ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1803 พักฟื้นอาการป่วย
บทที่ 1803 พักฟื้นอาการป่วย
ระหว่างการเดินทางนี้ หญิงสาวคนหนึ่งแม้ว่าจะมีศิลปะการต่อสู้และอาศัยว่าสุขภาพร่างกายดี ฝ่าลมฝ่าฝนจนเส้นประสาทไม่ได้รับการผ่อนคลาย เดิมทีก็พยายามที่จะรีบไปให้ถึงชายแดนในรวดเดียว คราวนี้ได้พบคนที่ไว้ใจแล้ว บอกว่าถานอวี้ซูป่วยก็ป่วยเข้าแล้ว
เช้าตรู่หลังจากที่ตื่นนอนตามเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ กู้เสี่ยวหวานเห็นว่าถานอวี้ซูยังไม่ตื่นขึ้นมา จึงเดินเข้าไปหานาง เมื่อเห็นว่าใบหน้าของถานอวี้ซูแดงก่ำ ตอนแรกนึกว่าเป็นอาการร้อนภายในจากการนอนหลับ
พอตะโกนไปสองครั้งแล้วยังไม่มีการเคลื่อนไหว กู้เสี่ยวหวานก็อดไม่ได้ที่จะกังวลและรีบก้าวเข้าไปดู เพิ่งจะสัมผัสหน้าผากของถานอวี้ซู กู้เสี่ยวหวานก็ตกใจมาก
หน้าผากร้อนผ่าว ลมหายใจรวยริน ใบหน้าแดงก่ำ มีไข้สูงอย่างรุนแรง
“ไปดูสิว่าในเมืองมีหมอหรือไม่ รีบไปเชิญหมอมาเร็ว!” กู้เสี่ยวหวานสั่งคนให้เอาน้ำอุ่นมาแล้วใช้ผ้าขนหนูที่สะอาดประคบลงบนหน้าผากของถานอวี้ซู เพื่อทำให้อุณหภูมิลดลง
ถานอวี้ซูเม้มริมฝีปากแน่น เนื่องจากร่างกายร้อนผ่าว ริมฝีปากที่แห้งแตกจึงส่งเสียงโอดครวญออกมาเป็นครั้งคราว เนื่องจากก่อนหน้านี้หักโหมมากเกินไป กินไม่อิ่มนอนไม่หลับ บวกกับเมื่ออยู่ในเมืองหลวงถูกเลี้ยงดูอย่างประคบประหงม ช่วงไม่กี่วันนี้ก็ได้รับความเหนื่อยล้า ก่อนหน้านั้นยังอดทนเอาไว้ได้อยู่ คราวนี้ก็ล้มป่วยลงแล้ว
กู้เสี่ยวหวานเห็นแล้วหัวใจก็ถูกบีบรัด
ลมเย็นในยุคโบราณนั้นไม่ร้ายแรง แต่สามารถคร่าชีวิตของผู้คนได้
กู้เสี่ยวหวานเห็นท่าทางที่ทุกข์ทรมานของถานอวี้ซู หัวใจก็กระตุก กู้หนิงผิงยังไม่ได้พบหน้า ถานอวี้ซูก็มาป่วยอีก
หมอมาถึงอย่างรวดเร็ว เมื่อหมอนั้นเห็นว่าถานอวี้ซูตัวร้อนมากขนาดนี้ก็ตกใจมาก จึงรีบสั่งยาและสั่งให้กู้เสี่ยวหวาน คอยระบายความร้อนให้นาง ก่อนจากไป
กู้เสี่ยวหวาน อาจั่ว และโค่วตันอยู่ด้วยกัน ทั้งสามคนผลัดกันเช็ดตัวให้ถานอวี้ซู หลังจากป้อนยาแล้ว ทั้งสามคนก็ไม่กล้าจากไปและอยู่ในห้องตลอด
ตอนนี้นางกำลังป่วยอยู่ เรื่องที่จะไปชายแดนนั้นคงต้องปล่อยลงแล้ว
ทางด้านชายแดนนั้น สภาพร่างกายของกู้หนิงผิงเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ทางด้านนี้ถานอวี้ซูก็มีไข้สูงและยากที่จะออกเดินทาง
กู้เสี่ยวหวานที่กดดันจากทั้งสองด้านก็ไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไรแล้ว
แม้ว่านางอยากไปดูสถานการณ์ของกู้หนิงผิง แต่ก็ไม่สามารถปล่อยถานอวี้ซูไว้ได้
พอเห็นท่าทางที่ได้รับความทรมานของถานอวี้ซู ในที่สุดกู้เสี่ยวหวานก็ตัดสินใจได้ว่าจะไม่ไปที่ชายแดน จะคอยเฝ้าดูถานอวี้ซูอยู่ที่นี่ หากอาการดีขึ้นเล็กน้อยแล้วก็จะรีบกลับเมืองหลวงทันที
ลมเย็นและความเหนื่อยล้าทำให้เกิดไข้สูง ถ้าหากไม่ดูแลรักษาอย่างระมัดระวัง ไม่แน่ว่าถานอวี้ซูอาจได้รับอันตรายถึงชีวิตได้
ในเมื่อกู้เสี่ยวหวานตัดสินใจจะทำเช่นนี้แล้ว จึงเรียกติงลุ่นและเฉิ่นเหมิ่งมาทันที
“ตอนนี้ถานอวี้ซูไม่สบายมาก ข้าจึงตัดสินใจยกเลิกที่จะไปชายแดน พวกเราติดตามดูอาการอยู่ในเมืองเล็ก ๆ นี้สักวันสองวันก่อน ถ้าหากไข้ของอวี้ซูลดลงแล้วพวกเราก็จะไปเมืองหลวงกันทันที!”
ฮู้กั๋วจวิ้นจู่ป่วยเดิมทีเฉินเหมิ่งคิดว่าคงจะล่าช้าอีกแค่สองวัน รอหลังจากที่จวิ้นจู่ดีขึ้นแล้วก็ยังคงออกเดินทางต่อ แต่หลังจากได้ยินการตัดสินใจของกู้เสี่ยวหวาน เฉินเหมิ่งและติงลุ่นสบตากันและกัน ต่างก็เห็นสายตาที่ประหลาดใจของอีกฝ่าย
“แต่ว่าแม่นาง พวกเราใกล้จะถึงกันแล้ว ท่าน…. ไม่ไปดูคุณชายกู้แล้วหรือ?” ติงลุ่นลังเลอยู่สักครู่จึงถาม
กู้เสี่ยวหวานส่ายหัว “ไม่แล้ว โรคที่ถานอวี้ซูป่วยนี้ร้ายแรงมาก ข้ากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น ร่างกายนางถูกเลี้ยงดูอย่างประคบประหงมมาตลอด ไม่เคยได้รับความลำบากมาก่อน เกรงว่าการดูแลรักษาโรคนี้จะยาก ปัจจัยการรักษาในเมืองเล็ก ๆ นี้มีจำนวนไม่มาก พวกเรายังต้องรีบกลับเมืองหลวงให้เร็วที่สุด หาหมอหลวงมารักษา ถึงจะสบายใจได้!”
เดิมทีจุดประสงค์ที่เฉินเหมิ่งและติงลุ่นเดินทางมาครั้งนี้ก็เพื่อตามหาถานอวี้ซู เมื่อหาถานอวี้ซูพบแล้ว ภาระที่หนักหน่วงในใจพวกเขาก็สามารถปล่อยวางลงได้แล้ว เมื่อเห็นกู้เสี่ยวหวานบอกว่าจะไม่ไปชายแดนแล้ว พวกเขาก็ไม่มีการคัดค้านใด ๆ แต่พอคิดว่าน้องชายของอันผิงจวิ้นจู่ตอนนี้อยู่ที่ชายแดนไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว เดินทางก็เดินทางกันมากกว่าครึ่งทางแล้ว เพียงแค่มองดูก็รู้ว่าในใจอันผิงจวิ้นจู่จะต้องตัดใจไม่ลงแน่นอน
หลังจากที่ติงลุ่นกับเฉินเหมิ่งสบตากัน ติงลุ่นก็เอ่ยปากพูดว่า “ขอบคุณแม่นางมากที่นึกถึงเจ้านายของข้า ในเมื่อครั้งนี้ใกล้จะถึงเขตชายแดนแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปดูสถานการณ์ในตอนนี้ของคุณชายกู้ ถ้าหากแม่นางวางใจ ข้าก็ยินดีที่จะไปชายแดน เพื่อไปเยี่ยมดูอาการของคุณชายกู้”
กู้เสี่ยวหวานขมวดคิ้วไม่พูดจา
เฉินเหมิ่งที่อยู่ข้าง ๆ ก็พูดในตอนนี้ว่า “แม่นาง ท่านให้ติงลุ่นไปเถอะ ครั้งนี้มาชายแดนประการแรกก็เพื่อตามหาเจ้านายน้อยของข้า ประการที่สองก็เพื่อเยี่ยมดูอาการน้องชายของท่าน เจ้านายข้าหาพบแล้ว ตามเหตุผลแล้วพวกเราควรจะไปเป็นเพื่อนท่านเพื่อเยี่ยมคุณชายกู้ ท่านเป็นห่วงความปลอดของเจ้านายข้า พวกข้าเองก็ย่อมต้องเดินทางไปแทนท่าน เพื่อดูสถานการณ์ของคุณชายกู้ว่าเป็นอย่างไร!”
กู้เสี่ยวหวานคิดแล้ว ในตอนนี้ก็คงทำได้แค่นี้แล้ว
นางไปไม่ได้ แต่ก็อยากรู้สถานการณ์ของหนิงผิง จึงพยักหน้าเห็นด้วย “เช่นนั้นข้าจะส่งอาโม่ไปกับท่านด้วย!”
ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว อาโม่และติงลุ่นจึงเก็บข้าวของและออกเดินทางไปทันที
กู้เสี่ยวหวานคอยดูแลถานอวี้ซูทุกวัน หลังจากดื่มยาแล้ว ไข้ที่สูงของถานอวี้ซูก็ค่อย ๆลดลงมา ถึงแม้ว่ายังจะมีอาการเวียนหัวเล็กน้อยแต่ว่าความร้อนก็ลดลง ซึ่งนั่นก็ดีมากแล้ว! ต่อไปก็ค่อย ๆ บำรุง
หลายวันต่อมากู้เสี่ยวหวานก็ให้โค่วตันดูแลถานอวี้ซูอยู่ในโรงเตี๊ยม นางพาอาจั่วและเฉินเหมิ่งไปในเมืองและซื้อของบางอย่างวางไว้บนรถม้า เมื่อถึงเวลากลับเมืองหลวงจะได้ไม่ต้องรีบร้อน
กู้เสี่ยวหวานทำรายการซื้อของล่วงหน้าอย่างละเอียดและทำตามรายละเอียดในใบนี้ ทั้งสามคนแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กู้เสี่ยวหวานพาอาจั่วไปซื้อขนมอบและอาหารแห้งอื่น ๆ เฉินเหมิ่งไปซื้อธัญพืชเพื่อเอาติดไว้เผื่อฉุกเฉิน
กู้เสี่ยวหวานซื้อขนมอบและอาหารแห้งจนได้แล้ว กำลังดื่มชารอเขาอยู่ในที่ที่ได้นัดหมายไว้กับเฉินเหมิ่ง ก็เห็นคนคนหนึ่งเดินเข้ามาจากนอกร้านชา
รูปร่างสูงปานกลาง ไว้หนวดเคราสั้นและสวมชุดสีทองเข้ม อายุประมาณสี่สิบปี ดวงตาของเขาสดใสและมีความองอาจสง่าผ่าเผย
เห็นคนคนนั้นด้านหลังยังมีคนติดตามอีกหลายคนแต่งตัวเหมือนเป็นคนรับใช้ ทั้งหมดสวมชุดสีเทาดูแล้วเหมือนพ่อค้าที่ออกมาซื้อของ
หลังจากที่ชายวัยกลางคนนั้นเข้าไปในร้านน้ำชา ก็กวาดสายตามองเพื่อหาที่นั่งในร้านน้ำชา เมื่อกวาดสายตาผ่านกู้เสี่ยวหวานและคนอื่น ๆ แล้ว สายตาของเขาก็ไม่ได้หยุดลงเหมือนกับว่าไม่รู้จักกู้เสี่ยวหวานอย่างไรอย่างนั้น
กู้เสี่ยวหวานเงยหน้าขึ้น ตอนที่เห็นคนที่เป็นผู้นำที่องอาจผู้นั้นจู่ ๆ ก็รู้สึกคุ้นหน้าคนผู้นี้มาก เหมือนกับว่าเคยเห็นที่ไหนอย่างไรอย่างนั้น