ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1780 นกแก้วแสนรู้
บทที่ 1780 นกแก้วแสนรู้
รถม้ามาถึงร้านหล่านเยว่อย่างรวดเร็ว กู้เสี่ยวหวานก้าวลงจากรถม้าด้วยการประคองของอาจั่ว ดวงตากลมโตเหลือบมองมืออาจั่วหนึ่งปราด โชคดีที่เพียงแค่แดงเล็กน้อย ไม่ได้ทำลายผิวหนังชั้นนอก จึงวางใจลงได้ไม่น้อย
“ยินดีต้อนรับ ยินดีต้อนรับ…” ครั้นฝีเท้าเหยียบลงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงแปลกประหลาดเสียงหนึ่งดังขึ้น
ถานอวี้ซูตื่นเต้น “ท่านพี่ สิ่งนี้คืออะไรกัน?!”
“สิ่งนี้คืออะไร? ก็ของดีน่ะสิ!”
กู้เสี่ยวหวานยังไม่ทันตอบ เจ้านกแก้วตัวนั้นก็ตอบขึ้นเสียก่อนแล้ว
ตอนนั้นถานอวี้ซูพบว่า เจ้าของเสียงประหลาดพิลึกกึกกือนั้นคือเจ้านกแก้วสีสันสดใสตัวหนึ่งในกรงที่ถูกแขวนไว้หน้าประตู นางเดินกระโดดหยองแหยงตื่นเต้นไปหน้ากรง แล้วพูดว่า “โอ้ เป็นเจ้าเองหรือที่พูด! เจ้าตัวเล็ก!”
“เจ้าตัวเล็ก ของดี!” เจ้านกแก้วที่ถูกถานอวี้ซูหยอกล้อกระโดดโลดเต้นไปมา ปากเล็กจิ๋วพูดได้คล่องแคล่วจริงเชียว
ถานอวี้ซูที่ถูกหยอกล้อหัวเราะคิกคัก พลางคุยเล่นกับเจ้านกแก้วไม่หยุด
กู้เสี่ยวหวานพยักหน้า กล่าวเคล้ารอยยิ้ม “เหตุใดเจ้านกตัวนี้พูดคล่องขึ้นยิ่งนัก ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงแปลกพิลึกกึกกือมาจากนกตัวนี้ ข้าคงคิดว่าเป็นคนเสียอีก!”
เจี่ยงปู้หวนมองนกแก้วตัวนั้นด้วยความประหลาดใจ พูดว่า “นกแก้วตัวนี้เรียนรู้ได้รวดเร็ว ยามที่ร้านไม่มีแขก ข้าจึงคุยเล่นกับนกแก้วตัวนี้บ่อย ๆ ข้าพูดเพียงสองสามรอบ นกแก้วตัวนี้ก็เข้าใจแล้ว น่าแปลกจริง ๆ”
“แปลก แปลก…แปลกจริง ๆ” นกแก้วร้องส่งเสียงจอแจขึ้นอีกครั้ง
ทุกคนต่างหัวเราะร่าครึกครื้นกับเสียงของมัน
“เจ้าสอนนกแก้วตัวนี้ได้ดีจริง ๆ ไม่แน่ว่าต่อไปเจ้าอาจจะเป็นเพื่อนร่วมงานกันก็ได้” ถานอวี้ซูชี้ไปที่นกแก้วพร้อมพูดกับเจี่ยงปู้หวน แล้วหัวเราะจนน้ำตาไหลเล็ด
“เพื่อนร่วมงาน ซื้อของ! ซื้อของ! นกแก้วส่งเสียงออกมา…
ทุกคนต่างหัวเราะกันยกใหญ่ นกแก้วตัวนั้นดูเหมือนจะรู้ว่าทุกคนมีความสุข จึงส่งเสียงพูดไม่หยุด และกระโดดไปมาในกรง
เมื่อหยอกล้อกับนกแก้วเสร็จแล้ว เจี่ยงปู้หวนจึงพูดขึ้นว่า “เถ้าแก่ คุณหนูฟางรอท่านอยู่ที่ด้านใน”
“งั้นนำพวกข้าเข้าไปเถอะ”
เจี่ยงปู้หวนนำกู้เสี่ยวหวานและถานอวี้ซูเข้าไปในห้อง ครั้นกำลังจะก้าวเข้าไป ก็เห็นหน้าฟางเพ่ยหยามองมาที่พวกนางทั้งสองดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตาเอ่อล้นออกมาโดยไม่พูดอะไรสักคำ จนกระทั่งเกิดเสียงคุกเข่ากระแทกพื้นดัง ตึง!
กู้เสี่ยวหวานตกใจ ปรี่เข้าไปประคองฟางเพ่ยหยาให้ลุก ทว่าไม่ทันการ ฟางเพ่ยหยาคุกเข่าลงไปที่พื้นแข็ง ๆ นั่นแล้ว โดยที่ทุกคนไม่ทันตั้งตัวก็เห็นว่านางโขกหัวลงกับพื้นแข็ง ๆ นั่นแล้ว “ท่านพี่ อวี้ซู…ขอบคุณพวกท่าน ขอบคุณจริง ๆ!”
แค่คำนับเพียงสองสามครั้ง เลือดสีแดงสดก็ไหลซึมออกมา
กู้เสี่ยวหวานและถานอวี้ซูจึงดึงนางให้ลุกขึ้น มองไปที่หน้าผากของนางด้วยความเป็นห่วง “รีบไปเอายามา เจ้าทำไรอะไรของเจ้า ร่างกายของเจ้าทำจากเนื้อนะไม่ใช่ก้อนหิน”
ฟางเพ่ยหยาไม่สนใจแผลที่หน้าผากของตัวเองแม้แต่น้อย จับมือกู้เสี่ยวหวานและถานอวี้ซู และพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “ท่านพี่ อวี้ซู ข้า…”
“เจ้าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น รีบไปทำแผลของเจ้าก่อนเถอะ!”
ถานอวี้ซูพูดด้วยความร้อนรนใจ อาอวี้รีบนำยามา จัดการทำแผลให้ฟางเพ่ยหยาอย่างระมัดระวัง เช็ดและทายา จากนั้นจึงแปะด้วยผ้าอย่างระมัดระวัง
เมื่อแผลบนหน้าผากถูกจัดการเรียบร้อยดีแล้ว แต่กู้เสี่ยวหวานก็เป็นกังวลอยู่ตลอด “เจ้านี่จริง ๆ เลย ทำไมถึงโขกลงไปแรงขนาดนั้นเล่า”
“ไม่แรงเจ้าค่ะ เทียบกับฝ่ามือที่ฟางเจิ้งสิงใช้ตบข้า สิ่งนี้เบากว่าเยอะ แค่นี้สบายมาก!”
ได้ยินนางพูดเช่นนี้ ถานอวี้ซูจึงแกล้งทำเป็นโกรธและตำหนิอีกฝ่าย “เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินว่าการแสดงการคำนับแล้วยังรู้สึกสบาย พวกเราเป็นพี่น้องกัน ถ้าต่อไปเจ้ายังเป็นเช่นนี้อีก ข้ากับท่านพี่จะไม่ช่วยเจ้าแล้ว”
นางลูบพระราชโองการอันศักดิ์สิทธิ์ที่อ้อมแขนของนาง ด้วยใบหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ
คิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะแต่งตั้งมารดาตนเองเป็นเก้ามิ่งฟูเหริน ทั้งยังมีหนังสือแต่งตั้งให้นางและมีพระราชโองการที่เขียนถึงหวงหรูซื่อ
หลังจากที่หวงหรูซื่อได้อ่านพระราชโองการนั้น ก็รู้สึกลำคอตีบตันเหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ที่คอ
“ตำแหน่งเก้ามิ่งฟูเหรินระดับหนึ่ง เป็นท่านพี่ที่เป็นคนทูลขอ เจ้าลืมแล้วหรือ ท่านพี่ได้รับเงินหลายแสนตำลึงกับตำแหน่งอันผิงจวิ้นจู่ และฮ่องเต้ยังทรงให้คำขออีกสามประการ และครั้งนี้ท่านพี่ก็ขอแทนเจ้าไปแล้วหนึ่งข้อ!” ถานอวี้ซูพูด
ฟางเพ่ยหยาจึงคุกเข่าลงไปอีกครั้ง กู้เสี่ยวหวานจึงถอนหายใจ ไม่เข้าใจคนยุคนี้เลยจริง ๆ เอะอะดีใจอะไรก็ชอบคุกเข่า การคำนับมันมีเหตุผลอะไรกัน
“เจ้าไม่ต้องคุกเข่าแล้ว หากเจ้าคุกเข่าอีกครั้ง จากนี้ข้าจะไม่ยอมรับน้องสาวคนนี้แล้ว” กู้เสี่ยวหวานแกล้งพูดด้วยความโกรธเคือง
ฟางเพ่ยหยาได้ยิน จึงรีบนั่งตัวตรง “ท่านพี่ ข้าไม่คุกเข่าแล้ว ไม่คุกเข่าแล้ว”
นางไม่รู้จะใช้วิธีใดแสดงความชื่นชมที่อยู่ในใจนางที่มีต่อกู้เสี่ยวหวาน
นางช่วยให้ตนกลับมามีรูปร่างที่งดงาม ทั้งยังช่วยให้ท่านแม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเก้ามิ่งฟูเหริน เช่นนี้เป็นการตบหน้าฟางเจิ้งสิงและหวงหรูซื่ออย่างแรง ท่านแม่ถูกคนรังแกมานาน ในที่สุดวันนี้ก็ลืมตาอ้าปากได้
ช่างเป็นการระบายความโกรธได้ดีจริง ๆ
“ตำแหน่งของแม่เจ้า เป็นข้าที่เป็นคนไปขอให้ แต่พระราชโองการแต่งตั้งแม่ของเจ้ากับพระราชโองการแต่งตั้งของหวงหรูซื่อที่เขียนอยู่นั้นไม่ใช่เพราะข้า!” กู้เสี่ยวหวานกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แม้แต่ฮ่องเต้ ก็ช่วยอะไรเรื่องนี้ไม่ได้
“อะไรนะ ถ้าอย่างนั้นใครกัน?” ฟางเพ่ยหยาถามด้วยความไม่เข้าใจ
“จะเป็นใครไปได้อีกละ ถ้าไม่ใช่ตัวตลกที่อยู่ในวังนั่น!” ถานอวี้ซูพูด “นอกจากองค์หญิงยังจะมีใครอีก เพื่อรักษาหน้าไว้ให้เจ้า ทั้งยังแต่งตั้งให้เจ้าเป็นนางกำนัลระดับห้าของตนเอง คาดว่าจดหมายจากราชสำนักคงส่งไปถึงจวนของเจ้าแล้ว”
เรื่องนี้ฟางเพ่ยหยารู้มาตั้งแต่ต้น ตื่นเต้นจนพูดก็ไม่ได้ ร้องไห้ก็ไม่มีเสียง
“เจ้าน่ะ ไม่ต้องซาบซึ้งใจอะไรทั้งนั้น รีบกลับไปที่จวน ไปบอกข่าวนี้กับท่านแม่และยายของเจ้า พวกเขาคงจะเป็นห่วงเจ้าแย่แล้ว ตอนนี้แม่เจ้าเป็นเก้ามิ่งฟูเหรินแล้ว ของที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้ยังมีจวนด้วย หากต่อไปเจ้ากับแม่ของเจ้าอยากจะย้ายออกมาก็มีที่ให้อาศัยแล้ว!”
ถึงแม้จะช่วยให้หลูเหวินซินกับฟางเจิ้งสิงเลิกราจบกันได้ในที่สุด แต่หญิงสาวตัวคนเดียวพาลูกกลับไปอาศัยอยู่ในครอบครัวของตัวเอง จะไม่ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านได้อย่างไร…
มันเทียบไม่ได้กับการมีที่อยู่ของตัวเอง