ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1805 ข่าวดี
บทที่ 1805 ข่าวดี
แม้ว่าถานอวี้ซูจะฟื้นแล้ว แต่ร่างกายยังคงอ่อนแอ มีอาการปวดศีรษะ ได้แต่นอนนิ่ง ๆ อยู่บนเตียงไม่สามารถลุกไปไหนได้
ครั้นเห็นกู้เสี่ยวหวานร้องไห้ ถานอวี้ซูรู้สึกบีบรัดไปทั้งใจ นางยื่นมือไปแตะใบหน้าของกู้เสี่ยวหวาน และพูดอย่างอ่อนแรงว่า “ท่านพี่ ท่านไม่ต้องกังวล ข้าไม่เป็นอะไร!”
กู้เสี่ยวหวานพยักหน้า ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ตกลง ข้าไม่ร้องแล้ว เจ้านอนนานขนาดนี้ หิวหรือไม่ ข้าให้คนเตรียมโจ๊กร้อน ๆ ไว้ให้เจ้า ให้ยกมาตอนนี้เลยดีหรือไม่”
ถานอวี้ซูพยักหน้าอย่างอ่อนแรง
กู้เสี่ยวหวานลงมือทำทุกอย่างด้วยตน หลังจากป้อนโจ๊กถานอวี้ซูไปครึ่งชาม ก็พบว่าสีหน้าของนางดีขึ้นไม่น้อย กู้เสี่ยวหวานจึงบอกแผนการทั้งหมดกับถานอวี้ซู
“เจ้าป่วยมาหลายวันแล้ว หนิงผิงทางนั้นเองข้าก็เป็นห่วง ดังนั้น…” กู้เสี่ยวหวานพูด
กู้เสี่ยวหวานพูดยังไม่ทันจบ ก็เห็นถานอวี้ซูลุกจากเตียงด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ท่านพี่ ข้าไม่เป็นไร ตอนนี้พวกเราไปหาพี่หนิงผิงเถอะ”
“เจ้าเป็นแบบนี้จะไปได้อย่างไร” เห็นนางยืนกรานจะลงจากเตียง กู้เสี่ยวหวานรีบรั้งนางให้นอน ในคำพูดแฝงไปด้วยความตื่นเต้น “ท่านหมอบอกว่าก่อนหน้านี้สุขภาพเจ้ากำลังมีปัญหา ตอนนี้ร่างกายเจ้ากำลังอ่อนแอ เพราะฉะนั้นอย่าอวดเก่ง!”
“แต่…ท่านพี่…” ถานอวี้ซูเห็นกู้เสี่ยวหวานไม่อ่อนข้อให้ตน ก็สะอื้นร้องไห้ออกมา “ข้าเป็นห่วงพี่หนิงผิง ข้าอยากรู้ว่าตอนนี้เขาเป็นอย่างไร! ฮือฮือฮือ”
เห็นถานอวี้ซูเป็นแบบนั้น น้ำตากู้เสี่ยวหวานก็ร้องไห้ออกมา “เจ้าวางใจเถอะ ข้าให้ลุงติงและอาโม่ล่วงหน้าไปชายแดนเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าดูแลตัวเองให้ดี เมื่อเจ้าหายดี หนิงผิงจะได้ไม่เป็นห่วง”
“อะไรนะ ลุงติงและอาโม่ไปแล้ว?”
“อืม! เจ้านอนหลับไม่ได้สติมาหลายวัน หากพวกเขาเดินทางเร็วสักหน่อย ใช้เวลาเพียงสามวันคงจะถึงที่หมาย นี้ก็ผ่านไปประมาณสิบวันแล้ว พวกเขาควรกลับมาแล้ว!” กู้เสี่ยวหวานคำนวณ
หากพวกเขาใช้เวลาอย่างรวดเร็ว เกรงว่าการเดินทางครั้งนี้คงใช้เวลาไม่ถึงสิบวัน
“บังเอิญที่ช่วงนี้เจ้ามาพักฟื้นที่นี่ แล้วมาดูกันว่าพวกเขาจะนำข่าวอะไรกลับมาได้บ้าง” กู้เสี่ยวหวานเกลี้ยกล่อมถานอวี้ซู พลางพูดว่า “เจ้าอย่าเพิ่งคิดอะไรเลย รีบรักษาร่างกายให้หายดี ปู่เจ้าเป็นห่วงเจ้า ข้าเป็นห่วงเจ้า หนิงผิงยิ่งเป็นห่วงเจ้า คนรอบข้างล้วนเป็นห่วงเจ้า อย่าเอาแต่ใจอีกต่อไปเลย ตกลงหรือไม่”
ถานอวี้ซูคิดถึงความเอาแต่ใจของตัวเองในครั้งนี้ การแอบออกมาโดยไม่บอกใคร คงทำให้ท่านปู่กระวนกระวายเหมือนมดบนกระทะร้อน ดังนั้นจึงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ตกลง ท่านพี่ ข้าจะดูแลตัวเองดี ๆ และรอฟังข่าวอยู่ที่นี่”
“ดีมาก ช่างเป็นเด็กที่เชื่อฟังอะไรเช่นนี้” กู้เสี่ยวหวานเห็นถานอวี้ซูเชื่อฟังตนเอง ก็รู้สึกโล่งใจ “ช่วงนี้เราจะดูแลตัวเองอย่างดี โค่วตันและอาจั่วจะผลัดกันดูแลเจ้า หากเจ้ามีเรื่องอะไรก็เรียกพวกนาง ข้าอยู่ห้องข้าง ๆ!”
ถานอวี้ซูพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
กู้เสี่ยวหวานเพิ่งก้าวเท้าออกจากประตู เตรียมจะกลับไปที่ห้อง สายตาไม่รักดีก็เหลือบมองไปที่สุดทางเดินอย่างไม่ได้ตั้งใจ ก็เห็นคนสองคนยืนอยู่ที่ปลายสุดของทางเดิน กอดอกมองไปรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
นางเห็นท่าทางที่ลึกลับระมัดระวังตัว มองดูไม่เหมือนกับพ่อค้าทั่วไป
นางกวาดสายตามองปราดหนึ่ง ก่อนจะดึงสายตากลับมา
นางรู้ว่าในเมืองผิงเหยานี้ แม้ว่าจะเป็นอาณาเขตของราชวงศ์ชิง แต่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัย ดังนั้นควรระมัดระวังในทุกสิ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่นางทานอาหารเช้ากับถานอวี้ซูแล้วตอนออกมาเห็นคนใช้กำลังทำความสะอาดห้องพักที่จ้าวเซิงและคนอื่น ๆ พักเมื่อวานนี้
“ขอโทษนะพี่ชาย แขกที่พักห้องนั้นไปแล้วหรือ” กู้เสี่ยวหวานสงสัย
ชายคนนั้นเห็นว่านางถามตนเอง ก็รีบพยักหน้าและพูดว่า “ใช่ขอรับ พวกเขาไปแล้ว แต่ข้ารู้สึกแปลกใจ”
“แปลกใจ?” กู้เสี่ยวหวานขมวดคิ้ว “มีอะไรน่าแปลกใจหรือ”
“คนผู้นี้ไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้” คนรับใช้ตอบ “ภายในห้องยังมีเงินวางอยู่สองสามตำลึง พวกเขากลับไม่เอาไปด้วย”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาไปแล้ว พวกเขาอาจจะตื่นเช้าแล้วออกไปที่ไหนสักแห่ง” กู้เสี่ยวหวานถามอย่างเป็นกันเอง
“เป็นไปไม่ได้!” สีหน้าของเขามั่นใจมาก “ภายในห้องถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ ราวกับไม่เคยมีคนอยู่ ม้าที่อยู่ลานด้านหลังก็เอาไปด้วย นี้ไม่ใช่ว่าไปแล้วหรือ”
ได้ยินคนรับใช้อธิบายแบบนี้ กู้เสี่ยวหวานก็พยักหน้า
“เข้าพักแล้ว แต่กลับไม่อยู่ แต่กลับออกไปกลางดึก”
คนรับใช้เดินพึมพำลงมาชั้นล่าง “คนเยอะขนาดนั้น ทำไมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยข้าหลับเป็นตายแม้แต่เสียงคนเดินก็ไม่ได้ยิน ถ้ามีโจรมาทำเรื่องไม่ดีจะทำอย่างไร”
กู้เสี่ยวหวานขมวดคิ้วและถอนหายใจด้วยความโล่งอก
นางจำจ้าวเซิงได้ แต่จ้าวเซิงจำนางไม่ได้
หกเจ็ดปีที่ผ่านมา นอกจากจ้าวเซิงจะผ่านความยากลำบากมา ก็ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ดังนั้นนางจึงสามารถรับรู้ได้ทันที
กู้เสี่ยวหวานเมื่อหกเจ็ดปีก่อน นางเป็นแค่เด็กคนหนึ่งรูปร่างหน้าตาและกิริยาท่าทางของนางล้วนเกิดการเปลี่ยนแปลง หากจ้าวเซิงจะจำตนไม่ได้ก็ไม่แปลก
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครจำได้ก็ดี
จ้าวเซิงผู้นี้ มีท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ไม่เหมือนพ่อค้าธรรมดา เกรงว่าเมื่อหกเจ็ดปีก่อนที่บอกเป็นพ่อบ้านก็คงจะปลอมตัวมาเหมือนกัน!
ครั้นคิดได้แบบนี้ กู้เสี่ยวหวานตกใจกลัวจนเหงื่อแตกพลั่ก ในใจเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
กู้เสี่ยวหวานไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเรื่องของจ้าวเซิงอีก เพราะออย่างไรก็ตามคนผู้นั้นได้จากไปแล้ว
นางดูแลถานอวี้ซู และสุขภาพตัวเองอย่างดี
ในช่วงหลายวันของการเดินทาง นางรู้ว่าร่างกายของตัวเองขาดสารอาหารไปค่อนข้างมากดังนั้นจึงให้เฉินเหมิ่งไปตลาดเพื่อซื้อวัตถุดิบสดใหม่ทุกวัน และจ่ายเงินให้พ่อครัวของโรงเตี๊ยมทำอาหาร
หลังจากพักผ่อนติดต่อกันมาหกเจ็ดวันแล้ว สีหน้าของทุกคนก็ค่อย ๆ ดีขึ้น
วันนี้กู้เสี่ยวหวานกำลังเดินเล่นกับถานอวี้ซูบริเวณสวนด้านหลัง ก็ได้ยินน้ำเสียงตื่นเต้นของเฉินเหมิ่ง “แม่นางทั้งสอง เหล่าติง และคนอื่น ๆ กลับมาแล้ว”
กลับมาแล้ว?
กู้เสี่ยวหวานและถานอวี้ซูได้ยินก็หันกลับไปอย่างตื่นเต้น เห็นติงลุ่นและอาโม่รีบวิ่งไปมาพร้อมกับชายวัยกลางคนร่างผอมซูบคนอื่น
กู้เสี่ยวหวานมองใกล้ ๆ และพบเป็นท่านอาเหอคนส่งจดหมายที่มาส่งจดหมายที่บ้านเป็นประจำ “ท่านอาเหอ เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่?”
สิ่งของและจดหมายที่ส่งถึงกู้หนิงผิง นานแล้วที่ไม่เห็นท่านอาเหอส่งจดหมาย จะเห็นเขาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
“จวิ้น…!” ท่านอาเหอรีบคุกเข่าคำนับ แต่อาโม่ที่อยู่ข้างๆ รีบดึงเขาขึ้นแล้วส่ายหัว
อาเหอมองเข้าไปในดวงตาของอาโม่ จากนั้นก็เข้าใจอย่างกระจ่าง และรีบเปลี่ยนคำพูด “แม่นาง หลายวันมานี้อยู่แต่ค่ายทหารมาตลอด คุณชายได้รับบาดเจ็บจริง ๆ”
“เจ็บหนักหรือไม่”
กู้เสี่ยวหวานและถานอวี้ซูได้ยิน ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ
“แม่นางไม่ต้องกังวล” ติงลุ่นเห็นสีหน้าประหลาดใจของกู้เสี่ยวหวานและถานอวี้ซูก็รีบพูดว่า “อาการบาดเจ็บของคุณชายดีขึ้นแล้ว ตอนนี้เขามีชีวิตชีวาขึ้นมาก แข็งแรงมากจนฆ่าวัวได้”
“ใช่ใช่ใช่ หลังจากข้าน้อยส่งของและจดหมายแล้ว เดิมทีต้องนำจดหมายกลับไปยังเมืองหลวง แต่คนข้างกายของคุณชายบอกให้ข้ารอ รอให้คุณชายฟื้นก่อน ต่อมาคุณชายตื่นแล้ว คุณชายยังบอกว่ารอเขาหายดีแล้วค่อยไป บอกว่าข้าน้อยปากไม่มีหูรูด หากข่าวการบาดเจ็บของเขารั่วไหลออกไป แม่นางจะเสียใจ ข้าจึงอยู่ในค่ายทหารตลอด”
อาเหอรีบอธิบาย
อาโม่ที่อยู่ด้านข้างเห็นว่ากู้เสี่ยวหวานยังคงดูไม่เชื่อ จึงพูดว่า “คุณหนู คุณชายหายดีแล้ว ทั้งยังฝากจดหมายมาให้ท่านด้วย”
พูดจบ ก็หยิบจดหมายสองฉบับออกมาจากอกฉบับหนึ่ง
ยื่นให้กู้เสี่ยวหวาน และอีกฉบับให้ถานอวี้ซูที่จ้องมองอย่างกระตือรือร้น “จดหมายฉบับนี้คือของแม่นาง…”
อาเหอหยิบจดหมายมาจากอกของตัวเองและพูดว่า “จดหมายฉบับนี้เขียนก่อนที่คุณชายจะได้รับบาดเจ็บ หลังจากคุณชายฟื้น ก็จะเขียนจดหมายทุกครั้งที่มีเวลา”
กู้เสี่ยวหวานรับจดหมายจำนวนหนาเตอะ ไม่รู้ว่ากู้หนิงผิงเขียนไปมากเท่าไร
“ทำไมเขียนเยอะขนาดนี้ ไม่รู้จักพักผ่อนดูแลร่างกายให้ดี” กู้เสี่ยวหวานตำหนิด้วยความโกรธ แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นคำตำหนิ แต่คำพูดกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
ถานอวี้ซูที่อยู่ด้านข้างเห็น น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ “ท่านพี่…”
เมื่อเห็นว่ากู้เสี่ยวหวานและถานอวี้ซูกำลังร้องไห้ ติงลุ่นจึงพูดอย่างจริงจังว่า “แม่นาง คุณชายรู้ว่าท่านป่วยและต้องการมาพบท่านเสมอ คำสั่งทางทหารก็เหมือนกับภูเขา เขาไม่สามารถเข้าและออกจากค่ายทหารได้ตามอำเภอใจ นี่เป็นกฎของกองทัพ”
ถานอวี้ซูได้ฟังก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม
“ข้าไม่อยากให้เขามาเห็นข้า ข้าสบายดี แค่เขาสบายดี ข้าก็สบายใจ”
ถานอวี้ซูร้องไห้ กู้เสี่ยวหวานจึงดึงนางเข้ามาปลอบโยน “อย่าร้องไห้ อย่าร้องไห้ไปเลย หนิงผิงไม่เป็นไร เขาสบายดี เจ้าก็ต้องสบายดีเหมือนกัน ตอนนี้เรากลับไปที่ห้องไปอ่านจดหมายดีหรือไม่”
ถานอวี้ซูตกลง และทั้งสองก็กลับไปที่ห้องเพื่ออ่านจดหมาย