสน่ห์ขนาดไหน
ฟางเจิ้งสิงรอคอยช่วงเวลานั้นไม่ไหวแล้ว
แม้ว่าเรื่องสินสอดเมื่อกี้จะไม่เป็นที่น่าพอใจมากนัก แต่พระราชโองการมาจึงได้ลบล้างความไม่พอใจของเขาเมื่อครู่ได้ทั้งหมด
ทั่วทั้งเมืองหลวงล้วนไม่มีเก้ามิ่งฟูเหรินฮูหยินอันดับสองสองคน และหนึ่งในนั้นคือหวงหรูซื่อไม่ว่าจะเป็นเพื่อตระกูลฟางหรือเพื่อตระกูลหวงแต่ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องใหญ่
เมื่อเห็นทุกคนคุกเข่าลงแล้ว ขันทีฉีก็ได้กวาดสายตาไปรอบ ๆ แวบหนึ่งและจู่ ๆ ก็พูดว่า “คุณหนูฟาง โปรดคุกเข่าลงตรงนี้ด้วยเถอะ” ”
ฟางจู๋อวิ๋นได้ฟังก็ร้องว่า “ขันที ตอนนี้นางไม่ใช่คนของตระกูลฟางแล้ว”
ขันทีฉีเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “นางไม่ใช่คุณใหญ่ตระกูลฟางหรือ”
“ไม่ใช่แล้ว นางถูกขับไล่ออกจากตระกูลฟางแล้ว” ฟางจู๋อวิ๋นตอบ และไม่ได้มองฟางเจิ้งสิงที่อยู่ด้านข้างที่ตอนนี้มองนางด้วยความโมโห
ฟางจู๋อวิ๋นถูกฟางเจิ้งสิงจ้องมองอย่างโหดเหี้ยม จากนั้นก็รู้ว่าตัวเองพูดบางอย่างผิดไป และรีบคุกเข่าลงกับพื้น
ฟางเพ่ยหยาคุกเข่าลงอย่างเชื่อฟัง
ขันทีฉีเห็นคนที่ควรจะมา ก็มาแล้ว จึงเปิดพระราชโองการและกล่าว่า “ด้วยโองการแห่งฟ้า ฮ่องเต้จึงทรงมีพระบัญชา แต่งตั้งหวงซื่อเป็นฮูหยินของตระกูลฟางผู้ยึดมั่นในศีลธรรมของสตรีได้รับตำแหน่งเก้ามิ่งฟูเหรินระดับสอง”
ฟางเจิ้งสิงได้ยินก็ตื่นเต้น “ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
หลังจากที่หวงหรูซื่อได้ฟังพระราชโองการก็ตื่นเต้น “ขอบพระทัยฝ่าบาท!”
ฟางเจิ้งสิงประคองหวงหรูซื่อลุกขึ้นรับพระราชโองการ ขันทีฉีก็พูดเตือนว่า “ฮูหยินฟาง ฮูหยินฟาง ข้ายังอ่านราชโองการไม่จบ”
ฟางเจิ้งสิงผงะและหันไปมองหวงหรูซื่อ พลันเห็นความสงสัยในแววตาของกันและกัน หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็คุกเข่าลงอีกครั้งทันที
แต่งตั้งเป็นเก้ามิ่งฟูเหรินระดับสองแล้ว พระราชโองการนี้ยังไม่จบอีกหรือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีราชโองการอื่นอีก?
เห็นพวกขันทีเหล่านั้นถือของในถาดอยู่ไม่น้อย ฟางเจิ้งสิงยิ่งเฝ้ารอ ฮ่องเต้จะให้มอบอะไรอีก
พลันใดนั้นก็ได้ยินขันทีฉีพูดอีกครั้ง “ได้ยินมาว่าหลูซื่อเป็นคนรอบคอบ ใจกว้างและรักสงบ มีคุณธรรม กตัญญู และขยันขันแข็ง ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างของแม่ที่มีคุณธรรมในเมืองหลวง จึงได้มอบตำแหน่งฮูหยินหลูเป็นเก้ามิ่งฟูเหรินระดับหนึ่ง และฟางเพ่ยหยาลูกสาวของหลูซื่อเป็นองค์หญิงระดับห้า”
เก้ามิ่งฟูเหรินระดับหนึ่ง?
ฟางเจิ้งสิงฟังจบก็เงยหน้าด้วยสีหน้าตะลึง “ขันทีฉี ท่าน…ท่านอ่านผิดหรือเปล่า”
“อ่านผิด?” ขันทีฉียิ้มและถามกลับ “ข้าอ่านราชโองการมาหลายปีไม่เคยพลาด”
แต่…
เมื่อกี้ฟางเจิ้งสิงได้ยินไม่ผิด เขาได้ยินชัดเจนว่าเป็นหลูซื่อ
หวงหรูซื่อถูกแต่งตั้งเป็นระดับสอง หลูซื่อถูกแต่งตั้งเป็นระดับหนึ่ง
นี่…
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ผู้คนที่คุกเข่าอยู่รอบ ๆ ได้ยินพระราชโองการนี้ ล้วนตกตะลึงจนพูดไม่ออก
หวงหรูซื่อถูกแต่งตั้งเป็นเก้ามิ่งฟูเหรินระดับสอง ทุกคนล้วนรู้อยู่แล้ว แต่เก้ามิ่งฟูเหรินระดับหนึ่งคืออะไร
ทั้งเมืองหลวงนอกจากหลินจิ้งหรูที่เป็นเก้ามิ่งฟูเหรินระดับหนึ่ง ยังไม่มีใครเป็นเก้ามิ่งฟูเหรินระดับหนึ่งอีก นี่…
“ทำไมเป็นแบบนี้ แต่งตั้งฮูหยินสองคน แต่งตั้งตำแหน่งของฮูหยินหวงพวกเรารู้อยู่แล้ว ทำไมยังแต่งตั้งเก้ามิ่งฟูเหรินระดับหนึ่ง และยังเป็นหลูซื่ออีก”
“เรื่องนี้ช่างสร้างความประหลาดใจให้ผู้คนจริง ๆ”
ฟางเพ่ยหยาก็ตกตะลึงเช่นกัน ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้ยิน ขันทีฉียิ้มเมื่อเห็นท่าทางสับสนงุนงงของนาง และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “คุณหนูฟาง ทำไมยังไม่ขอบคุณอีก”
นี่ไม่ใช่ฝัน!
ฟางเพ่ยหยารู้ตัวก็รีบโขกหัวสามครั้ง “เพ่ยหยาขอบพระทัย ขอฮ่องเต้ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่น ๆ ปี เพ่ยหยาขอบพระทัยแทนท่านแม่ ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่น ๆ ปี”
ขันทีฉีเห็นนางกริยาวาจาเหมาะสม จึงคลี่ยิ้มกว้างและก้าวไปข้างหน้าเพื่อพยุงนางขึ้นและพูดว่า “จากนี้ไปเจ้าจะเป็นคนโปรดขององค์หญิง ถึงเวลานั้นอย่าลืมข้าล่ะ”
ฟางเพ่ยหยาได้ยินรีบทำความเคารพและพูดว่า “ขันทีฉีท่านพูดเกินไปแล้ว ในอนาคตข้ายังต้องพึ่งพาท่านอีก”
ขันทีฉียิ้มเห็นด้วยและมองอย่างพอใจ
ดังนั้นจึงชี้ไปที่ของด้านหลังและพูดว่า “ตอนนี้เจ้าอยู่ที่นี่ ข้าก็ประกาศพระราชโองการที่นี่ ดังนั้นจวนหลูข้าก็ไม่ไปแล้ว ฮ่องเต้มอบของเหล่านี้ให้เจ้า จงนำกลับจวนหลูเถอะ ข้ายังต้องกลับวัง ราชโองการมีเพียงเท่านี้ ข้าขอตัวก่อน”