ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1784 ไสหัวไปซะ
บทที่ 1784 ไสหัวไปซะ
“ท่านลุง ถ้าหากว่าฝ่าบาทกับไทเฮารังแกข้า พี่จือเหวินจะยืนหยัดเพื่อข้าหรือไม่” กู้เสี่ยวหวานจ้องมองกู้ฉวนลู่และจินตนาการอย่างภาคภูมิใจ
กู้ฉวนลู่ได้ยินคำนี้สีหน้าก็ซีดลงทันที “นี่…เสี่ยวหวาน ฝ่าบาท ไทเฮา… พวกเขา…”
เป็นไปได้อย่างไร?
กู้ฉวนลู่อ้ำอึ้งจนพูดไม่ออก คำสาบานที่น่าเชื่อถือในเมื่อครู่ก็เหมือนฟองอากาศขึ้นมาทันทีที่แค่ถูก็แตกสลาย
กู้เสี่ยวหวานก็ขี้เกียจที่จะไกล่เกลี่ยกับพวกเขาและในขณะที่จะเอ่ยปากพูดก็ได้ยินเสียงหนึ่งมากจากด้านหลัง “สามี จือเหวินลูกข้า พวกเจ้ามาแล้ว…”
ต่อจากนั้นยังมีอีกคน…
“ท่านพ่อ ท่านพี่ในที่สุดพวกท่านก็มาแล้ว…”
เมื่อกู้ซินเถาและซุนซื่อสองแม่ลูกได้รับข่าวว่าเดินทางมาถึงสวนชิงเรียบร้อย
เมื่อมองสิ่งของที่คนขับนำลงมาจากรถม้ากล่องแล้วกล่องเล่า หน้ากู้เสี่ยวหวานก็อึมครึมขึ้นมาทันที
“ท่านลุง ท่านป้าพวกท่านมีใครบอกข้าได้อย่างชัดเจนหรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น” กู้เสี่ยวหวานพูดด้วยสีหน้าเย็นชา “ท่านป้า ท่านหาบ้านได้แล้วใช่หรือไม่ นี่ท่านจะย้ายไปที่นั่นใช่หรือไม่”
คนสองคนนี้เห็นสวนชิงเป็นโรงเตี๊ยมให้พวกเขาพักโดยไม่เสียเงินหรืออย่างไร?
ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก แม้แต่สามีก็ยังพามา ดูจากท่าทางนี้แล้วคงย้ายเข้ามาอยู่ในสวนชิง
ย้ายไป?
ย้ายไปที่ใด?
นี่มันจะย้ายเข้ามาต่างหาก!
ซุนซื่อยิ้มด้วยความอาย “เสี่ยวหวาน พวกเราเข้าไปคุยข้างในเถอะ ข้างนอกมีผู้คนมากมาย หากผู้ใดเห็นเข้าจะดูไม่ดี” พูดจบก็ดึงกู้ฉวนลู่กับกู้จือเหวินเข้าไปในสวนชิง
กล่องที่คนขับรถย้ายอยู่ก็เอาตามเข้าไปด้วย
ซุนซื่อและคนอื่น ๆ ถูกขวางไว้ สีหน้าพลันบิดเบี้ยวหน้ารังเกียจ
ในมือโค่วไห่กับอาโม่ยังถือดาบเล่มคมกริบไว้ ยืนอยู่หน้าประตูอย่างโหดร้าย ท่าทางเช่นนั้นทำให้ซุนซื่อหวาดกลัวจนมือสั่น
แม้แต่คำที่พูดออกมาก็ยังติดขัด “เสี่ยว…เสี่ยวหวาน ลุงใหญ่กับพี่ใหญ่เจ้า…กลับมา เดินทางมาเหนื่อย ๆ ให้พวกเขาพักผ่อนก่อน ค่อยคุยกันเถอะ!”
เกรงว่าพักผ่อนสักครู่จะกลายเป็นพักผ่อนตลอดชีวิตนะสิ
หากกู้เสี่ยวหวานไม่ลืม ในปีนั้นบ้านหลังเก่าของตระกูลกู้ก็ถูกครอบครัวใหญ่เอารัดเอาเปรียบ พวกเขาคงรู้สึกว่าถ้าเข้ามาอาศัยอยู่แล้ว ต้องมีสักวันที่มันจะกลายเป็นของพวกเขาหรือ
เข้าครอบครองบ้านหรือที่ดินของผู้อื่นโดยพลการ เรื่องนี้ครอบครัวใหญ่ตระกูลกู้ทำได้ลื่นไหลมาก
กู้เสี่ยวหวานยิ้มเยาะเย้ยไม่สนใจคำวิงวอนของซุนซื่อ “ป้าสะใภ้ใหญ่ตอนนั้นที่ข้าให้ท่านอยู่ เพราะท่านก็ตบหน้าอกรับปากข้าว่าถ้าท่านลุงกับพี่ชายมาเมืองหลวงแล้ว
ท่านก็จะย้ายออกไป ข้าจำไม่ผิดใช่หรือไม่?”
ซุนซื่อถูกกู้เสี่ยวหวานหยุดไว้จนสีหน้าแดงก่ำ “เสี่ยวหวาน ลุงใหญ่กับพี่ชายเจ้าพวกเขาเดินทางมาไกลกว่าจะถึงเมืองหลวง ตอนนี่พวกเขาเพิ่งมากถึง เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางตะลอน ๆ แม้แต่หน้าก็ยังไม่ได้ล้าง เจ้าก็เห็นแก่พวกเราที่เป็นครอบครัวเดียวกัน ให้ลุงใหญ่กับพี่ชายเจ้าพักผ่อนสักสองวันก่อน”
ครอบครัวเดียวกัน?
หากกู้เสี่ยวหวานจำไม่ผิด ตอนนั้นพวกเขาเกือบทำให้นางถูกตั้งข้อหาว่าฆ่าเหมียวเอ้อร์ ผู้ที่แย่งชิงที่ดินของนางและขโมยคะแนนของหนิงอัน ทำให้หนิงอันสอบตก ล้วนถูกกระทำโดยคนพวกนี้ที่เรียกตนเองว่าครอบครัวเดียวกัน
นี่คือสิ่งที่ครอบครัวเดียวกันควรทำหรือ
ตอนนี้กู้ฉวนลู่พูดด้วยสีหน้าที่ลำบากใจ “เสี่ยวหวาน ก่อนหน้านี้พวกข้าผิดไปแล้ว ได้ทำเรื่องที่ผิดต่อเจ้าไป ผู้ใหญ่ไม่ถือสาเด็ก ยังหวังว่าเจ้าจะปล่อยให้เรื่องในอดีตผ่านไป”
กู้เสี่ยวหวานหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา “ท่านลุง ข้าไม่ใช่ผู้ใหญ่อะไร ข้าเป็นเพียงหญิงสาวตัวเล็ก ๆ เพียงแต่ครอบครัวท่านลุงกับท่านป้าดูแลข้าดีเช่นนี้ จะให้ข้าไม่ดูแลท่านลุงท่านป้าให้ดีได้อย่างไรล่ะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ กู้ฉวนลู่กับซุนซื่อก็มองหน้ากันอย่างมีความสุข
พูดจารวบรัดสั้น ๆ ก็เกลี้ยกล่อมกู้เสี่ยวหวานได้แล้ว
เพียงแต่หลังจากนั้น กู้เสี่ยวหวานพูดคำหนึ่งออกมาที่ทำให้พวกเขามีสีหน้าบิดเบี้ยว!
“อาจั่ว โค่วตัน ไปเอาสัมภาระของท่านป้ากับพี่สาวที่เก็บเรียบร้อยแล้ว และส่งพวกนางออกไป!” กู้เสี่ยวหวานเอ่ยเสียงดัง จากนั้นก็มองครอบครัวกู้ซินเถาที่ยืนหน้าดำหน้าแดงและพูดด้วยรอยยิ้ม “ดูข้าสิดีกับพวกท่านหรือไม่ แม้แต่สัมภาระก็ยังช่วยพวกท่านเก็บเรียบร้อยแล้ว”
กู้เสี่ยวหวานหัวเราะ “นี่เป็นสวนที่ข้าเช่า เป็นที่ที่ข้าต้องจ่ายเงินเพื่ออยู่อาศัย เหตุใดยังต้องให้พวกท่านเข้ามาอยู่ พวกท่านสองแม่ลูกบอกว่าไม่มีที่พัก ข้าก็ให้พวกท่านอยู่ที่นี่ ข้าคิดว่าพวกท่านสองแม่ลูกอยู่ข้างนอกแล้วจะไม่สะดวก ข้าจึงเมตตารักษาสัจจะจนถึงที่สุดและให้พวกเจ้ามาอยู่เป็นเวลานาน ตอนนี้ครอบครัวของพวกท่านก็มาแล้ว ถึงเวลาทำตามสัญญาที่เคยพูดไว้แล้ว ทำไม คิดว่าสวนชิงน่าอยู่จึงวางแผนไม่ไปแล้วหรือ หากพวกท่านวางแผนที่จะอยู่ต่อก็จะเป็นการเข้าครอบครองบ้านหรือที่ดินของผู้อื่นโดยพลการอีกครั้ง นี่คงเป็นสิ่งที่พวกท่านชำนาญที่สุดสินะ”
สีหน้ากู้เสี่ยวหวานเรียบนิ่งมาโดยตลอด เวลาที่พูดยังมีรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้า
เพียงแต่รอยยิ้มบนใบหน้านั้นราวกับน้ำแข็ง อย่าพูดถึงดวงตายิ่งดำเหมือนหยกที่ไม่มีอุณหภูมิชิ้นหนึ่งราวกับกำลังเปล่งแสงออกมาทำให้คนประหลาดใจ
“เจ้า…กู้เสี่ยวหวาน เจ้าอย่านึกว่าเจ้าเป็นจวิ้นจู่แล้วตัวเองจะมีอำนาจ ข้าจะบอกเจ้าให้ฟัง ในใจเจ้ายังไงก็เป็นสาวนาที่ต่ำต้อยเป็นสาวนาตลอดชีวิต เปลี่ยนยังไงก็เปลี่ยนไม่ได้” เมื่อกู้ซินเถาเห็นกู้เสี่ยวหวานพูดเช่นนี้กับพวกนาง จึงตอบกลับไปอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย และจ้องกู้เสี่ยวหวานอย่างดุร้ายราวกับว่าจะกินนางทั้งเป็น
กู้ฉวนลู่ใบหน้าบิดเบี้ยวไม่น่ามอง จ้องกู้เสี่ยวหวานอย่างโหดเหี้ยม
กู้เสี่ยวหวานไม่ได้ใส่ใจคำพูดของกู้ซินเถา ในตอนนี้โค่วตันกับอาจั่วเอาสัมภาระของกู้ซินเถากับซุนซื่อออกมาที่นี่แล้วพูดขึ้น “คุณหนู สัมภาระของพวกนางก็อยู่ที่นี่แล้ว แต่ในห้องขาดพระพุทธรูปหยกขาวหนึ่งองค์และจานฝนหมึกหนึ่งใบ”
กู้ซินเถาได้ยินก็ตำหนิ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าหมายความว่าพวกข้าเอาไปงั้นหรือ?”
ซุนซื่อรีบอธิบาย “เสี่ยวหวาน พวกข้าไม่ได้เอาของไปจริง ๆ พวกข้าไม่ได้เอาไป พวกข้าไม่ได้เอาอะไรไปเลย”
“พวกท่านบอกไม่ได้เอาไป ไม่แน่ว่าคงถูกพวกเจ้าทุบแตกไปแล้ว” โค่วตันพูดขึ้นอย่างสงสัย “พระพุทธรูปหยกขาวกับจานฝนหมึกนั้นเป็นของที่มีคุณค่ายิ่งนัก หายไปอย่างไร้ร่องลอยหรือว่าแม้แต่คำอธิบายก็ไม่มีเลยหรือ”
“กู้เสี่ยวหวานเจ้าหมายความว่าอย่างไร สาวใช้ทั้งสองคนก็กล้าพูดเช่นนี้กับข้า ไม่รู้จักเด็กผู้ใหญ่ ไม่มีสัมมาคารวะ นี่คือสาวใช้ที่เจ้าสั่งสอนมางั้นหรือ ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์อะไรเลย” กู้ซินเถาตะคอกขึ้นอย่างโกรธเคือง
นางจ้องมองกู้เสี่ยวหวานด้วยดวงตาแดงก่ำ สาวใช้ทั้งสองคนนั้นใจกล้าหาญมากที่กล้าพูดเช่นนี้กับข้า
“นี่เป็นสาวใช้ของข้าจะมีหรือไม่มีมารยาทข้าเป็นคนตัดสิน ท่านพี่ เจ้ามีฐานะอะไรกล้าตะคอกเสียงดังกับสาวใช้ของข้า” กู้เสี่ยวหวานไม่แม้แต่จะไว้หน้ากู้ซินเถา
นางโกรธอีกฝ่ายจนหน้าดำคล้ำเขียว
นางรู้ว่าควรพูดอย่างไร ดูเหมือนกู้เสี่ยวหวานในวันนี้ตั้งใจและตัดสินไว้แล้วว่าจะไล่พวกข้าออกไปให้ได้
ซุนซื่อยังคงโน้มน้าวต่อด้วยสีหน้าน่าสงสารและเศร้าสร้อย “เสี่ยวหวาน พวกข้าอยู่เมืองหลวงแห่งนี้ไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ลุงใหญ่กับพี่ชายเจ้าเพิ่งมาถึง ไม่รู้เรื่องอะไร เจ้าจะให้พวกข้าไปที่ใด เจ้าก็มีเมตตาให้พวกข้าอยู่อีกสองสามวันได้หรือไม่
รอลุงใหญ่เจ้าหาที่พักได้แล้วพวกข้าจะรีบไป จะไปทันที”
ซุนซื่อขอร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า และคิดกู้เสี่ยวหวานจะเปลี่ยนใจต่อคำวิงวอนของเขา
แต่นางในตอนนี้เก็บไว้เพียงร่างกายเจ้าของเดิม แต่จิตวิญญาณและความคิดล้วนเป็นของกู้เสี่ยวหวานคนใหม่
สำหรับครอบครัวใหญ่หากพวกเขาไม่ได้ทำเรื่องอะไรที่ชั่วร้าย กู้เสี่ยวหวานก็ทำกับพวกเขาเหมือนคนแปลกหน้าทั่วไป
แต่พวกเขาดันมาในตอนที่นางไม่สามารถพอที่จะช่วยเหลือได้ และยังท้าทายความอดทน ล้ำเส้นนางครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งนี้ยังหน้าด้านมาขอให้อภัยให้พวกเขาอยู่ต่อ
พวกนางนึกว่าตนเองเป็นเทพเจ้าจริง ๆ หรือ
อย่าพูดถึงอันผิงจวิ้นจู่ในตอนนี้เลย แม้แต่กู้เสี่ยวหวานที่เพิ่งมาถึงยังต้องมาเผชิญหน้ากับญาติที่น่าขยะแขยงกลุ่มนี้ นางสามารถไล่พวกเขาออกไปได้โดยไม่ลังเลเลย
“ท่านป้า ท่านยังพอมีเวลา รีบถือโอกาสนี้ไปหาที่พักใหม่ก่อนพระอาทิตย์ตกเถอะ” หลังจากกู้เสี่ยวหวานยิ้มเยาะก็ไม่แม้แต่จะสนใจและหันหลัง จากนั้นก็เดินเข้าไปสวนชิงทีละก้าว
“เสี่ยวหวาน เจ้าจะใจร้ายแบบนี้ไม่ได้นะ” ซุนซื่อกำลังจะพูดอะไรบางอย่างต่ออีก แต่ถูกกู้ฉวนลู่ดึงออกมาอย่างแรง
เมื่อถูกดึงออกมาอย่างแรง คำพูดซุนซื่อก็ติดอยู่ในลำคอ จ้องไปที่กู้ฉวนลู่ก็เห็นสีหน้าเขาดำมืดเหมือนก้นหม้อ
จึงตะคอกด้วยความโกรธ “ยังจะพูดอะไรอีก คนเขาพูดเช่นนี้ เจ้ายังจะร้องขอนางทำไม”