ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1804 สหายเก่า
บทที่ 1804 สหายเก่า
กู้เสี่ยวหวานพยายามค้นหาในความทรงจำว่าบุคคลนี้คือใคร แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกเขาคือเขา เคยเจอที่ไหน รู้จักเขาได้อย่างไร
ช่วงเวลาหนึ่งถ้วยชา เฉินเหมิ่งบังคับรถม้าออกไป หลังจากขนข้าวของที่กู้เสี่ยวหวานและคนอื่น ๆ ซื้อขึ้นรถม้าเรียบร้อย กู้เสี่ยวหวานและอาจั่วเตรียมกลับเข้าไปในรถ ฉับพลันก็ได้ยินชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นเสียงทุ้มต่ำราวกับสะท้อนอยู่ท่ามกลางหุบเขาอันกว้างใหญ่
กู้เสี่ยวหวานมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าตนเองต้องเคยพบคนผู้นี้มาก่อนแน่นอน
แม้แต่น้ำเสียงก็ดูคุ้นเคยไม่น้อย
ตอนที่ก้าวขึ้นรถม้าเป็นตอนนั้นเองที่กู้เสี่ยวหวานพบเห็นสิ่งผิดปกติ อาจั่วที่ประคองนางอยู่พลางถามขึ้นอย่างสงสัย “คุณหนู ยังมีสิ่งใดต้องทำอีกหรือเจ้าคะ”
“ไปกันเถอะ” กู้เสี่ยวหวานส่ายหน้า
น้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนนกขมิ้น ราวกับเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน!
ชายวัยกลางคนผู้นั้นเหลือบมองรถม้า หากแต่ไม่พบเจอสิ่งใด ราวกับว่าเสียงนุ่มนวลเมื่อครู่นั้นตนหูแว่วไปเอง
“ท่านอาจารย์จ้าว มีอะไรหรือขอรับ” คนรับใช้ข้างกายรู้สึกประหลาดเมื่อเห็นท่านอาจารย์มองรถม้า
และตอนที่กู้เสี่ยวหวานได้ยินว่าชายวัยกลางคนผู้นั้นคือท่านอาจารย์จ้าว หัวสมองของกู้เสี่ยวหวานพลันนึกถึงใครบางคนขึ้นมา
เมื่อหลายปีก่อน นางแต่งกลอนคู่มาสองสามคู่ จนได้รับการยกย่องจากจ้าวเซิง ทั้งนี้เขายังมอบกริชเล่มคมให้กับนางอีกด้วย
ไม่ได้พบเจอกันหกเจ็ดปี นึกไม่ถึงเลยว่าจะบังเอิญมาเจอกันในที่แห่งนี้
ท่าทางกู้เสี่ยวหวานแสดงออกมาชัดเจน อาจั่วที่อยู่ด้านข้างเห็นเช่นนั้นจึงถามว่า “คุณหนู มีอะไรหรือเจ้าคะ”
กู้เสี่ยวหวานส่ายหัว จากนั้นเฉินเหมิ่งจึงบังคับรถม้าออกไป
และผู้คนในร้านน้ำชาต่างมึนงง มองดูรถม้าที่กำลังแล่นออกไป
ครั้นกลับมาถึงโรงเตี๊ยม กู้เสี่ยวหวานเฝ้าสังเกตอาการป่วยของถานอวี้ซูก็พบว่าไข้ของนางลดลงแล้ว แต่เนื่องจากเมื่อวานร่างกายเหนื่อยล้าจนเกินไป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้นขึ้น
ท่านหมอยังบอกอีกว่าปล่อยให้นางได้พักผ่อน รอร่างกายได้รับการพักผ่อนเต็มที่ ร่างกายก็ตื่นขึ้นเองตามธรรมดา กู้เสี่ยวหวานถามโค่วตันว่าวันนี้ถานอวี้ซูเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อรู้ว่าไข้นางลดแล้วก็รู้สึกโล่งใจ
“ไปที่ครัวของโรงเตี๊ยมบอกให้เขาเตรียมโจ๊กร้อน ๆ หนึ่งถ้วย!” กู้เสี่ยวหวานพูด
โค่วตันได้รับคำสั่งและรีบลงไปทันที และอาจั่วที่อยู่ข้าง ๆ เห็นท่าทางซีดเซียวของกู้เสี่ยวหวานหัวพลันปวดร้าวไปหมด
ร่างกายของคุณหนูเองก็ทำจากเนื้อ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ทั้งยังต้องดูแลฮู้กั๋วจวิ้นจู่ ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเกรงว่าแม้ว่าฮู้กั๋วจวิ้นจู่จะอาการดีขึ้น คุณหนูก็จะกลายเป็นป่วยแทน
ก่อนนายท่านออกเดินท่าน เขาย้ำเตือนพวกเราหลายพันรอบ ว่าอย่าปล่อยให้คุณหนูป่วย ระหว่างนี้พวกเขายังต้องคอยดูแลอยู่ข้าง ๆ อย่างระมัดระวัง เพราะกลัวว่าอาจจะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับนางได้
“คุณหนู ตรงนี้ให้ข้าทำเถอะ ท่านกลับไปพักผ่อนเสียหน่อยเถอะเจ้าค่ะ!” อาจั่วรีบพูด
กู้เสี่ยวหวานส่ายหน้า “ไม่ต้อง ให้ข้าได้ทำเถอะ ช่วงนี้เจ้ากับโค่วตันเหนื่อยมามากแล้ว พวกเจ้าไปพักก่อนเถิด”
“คุณหนู ร่างกายของข้าแข็งแรง เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ยากเกินไปสำหรับข้า ช่วงนี้ท่านทุกข์ทรมานไม่ต่างกัน ท่านควรกลับไปพัก ถ้าเกิดป่วยขึ้นมา เกรงว่ากลับไปกระดูกของพวกเราคงไม่เหลือแล้วจริง ๆ!”
กู้เสี่ยวหวานอยากรอว่าถานอวี้ซูจะตื่นขึ้นมาในคืนนี้หรือไม่ เพื่อที่พวกเขาทั้งสองจะได้หารือเกี่ยวกับแผนการที่ต้องเดินทางกลับเมือง
เห็นอาจั่วพูดแบบนี้แล้ว ร่างกายที่เหนื่อยล้าที่กำลังมองดูถานอวี้ซูที่ยังนอนนิ่ง ในใจก็รู้สึกกลัวขึ้นมา
ถ้านางล้มป่วยไปอีกคนด้วย คนพวกนี้คงไร้ทิศทางจริง ๆ!
“เช่นนั้นก็ได้ เจ้าเองก็ดูแลตัวเอง หากไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วงก็พักผ่อนบนเก้านุ่ม ๆ สักหน่อย อย่าปล่อยให้ร่างกายของตนแย่ หากพวกเราป่วยไปแล้วคนหนึ่ง อย่าให้มีใครป่วยอีกเลย” กู้เสี่ยวหวานพูดแล้วลุกไปที่ห้องของตัวเอง
“คุณหนู ต้องการให้ข้าไปปรนนิบัติท่านหรือไม่เจ้าคะ” อาจั่วถาม
“ไม่เป็นไร เจ้าพักผ่อนอยู่ที่นี่เถอะ ข้าดูแลตัวเองได้” กู้เสี่ยวหวานส่ายหัว
กู้เสี่ยวหวานเปิดประตูออกมาประจวบเหมาะกับเห็นคนรับใช้ผู้หนึ่งนำกลุ่มคนขึ้นมา
“ลูกค้าท่านนี้ ที่นี่เป็นโรงเตี๊ยมแห่งเดียวในเมืองผิงเหยา ช่างบังเอิญเหลือเกินที่พวกเจ้ามาที่นี่ ที่นี่ยังมีห้องว่างหลายห้อง ข้าจะพาท่านไปเอง!”
คนรับใช้โค้งคำนับ นำชายวัยกลางคนในชุดฮั่นฝูขึ้นมา วาจาเต็มไปด้วยคำประจบสอพลอ
กู้เสี่ยวหวานมองไปรอบ ๆ เห็นชายวัยกลางคนผู้นั้นคือจ้าวเซิงที่เห็นเมื่อยามเว่ย
ไม่ได้เจอจ้าวเซิงมาหลายปีเขายังคงเหมือนหกเจ็ดปีก่อนไม่เปลี่ยน นอกจากความยากลำบากก็ไม่เห็นริ้วรอยใด ๆ
ไม่แปลกเลยที่กู้เสี่ยวหวานจะมีความคิดว่าเคยพบเขาที่ไหนสักแห่ง
กู้เสี่ยวหวานจำจ้าวเซิงได้ แต่กลับไม่ได้ทักทายจ้าวเซิง และยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบ ๆ รอให้จ้าวเซิงและคนอื่น ๆ ออกไปก่อนที่จะกลับไปที่ห้อง
ตอนที่จ้าวเซิงเดินผ่านกู้เสี่ยวหวานทันใดก็หันไปมองกู้เสี่ยวหวาน ในดวงตาเต็มไปด้วยคำถามและสำรวจราวกับสงสัยบางอย่าง
หลังจากที่จ้าวเซิงและคนอื่น ๆ เดินเข้ามากู้เสี่ยวหวานก็เดินไปยังห้องข้าง ๆ
หลังจากเดินเข้าไป กู้เสี่ยวหวานรู้สึกไม่สบายใจ สายตาเมื่อครู่คมกริบราวกับมือ มันทิ่มแทงเข้าไปในใจกู้เสี่ยหวาน
กู้เสี่ยวหวานไม่รู้ว่าทำไม เพียงมองจ้าวเซิงก็เกิดความรู้สึกเช่นนั้นขึ้น เมื่อหกเจ็ดปีก่อนจ้าวเซิงผู้นี้เป็นเพียงพ่อบ้านตระกูลจ้าว มีเมตตาและอัธยาศัยดี ทำไมท่าทางของเขาตอนนี้ถึงได้บีบรัดหัวใจนางนัก
กู้เสี่ยวหวานตัดสินใจที่จะไม่ติดต่อกับจ้าวเซิงมากเกินไป จ้าวเซิงผู้นี้ดูอันตรายมาก
หลังจากกู้เสี่ยวหวานจัดการตัวเองเสร็จ ก็ได้ยินน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจมาจากห้องข้าง ๆ “แม่นาง ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้ว”
แม้ว่าเมืองผิงเหยาแห่งนี้ยังคงเป็นอาณาเขตของต้าชิง แต่เนื่องจากที่นี่อยู่ห่างจากเมืองหลวงมากเกินไป และเนื่องจากหนทางยังไม่พัฒนา เหล่าพ่อค้าแม่ขาย และโรงรับจำนำจึงล้วนตั้งรกรากในเมืองผิงเหยาแห่งนี้
และมีประชากรหลายคนที่แม้ว่าพวกเขาจะแต่งตัวเป็นชาวต้าชิง แต่ใครจะรู้ว่าถ้าหากถอดเสื้อผ้าออก พวกเขาอาจจะเป็นคนหนานหลิงก็เป็นไปได้
เพราะในช่วงเวลานี้ต้าชิงและหนานหลิงอยู่อย่างสงบสุขไม่มีสงครามใด ๆ ผู้คนจำนวนมากจากหนานหลิงก็จะไปซื้อของที่เมืองผิงเหยาที่อยู่ไม่ไกล
กู้เสี่ยวหวานได้ยินเสียงก็รีบไปที่ห้องข้าง ๆ พลันถานอวี้ซูลืมตาขึ้น ก็น้ำตาไหลอาบแก้ม “เจ้าทำให้ข้าตกใจแทบตาย”