ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1799 หุบเขาแห่งความสำนึกผิด
บทที่ 1799 หุบเขาแห่งความสำนึกผิด
ทันทีที่ชาวบ้านนั้นเห็นเงินก็มีสีหน้าดีใจ มือหนึ่งยื่นส่งไก่ให้ มือหนึ่งยื่นไปรับเงิน
เมื่อแลกเปลี่ยนไก่สองตัวแล้ว ติงลุ่นเห็นก็มีความสุข ตบต้นขาหัวเราะฮ่า ๆ เสียงดังขึ้นมา “ฮ่า ๆ กลางวันนี้มีเนื้อกินแล้ว!”
เฉินเหมิ่งเห็นว่าคนคนนี้บ้าขึ้นมาอีกแล้วจึงทุบเขา ติงลุ่นถูกทุบก็ได้แต่โกรธในใจแต่ไม่กล้าพูด จำต้องยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยความคับข้องใจ “ข้าแค่อยากกินเนื้อสักมื้อก็เท่านั้นเอง! พวกเจ้าเคยกินกันแล้ว ข้ายังไม่ได้กินเลย!”
คนผู้นี้ยังมีอารมณ์มานึกถึงเนื้อย่างของแม่นางอีก!
เฉินเหมิ่งส่ายหัวยิ้มขมขื่นอย่างจนใจ
ครั้งก่อนย่างเนื้อกระต่ายกินได้เสียที่ไหน แม้แต่แม่นางก็ยังไม่มีวิธีแก้ไข จึงได้แต่ต้องโยนทิ้งไปแล้ว
ช่วงหลายวันนี้คิดจะจับกระต่ายก็จับไม่ได้ ไก่ป่าก็จับไม่ได้ ได้แต่กินเสบียงอาหารไปตั้งหลายวัน สายตาตะกละของติงลุ่นกลายเป็นสีเขียวไปนานแล้ว คราวนี้ได้เห็นไก่ก็ลิงโลดดีใจเป็นเรื่องปกติ
ชาวบ้านที่ซ่อนตัวอยู่เห็นว่ามีคนมาแลกเปลี่ยนและได้เป็นเงินจริง ๆ เมื่อลองมองคนที่ท่าทางดุร้ายเมื่อครู่นี้อีกครั้ง ท่าทางที่ลิงโลดเหมือนเด็กน้อยได้กินเนื้อ ต่างก็รู้สึกว่าคนเหล่านี้ดูเหมือนจะมาแลกเนื้อกินกันจริง ๆ!
อยู่กันมาสักพักแล้ว คนเหล่านี้ก็ไม่มีทีท่าจะทำอะไรจึงวางใจ
พากันเดินออกมาทีละคน ในมือถือไก่หรือไม่ก็ถือกระต่ายหลายสิบตัว
กู้เสี่ยวหวานเห็นว่าเยอะขนาดนี้ ดวงตาก็เริ่มหรี่แล้ว
ตั้งมากมายขนาดนี้ก็ต้องแลกเปลี่ยนทั้งหมดหรือ?
ส่วนติงลุ่นนั้นยืนหัวเราะฮิ ๆ ฮ่า ๆ อยู่ในกลุ่มคน มือหนึ่งจ่ายเงิน อีกมือหนึ่งส่งของดูยุ่งวุ่นวายมาก
และในนั้นก็มีชายชราผู้หนึ่งยืนอยู่หลังกลุ่มผู้คน ท่าทางนั้นดูน่าเคารพนับถือเหมือนว่าเป็นท่านผู้เฒ่าของที่นี่
เห็นเพียงชรายืนอยู่ตรงนั้นจ้องมองไปที่คนนอกด้วยสีหน้าระแวดระวัง นอกจากนี้เขายังขมวดคิ้วแน่นเหมือนรู้สึกว่าเหลือจะเชื่อ!
กู้เสี่ยวหวานและเฉินเหมิ่งสบตากัน ทั้งสองก้าวไปข้างหน้า
“ท่านผู้เฒ่า ขอถามหน่อยว่าสถานที่นี้คือที่ใด?” เฉินเหมิ่งเอ่ยถามก่อน ที่นี่เขายังไม่เคยมาจริง ๆ และยิ่งไม่รู้ว่าในป่าทึบนี้ยังมีผู้คนอาศัยอยู่ตั้งมากมายขนาดนี้!
หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ที่เชิงเขาที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาทั้งสามด้าน ข้างหน้ายังเป็นป่าที่หนาทึบและหมอกหนาทึบปกคลุมเต็มไปหมด ตอนนี้เป็นฤดูหนาวงูพิษและสัตว์อื่น ๆ ใช้ชีวิตได้อยากลำบาก ถ้าหากว่าเป็นเวลาอื่นจะหาหมู่บ้านนี้ให้เจอ เกรงว่าเส้นทางคงจะไม่ง่ายดายนัก!
คนเหล่านี้สามารถอาศัยอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน?
ชายชราคนนั้นเหลือบมองร่างกายเฉินเหมิ่งและกู้เสี่ยวหวาน ดวงตาที่ขุ่นมัวก็เป็นประกาย!
“พวกเจ้าเข้ามากันได้อย่างไรกัน? ด้านนอกนี่เต็มไปด้วยหมอกและควันพิษ พวกเจ้าเดินเข้ามาได้อย่างไร?” ชายชรานั้นถามอย่างระแวดระวัง
“พวกข้าก็เดินเข้ามากันเช่นนี้นี่แหละ!” เฉินเหมิ่งพูด “ในป่าทึบนี้ไม่มีหมอกเลยสักนิดเดียว แค่มองปราดเดียวก็เห็นทางที่อยู่ข้างหน้าแล้ว พวกข้าเข้ามากันได้โดยไม่มีอุปสรรคใดเลย!”
ใบหน้าของชายชรานั้นเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ แต่ว่าคนเหล่านี้เดินเข้ามากันอย่างสะอาดเรียบร้อยและยังกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา ไม่เหมือนว่าโดนลมและคลื่นซัดซาดที่ด้านนอกนั้นเลย
แต่ว่าเขาก็อดไม่ได้ที่จะไม่เชื่อ!
ชายชราลูบเคราพลางมองกู้เสี่ยวหวานที่อยู่ข้าง ๆ เฉินเหมิ่ง ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความลึกล้ำ “พวกเจ้าเป็นคนของทางการหรือ?”
สายตาของชายชรานั้นมองดูใบหน้าของกู้เสี่ยวหวานอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ แววตาที่ขุ่นมัวมีความแปลกประหลาดใจพาดผ่าน แต่ในไม่ช้าก็กลับมาเป็นปกติ
เฉินเหมิ่งและกู้เสี่ยวหวานกำลังมองดูชาวบ้านพวกนั้นอย่างยินดี จึงไม่พบความผิดแปลกของชายชราเลย
เฉินเหมิ่งส่ายหัว “พวกเราเป็นเพียงแค่คนเดินทางธรรมดา! อยากไปทำกิจการเท่านั้น!”
เมื่อชายชราคนนั้นได้ยินว่าคนพวกนี้แค่ต้องการทำกิจการและที่นี่ก็ไม่มีผู้ใดมาหลายปีแล้ว จึงพูดต่อว่า “พวกเจ้าดูสิ ชาวบ้านของข้าที่นี่แตกต่างจากที่อื่นอย่างไร?”
กู้เสี่ยวหวานมองดูอย่างตั้งใจก็เห็นว่าคนที่ล้อมรอบติงลุ่นนั้น บางคนไม่มีมือ บางคนไม่มีดวงตา และใบหน้าบางคนนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นท่าทางมองดูดุร้าย และยังมีหญิงสาวบางคนดูแล้วก็ไม่ต่างจากคนทั่วไป
“คนเหล่านี้เป็นผู้หนีภัยมาที่หุบเขาแห่งความสำนึกผิด!” ชายชรานั้นถอนหายใจว่าอย่างโศกเศร้า
เฉินเหมิ่งตกใจ “หนีภัย? หนีภัยอะไรกัน? ที่นี่คือหุบเขาแห่งความสำนึกผิดรึ?”
เมื่อเห็นท่าทางตื่นตกใจของเฉินเหมิ่ง กู้เสี่ยวหวานเองก็ตกตะลึงด้วย
“ไม่ผิด ที่นี่คือหุบเขาแห่งความสำนึกผิด หุบเขาแห่งความสำนึกผิดถูกสาปมาหลายร้อยปี ถูกต้าชิงและหนานหลิงมองว่าเป็นดินแดนที่เป็นลางร้าย!” ชายชรากัดฟันพูดด้วยสีหน้าโกรธ
ส่วนเฉินเหมิ่งเมื่อได้ยินว่าแท้จริงแล้วที่นี่เป็นหุบเขาแห่งความสำนึกผิด สีหน้าท่าทางดูตึงเครียดเหมือนว่าได้ยินเรื่องน่าหวาดกลัวมากอย่างไรอย่างนั้น
กู้เสี่ยวหวานไม่เคยได้ยินหุบเขาแห่งความสำนึกผิดมาก่อน แต่พอเห็นท่าทางที่ตึงเครียดของเฉินเหมิ่ง ก็รู้ว่าที่นี่จะต้องไม่ง่ายแน่นอน
ชายชรานั้นพูดต่อว่า “ทำไมรึ? กลัวแล้ว?” ชายชราคนนั้นหัวเราะเยาะ “พวกข้าอาศัยอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีแล้ว ไม่เห็นจะมีอะไร เจ้ากลัวอะไร?”
“คนเหล่านี้เพียงแค่เห็นหุบเขาแห่งความสำนึกผิดนี้จะทำลายล้างแผ่นดิน ทำลายราชวงค์ แต่ละคนต่างก็หวาดกลัวแค่นั้น พวกเราเป็นผู้ลี้ภัยที่มีเพียงแค่ชีวิตเดียวไม่มีอะไรเลย จะกลัวอะไร!” ชายชราเย้ยหยันอย่างเย็นชา
“คนพวกนี้ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในบ้านเกิดของตัวเอง เมื่อใช้ชีวิตอยู่ต่อไม่ได้จึงวิ่งหนีมาที่หุบเขาแห่งความสำนึกผิด!” ชายชราคนนั้นพูดว่า “ข้าอาศัยอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีแล้วอยู่คนเดียวมาตลอด ไม่คิดเลยว่าในท้ายที่สุดนี้ยังจะมีคนตั้งมากมายมาอาศัยอยู่เป็นเพื่อนข้า พวกข้าจึงสร้างหมู่บ้านที่นี่และอาศัยอยู่ที่นี่กันอย่างสันโดษ! พวกเจ้า….”
ชายชราเหลือบตามองเฉินเหมิ่ง “พวกเจ้ายังเป็นกลุ่มที่สองที่หาที่นี่เจอ!”
“ยังมีคนเคยมาที่นี่หรือ?” กู้เสี่ยวหวานนึกถึงสีหน้าที่หวาดกลัวของคนเหล่านี้ คราวก่อนคนเหล่านี้จะต้องถูกทำให้ตกใจหวาดกลัวแน่ คนกลุ่มนั้นมาทำอะไรที่นี่กัน?
“มีคนเคยมา เหมือนว่าจะเป็นทหารกลุ่มหนึ่ง! มาที่นี่และแย่งคนคนหนึ่งไป!” ชายชราถอนหายใจ “แม่นางผู้นั้นก็ช่างน่าสงสาร คาดว่าคงประสบความยากลำบากแล้ว ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงหาที่นี่ได้ นางต้องการฆ่าตัวตาย คนในหมู่บ้านพบเข้าจึงช่วยนางไว้ได้พอดี นางจึงอาศัยอยู่ที่นี่มาตลอด อยู่ได้ไม่นาน เมื่อไม่นานนี้ก็มีกลุ่มทหารมาพานางไป! สร้างความวุ่นวายให้ทุกคนตื่นตกใจ! ก็ไม่ถือโทษชาวบ้านพวกนี้ พวกเขาไม่ได้พบเจอคนนอกมาตั้งนานแล้ว คราวก่อนเป็นครั้งแรก คราวนี้เป็นครั้งที่สอง พวกเขาจะกังวลก็เป็นเรื่องปกติ!”