ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1783 กู้ฉวนลู่มาแล้ว
บทที่ 1783 กู้ฉวนลู่มาแล้ว
หลังจากงานมงคลสมรสตระกูลฟาง ไม่นานเรื่องที่ฟางเพ่ยหยานำสินสอดห้าสิบแปดอย่างของหลูเหวินซินออกมาจากจวนตระกูลฟางก็ถูกแพร่ไปทั่วเมืองหลวง และข่าวที่หลูเหวินซินได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเก้ามิ่งฟูเหรินระดับหนึ่งก็ถูกเล่าลือไปทั่วถนนสายหลักและตรอกเล็กซอยน้อย
แต่สิ่งเหล่านี้ก็เทียบไม่ได้กับข่าวอีกเรื่องหนึ่งที่แรงยิ่งกว่า
หลังจากที่คุณหนูใหญ่ตระกูลฟางผอมลงก็ดูงดงามราวกับเทพธิดา ทั้งสวยและสง่างาม ที่น่าทึ่งกว่าก็คือนำสินสอดในจวนตระกูลฟางกลับคืนมาให้กับแม่ของนาง ไม่นานเรื่องนี้ก็ถูกแพร่ไปทั้งเมืองหลวง
หลูเหวินซินไม่คาดคิดว่าอันผิงจวิ้นจู่จะทำเรื่องมากมายขนาดนี้เพื่อฟางเพ่ยหยา เช้าวันรุ่งขึ้นฮูหยินหลูกับใต้เท้าหลูพาหลูเหวินซินและฟางเพ่ยหยาไปยังสวนชิง
อีกไม่กี่วันก็จะถึงปีใหม่แล้ว ตอนนี้สวนชิงประดับประดาด้วยผ้าโคมไฟสีแดงสวยงาม เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเทศกาลส่งท้ายปี
ใต้เท้าหลูและคนอื่น ๆ กล่าวขอบคุณกู้เสี่ยวหวาน ฮูหยินหลูซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก
จึงพาหลูเหวินซินมาคุกเข่าลงต่อหน้ากู้เสี่ยวหวาน
กู้เสี่ยวหวานไม่เคยเห็นสิ่งเอิกเกริกเช่นนี้มาก่อน จึงรีบประคองฮูหยินทั้งสองขึ้นมาด้วยสีหน้าที่กังวล “พวกท่านลุกขึ้นเถอะ เสี่ยวหวานละอายใจแล้ว หากยังคุกเข่าอีกข้ายิ่งไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร ข้ากับเพ่ยหยาเป็นพี่น้องกัน นางเรียกข้าว่าพี่สาว เมื่อเห็นชีวิตของนางเป็นไปด้วยดี
เดิมทีใต้เท้าหลูก็รักลูกสาวเพียงคนเดียว แต่นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตลอดชีวิตนี้แต่งงานกับฟางเจิ้งสิง การชักจูงของชีวิตและความตายในตอนนั้นทำให้มีช่องว่างกับหลูเหวินซิน หลายปีมานี้หลูเหวินซินใช้ชีวิตที่เลวร้ายในจวนตระกูลฟาง เนื่องจากความทุกข์นี้นางตัดสินใจเลือกเอง จึงไม่มีหน้ากลับมาที่บ้าน หลายปีมานี้นางเกือบตายอยู่ในจวนตระกูลฟาง
ตอนนี้ก็หย่ากับฟางเจิ้งสิงแล้ว ความสัมพันธ์ของสองพ่อลูกก็ผ่อนคลายลงมาก
ใต้เท้าหลูเป็นคนเที่ยงธรรม ตอนนี้เขาพูดลอย ๆ ขึ้นด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ “อันผิงจวิ้นจู่ หากวันหน้ามีเรื่องอะไรก็มาหาข้า ข้าจะทำให้อย่างสุดกำลังโดยไม่ลังเล”
กู้เสี่ยวหวานย่อกายและพูดด้วยความเคารพ “คำพูดของใต้เท้าหลู เสี่ยวหวานจะจำไว้
หากวันหน้าเสี่ยวหวานมีเรื่องอะไร ต้องขอรบกวนใต้เท้าแน่นอน”
หลังจากที่ส่งตระกูลหลูเสร็จ กู้เสี่ยวหวานเพิ่งจะหันตัวกลับจู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งมาดังมาจากด้านหลัง “เจ้าใช่เสี่ยวหวานหรือไม่”
กู้เสี่ยวหวานหยุดอยู่ครู่หนึ่งแต่ไม่ได้หันไป จากนั้นก็ยิ้มเยาะที่มุมปาก
ไม่ต้องหันไปมองแค่ได้ยินเสียงนั้นก็เดาออกแล้วว่าเสียงที่มาจากด้านหลังคือใคร
กู้เสี่ยวหวานอมยิ้มหมุนกายกลับไป “ท่านลุงมาแล้ว”
ใบหน้าเย็นเหยียบราวกับน้ำแข็ง รอยยิ้มที่ไม่จริงใจ
“เสี่ยวหวาน ไม่ได้เจอเจ้านานขนาดนี้เจ้าโตเป็นสาวแล้ว” กู้ฉวนลู่รีบก้าวมาข้างหน้าจ้องกู้เสี่ยวหวาน และพูดด้วยความรักเจือความประหลาดใจ “ข้าได้ยินซินเถาบอกว่าตอนนี้เจ้าเป็นอันผิงจวิ้นจู่ระดับสองแล้ว นั่นเป็นเกียรติสูงสุดของตระกูลเรา ควันเขียวผุดจากหลุมฝังศพบรรพบุรุษ*[1] พ่อแม่เจ้ารู้ดีและตายตาหลับแล้ว”
กู้ฉวนลู่จ้องมองกู้เสี่ยวหวานด้วยความรักเหมือนผู้อาวุโสที่เมตตาอ่อนโยน เพียงแต่ความอิจฉาและความโลภภายใต้สายตานั้นมองเห็นได้อย่างชัดเจน
“เสี่ยวหวานตอนนี้เจ้าเลื่อนตำแหน่งขึ้นอย่างรวดเร็ว พี่ชายคนนี้มาพึ่งเจ้า เจ้าห้ามทอดทิ้งพี่ชายคนนี้เด็ดขาดนะ”
กู้จือเหวินมาตามที่อยู่ที่กู้ซินเถาเขียนไว้ ถามคนแล้วคนเล่าจึงหาที่นี่พบ เมื่อครู่ตอนลงรถม้าก็มองเห็นมีคนกลุ่มหนึ่งที่แต่งตัวอย่างงดงามหรูหราเดินออกมาจากในจวน
กลุ่มคนที่ไม่รู้จัก ดูเหมือนเป็นคนครอบครัวเดียวกัน แต่ละคนสวมชุดที่หรูหรา คิดแล้วคงเป็นครอบครัวในตระกูลระดับสูง
และบุคคลคนกลุ่มนั้นเดิมตามมาเหมือนดาวล้อมเดือน และคนผู้นั้นก็คือกู้เสี่ยวหวานลูกพี่ลูกน้องของเขา ทั้งยังสวมชุดฮั่นฝูไม่เจอกันไม่กี่ปีรูปร่างหน้าตาก็เปลี่ยนไปมาก งดงามเหมือนดอกโบตั๋นที่เบ่งบานสะพรั่ง โอ่อ่าหรูหรา สง่าจนทำให้คนไม่สามารถละสายตาได้
เดิมทีเป็นเพียงลูกเป็ดขี้เหร่ไม่เจอกันเพียงไม่กี่ปีก็กลายเป็นหงส์ขาวที่น่าอิจฉาของผู้คน อีกทั้งในตอนนี้ก็ยังมีฐานะที่สูงศักดิ์ ทำให้คนประหลาดใจไม่หยุด
กู้เสี่ยวหวานเห็นกู้จือเหวินประจบประแจงเรียกตนว่าเป็นพี่ชาย ต้องรู้ว่าก่อนหน้านั้นตอนที่นางเข้าใกล้เขาเพียงเล็กน้อย เขาก็แสดงสีหน้าท่าทางที่รังเกียจ
เมื่อเห็นกู้เสี่ยวหวานมีรอยยิ้มที่ห่างเหินและไม่พูดไม่จา กู้ฉวนลู่เกรงว่ากู้เสี่ยวหวานจะไม่ตกลงจึงรีบพูดขึ้น “เสี่ยวหวาน ครั้งนี้พี่ชายเจ้าต้องสอบเข้าวังได้แน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นพี่ชายเจ้าก็จะได้ดำรงตำแหน่งอยู่เมืองหลวง ถึงเวลานั้นเจ้าช่วยพี่ชายเจ้าได้ เมื่อพี่ชายเจ้าตั้งมั่นยืนหยัดได้แล้ว ในอนาคตพี่ชายเจ้าจะเป็นคนสนับสนุนเจ้า แน่นอนว่าเด็กผู้หญิงยังไงก็ยังต้องพึ่งพาครอบครัวถูกหรือไม่”
กู้เสี่ยวหวานยิ้ม “ท่านลุง ท่านแม่คลอดน้องชายให้ข้าเพียงสองคนเท่านั้น ไม่ได้คลอดพี่ชายให้ข้า ไม่รู้ว่าพี่ชายที่ท่านลุงพูดถึงคือใครกัน?”
“เจ้า…” กู้ฉวนลู่ถูกกู้เสี่ยวหวานย้อนจนเสียหน้าจนพูดไม่ออก เขารู้สึกอับอายแต่ไม่กล้าแสดงสีหน้าออกมา “เสี่ยวหวาน เจ้าพูดอะไร เขาก็พี่ชายเจ้าเหมือนกัน ต้องรู้ว่าครอบครัวเราสายเลือดเดียวกัน เจ้าช่วยคนอื่นก็ไม่สู้ช่วยพี่ชายเจ้าหากพี่ชายเจ้าได้ดี ต่อไปเจ้าก็ได้ดีไปด้วยไม่ใช่หรือ!”
นั่นไม่แน่นอน!
กู้เสี่ยวหวานเม้มปากไม่แน่ว่าหลังจากพวกเจ้าได้ดีแล้วก็จะเตะข้าออกมา
“ครั้งนี้ถ้าพี่ชายเจ้าเข้าวังแล้ว ก็จะสามารถหาตำแหน่งหนึ่งได้ ถึงตอนนั้นเจ้าก็คอยช่วยอยู่ข้าง ๆ พี่ชายเจ้าหน่อย ให้พี่ชายเจ้าได้เลื่อนขั้นโดยเร็ว ถึงตอนนั้นยังจะมีใครในต้าชิงที่กล้ารังแกเจ้าอีก” กู้ฉวนลู่พูดอย่างภาคภูมิใจ
เขามองไปที่กู้จือเหวินอย่างภาคภูมิใจ ท่าทางที่ภาคภูมิใจราวกับว่าได้เป็นขุนนางระดับสูง
และทั้งครอบครัวได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว
กู้จือเหวินเอามือไพล่หลัง และมีสีหน้าที่มุ่งมั่นต้องการชนะ
รายชื่อนี้ปีหน้าถึงจะถูกประกาศ พวกเขาเอาความมั่นใจมาจากที่ใดว่าสอบเข้าวังได้อย่างแน่นอน
ฟานจินยังสอบถึงห้าครั้ง!
กู้จือเหวินเพียงอาศัยความรู้ที่มีเล็กน้อย เป็นแค่ผู้ชายที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองในตัวเอง คนเช่นนี้สอบเข้าวังได้ เกรงว่าคนที่สอบรอบนี้คงผ่านเข้ารอบหมด
กู้เสี่ยวหวานไม่ถือสา และพร้อมจะทิ่มแทงความฝันของเขาราวกับฟองอากาศ
[1] ผู้มีความดีความชอบหรือเป็นขุนนางใหญ่ แต่ก็เป็นเรื่องให้ถูกว่าร้ายถากถาง มีคำครหาไม่น่าเชื่อถือ