ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1798 อีกโลกหนึ่ง
บทที่ 1798 อีกโลกหนึ่ง
“ลุงติง ตอนนี้พวกเราถึงไหนกันแล้ว?” กู้เสี่ยวหวานขมวดคิ้วถาม
“ตอนนี้พวกเราออกจากเขตของต้าชิงแล้ว อีกทั้งพวกเราเพิ่งมาจากถนนใหญ่แล้วเดินมาได้ครึ่งชั่วยาม ที่นี่…. ข้าเองก็ไม่เคยมาเช่นกัน!” ติงลุ่นตอบอย่างจริงจัง
ป่าทึบนี้เหมือนกับมีอาคมอย่างไรอย่างนั้น เขาเคยมาที่นี่มาก่อน แต่เนื่องจากที่นี่มีหมอกและควันพิษอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง ทหารหลายคนที่มาที่นี่ไม่ถูกงูพิษก็ถูกสัตว์ร้ายกัดจนตาย สำหรับที่นี่พวกเขาได้แต่หลบเลี่ยงเท่านั้น
ถ้าหากไม่ใช่เป็นเพราะเขาต้องการล่าเนื้อกระต่ายกิน ก็เกรงว่าคงจะไม่วิ่งมาในป่าทึบนี้
คิดไม่ถึงว่าฤดูหนาวในป่าทึบนี้จะไร้สิ่งกีดขวาง หมอกที่ในอดีตไม่สามารถมองเห็นได้แม้คนจะอยู่ใกล้กัน คราวนี้กลับมองทะลุปรุโปร่งได้ในปราดเดียวราวกับเป็นปาฏิหาริย์จริง ๆ!
ผู้ใดจะไปคิดว่าที่นี่แท้จริงแล้วยังจะมีอีกโลกหนึ่ง คาดไม่ถึงว่าจะมีชาวบ้านจำนวนมากอาศัยอยู่ที่นี่
เด็กน้อยวัยกลางคนที่เมื่อครู่ยังตะโกนคร่ำครวญว่าไม่มีเนื้อกิน กลายเป็นลุงวัยกลางคนที่ฉลาดขึ้นทันที การเปลี่ยนแปลงนี้รวดเร็วมาก!
กู้เสี่ยวหวานเหลือบมองติงลุ่นที่กำลังขมวดคิ้วแน่นอยู่ตอนนี้ ท่าทางในตอนนี้กลับเหมือนผู้ที่เป็นเสนาธิการ
กู้เสี่ยวหวานเดินตรงไปข้างหน้าสองก้าว อาโม่และอาจั่วที่อยู่ด้านข้างเห็นเข้าก็รีบดึงแขนเสื้อนางไว้ทันที พูดอย่างกังวลว่า “แม่นาง อย่าไป!”
กู้เสี่ยวหวานยิ้มพลางพูดว่า “ไม่เป็นไร พวกเขาเป็นคนธรรมดา มีพวกเจ้าอยู่ข้างๆพวกเขาทำร้ายข้าไม่ได้หรอก!”
หากบอกว่าทำร้าย ชาวบ้านเหล่านี้ยังกลัวว่าพวกนางจะทำร้ายพวกเขาเสียมากกว่า!
มีแต่ต้องถามผู้คนเหล่านี้เท่านั้น จึงจะรู้เหตุว่าใดพวกคนเหล่านี้ถึงได้หวาดกลัวตัวเองมากขนาดนี้!
“คุณหนู พวกเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ ที่นี่มีอะไรแปลก ๆ!” โค่วตันที่อยู่ด้านข้างเองก็พูด
พอเห็นท่าทางเป็นกังวลของหญิงสาว ติงลุ่นจึงฉวยโอกาสขึ้นมา “กลัวอะไร ข้ายังไม่ได้กินเนื้อเลยนะ! ไม่รู้ว่าบ้านผู้ใดจะมีเนื้อกระต่ายบ้าง ข้าจะเอาเงินมาแลกกับเขา!”
พูดจบตัวเองก็เดินตรงเข้าไปข้างในคนเดียว ตะโกนเสียงดังลั่นว่า “พวกข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย พวกข้ามาแลกเปลี่ยนอาหาร แลกเปลี่ยนเสร็จพวกข้าก็จะออกเดินทางกันแล้ว!”
ไม่มีผู้ใดสนใจเขา!
และยังมองดูตรงหน้าต่าง
ติงลุ่นตระโกนอีกครั้งว่า “พวกเจ้าคนใดมีกระต่ายหรือไก่อยู่ในบ้านบ้าง ข้าจะเอาเงินมาแลกกับพวกเจ้า!”
ไม่มีผู้ใดสนใจ
“เยี่ยมเลย ไม่มีกันเลยรึ!” ติงลุ่นสีหน้าเขียวคล้ำ เขาหาหมู่บ้านที่มีเนื้อกินได้ยาก แต่ชาวบ้านพวกนั้นกลับเอาแต่หลบเลี่ยงราวกับโรคระบาด นี่ยังจะกินเนื้อได้อย่างไรกัน
“เอาล่ะ พวกเจ้าจะไม่ออกมากันใช่หรือไม่? ผู้ใดจะออกมาแลกเปลี่ยน ไก่หนึ่งตัวข้าจ่ายห้าตำลึง กระต่ายหนึ่งตัวข้าจ่ายสิบตำลึง!”
สวรรค์ ไก่ตัวใหญ่ที่สุดตัวหนึ่งก็ประมาณแค่ห้าหกจิน ตัวหนึ่งก็ให้ห้าตำลึงเชียว? ยังมีกระต่ายอีก หนึ่งตัวได้สิบตำลึง?
พวกชาวบ้านที่ซ่อนตัวอยู่ในบ้านได้ยินเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนที่ดึงดูดใจ แต่ละคนก็รู้สึกหวั่นไหวแล้ว
แต่ว่ากลุ่มคนตรงหน้ามองดูแล้วไม่ทราบที่มา จึงไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้าไปด้วยกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันเมื่อไม่นานมานี้อีก
ถ้าให้รางวัลอย่างงามย่อมต้องมีผู้กล้าออกมา ทันทีนั้นก็มีคนเดินออกมาอย่างระมัดระวัง ท่าทางเหมือนกับลูกศรบนคันธนูที่สามารถวิ่งหนีได้ตลอดเวลา
“เจ้า…ที่เจ้าพูดนั่นจริงรึ? ไก่หนึ่งตัวได้ห้าตำลึง กระต่ายหนึ่งตัวได้สิบตำลึง?” คนผู้นั้นมองติงลุ่นและถามอย่างไม่เชื่อ
“เหลวไหล สิ่งที่ข้าพูดก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป มีเหตุผลให้เก็บกลับคืนมาเสียที่ไหนกัน!” ติงลุ่นตระโกนเสียงดัง ด้วยมาดท่าทางที่ดุร้าย
ไม่ง่ายเลยที่พวกชาวบ้านจะโผล่หัวออกมา พอเห็นท่าทางดุร้ายของติงลุ่น ด้วยความหวาดกลัวจึงหดตัวรีบกลับไปซ่อน
เฉินเหมิ่งเห็นเข้าก็ตะโกนว่า “เหล่าติง เจ้าเสียงดังจนคนตกใจหวาดกลัวกันหมดแล้ว!”
ติงลุ่นพูดอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรมว่า “บอกว่าชินแล้วไง! นี่ไม่ใช่ว่าข้าแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วหรอกหรือ?”
เมื่อเห็นติงลุ่นทีบางครั้งก็สุขุมใจเย็น บางครั้งท่าทางก็เหมือนเด็กซุกซน ไม่รู้ว่าคนผู้นี้แท้จริงแล้วมีความสามารถอะไรจึงได้รับความโปรดปรานจากแม่ทัพถาน
กู้เสี่ยวหวานก้าวไปข้างหน้าและพูดด้วยเสียงหนักแน่นว่า “ชาวบ้านทุกท่าน พวกเจ้าไม่ต้องกลัว พวกข้าผ่านมาทางนี้ เนื่องจากเดินทางติดต่อกันหลายวัน เสบียงอาหารจึงใกล้จะหมดแล้ว พวกข้าพบที่นี่เพียงแค่ต้องการซื้อเสบียงอาหารพวกท่านเท่านั้น พวกข้าไม่ได้มีเจตานาร้าย!”
“ซื้อเสบียงอาหาร? เจ้าโกหกผู้ใดกัน?” เมื่อเห็นว่าเป็นหญิงสาวที่หน้าตางดงามบอบบางที่มา จึงมีคนใจกล้าพูดขึ้นว่า “สถานที่นี้ของพวกข้าเป็นที่ที่ต้าชิงและหนานหลิงไม่เคยสนใจ พวกเราเป็นกลุ่มชาวบ้านที่ไม่มีผู้ใดดูแล ไม่ว่าจะเป็นต้าชิงหรือหนานหลิง เมื่อพบข้าที่นี่ก็เผาฆ่าปล้นสะดม พวกข้าเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ ไม่สนใจหรอก! เจ้าอยากฆ่าแกงพวกเราจะยังมีผู้ใดแก้แค้นแทนพวกเราอีก!”
“พวกเจ้าสบายใจได้ พวกข้าแค่มาแลกเสบียงอาหารจริง ๆ!” กู้เสี่ยวหวานเห็นคนเหล่านี้ไม่เชื่อ จึงรู้ว่าที่นี่ต้องเคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่นอนทำให้คนเหล่านี้หวาดกลัวเช่นนี้ จึงหยิบถุงเงินใบหนึ่งออกมาอย่างไม่รีบร้อนแล้วหยิบเงินข้างในออกมา “พวกเจ้าดูสิ นี่เป็นเงินที่ข้านำมา พวกข้าแค่เอาเงินมาแลกเสบียงอาหารของพวกเจ้าเท่านั้น แลกเสร็จแล้วพวกข้าก็ไป! พวกเจ้าวางใจได้!”
ติงลุ่นและเฉินเหมิ่งที่อยู่ข้าง ๆ ก็หยิบกล่องอาหารและของอื่น ๆ ออกมาจากรถม้า เฉินเหมิ่งก็พูดคล้อยตามว่า “ทุกท่านวางใจได้ พวกข้าแค่มาแลกเสบียงอาหารเท่านั้นจริง ๆ!”
ติงลุ่นยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง เฉินเหมิ่งที่อยู่ด้านข้างก็รีบบิดเขาทันที “เจ้าหุบปากเลยนะ ท่าทางเจ้าทำให้คนตกใจกลัวอีกจะทำอย่างไร!”
ติงลุ่นแยกเขี้ยวยิงฟัน ชายวัยกลางคนแสดงสีหน้าท่าทางที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมออกมา แล้วมองเฉินเหมิ่งอย่างคับแค้นใจพลางกัดริมฝีปากไม่พูด
ชาวบ้านเหล่านั้นซ่อนตัวอยู่หลังประตูหรือหน้าต่างรอคอยการเคลื่อนไหว ในที่สุดก็มีคนเดินออกมา ในมือถือไก่มาสองตัวเดินไปทางกู้เสี่ยวหวานอย่างสั่นเทา เวลาเดินขาข้างหนึ่งสูงอีกข้างหนึ่งต่ำเหมือนเดินกะโผลกกะเผลกเล็กน้อย “พะ…พวกเจ้า…ต้องการแค่เสบียงจริงหรือ? ข้ามีไก่นี่ จะ…เจ้าเอาเงินให้ข้า!”
เฉินเหมิ่งเห็นจึงจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อให้เงิน กู้เสี่ยวหวานจึงห้ามเขาเอาไว้ “ข้าไปเอง ข้าเป็นสตรี เขาคิดว่าข้าคงไม่ทำร้ายอะไรเขา!”
อาจั่วและโค่วตันได้ยิน จึงติดตามอยู่ข้างกายกู้เสี่ยวหวานอย่างกังวล ถึงแม้ว่าในมือจะไม่มีกระบี่ แต่มือกลับจับกระบี่อ่อนที่อยู่บนร่างกายไว้ตลอด เพื่อปกป้องความปลอดภัยของกู้เสี่ยวหวาน
กู้เสี่ยวหวานหยิบเงินสิบตำลึงแล้วก้าวไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว ห่างจากคนคนนั้นไม่กี่ก้าว กู้เสี่ยวหวานยื่นเงินที่อยู่ในมือออก “ตามที่รับปาก ให้เจ้า!”