ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1806 สัญญาว่าจะอยู่ด้วยกัน
บทที่ 1806 สัญญาว่าจะอยู่ด้วยกัน
เมื่อรู้ว่าร่างกายของกู้หนิงผิงฟื้นตัวอย่างดี สุขภาพของถานอวี้ซูก็ดีขึ้นมาก ติงลุ่นกับเฉินเหมิ่งและคนอื่น ๆ เริ่มหารือกันว่าจะกลับไปจัดการเรื่องที่ต้องจัดการ
ในเมืองหลวงยังมีเรื่องอีกมากมาย นอกจากนี้นี่ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด เมืองผิงเหยาอยู่ใกล้กับหนานหลิง หากสถานะของจวิ้นจู่ถูกเปิดเผยก็ไม่มีใครสามารถรับผลที่ตามมาได้
ทั้งสองกลับไปที่ห้องเพื่ออ่านจดหมาย สิ่งที่เขียนคือกิจวัตรประจำวันที่กู้หนิงผิงทำในชายแดน จดหมายที่ถูกส่งมามีทั้งของกู้เสี่ยวหวานและถานอวี้ซู
จดหมายฉบับนี้เขียนก่อน แม้ว่าเวลานั้นหนิงผิงยังอยู่ในช่วงพักฟื้น แต่ในข้อความไม่มีสักประโยคเปิดเผยสิ่งใดมาสักประโยค และยังคงเขียนจดหมายถึงกู้เสี่ยวหวานและถานอวี้ซูเหมือนคนปกติ
จดหมายระบุว่าอาหารและผ้าห่มที่กู้เสี่ยวหวานส่งมานั้นอร่อยและอบอุ่น หลังจากที่พวกเขาแจกจ่ายให้กับทหารฝีมือดีรอบ ๆ ทุกคนล้วนอยากขอบคุณกู้เสี่ยวหวาน
ทั้งสองคนอ่านจดหมาย เมื่อรู้ว่ากู้หนิงผิงปลอดภัยดีจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
กู้เสี่ยวหวานรู้ว่าหนิงผิงดีขึ้นแล้ว และขั้นตอนต่อไปคือกลับไปที่เมืองหลวงโดยเร็วที่สุด
แม้ว่าถานอวี้ซูต้องการพบกู้หนิงผิงมาก แต่ก็รู้ว่าระเบียบวินัยในค่ายทหารนั้นเคร่งครัดและไม่อาจทำลายได้
หลังจากฟังคำแนะนำของกู้เสี่ยวหวานแล้ว ถานอวี้ซูก็ตกลงอย่างไม่เต็มใจ และเตรียมเดินทางกลับเมืองหลวง
ทุกคนพักผ่อนในโรงเตี๊ยมเป็นคืนสุดท้าย และรุ่งสางของวันถัดไปพวกเขาก็ขึ้นรถม้ามุ่งหน้ากลับเมืองหลวง
ตลอดทางไม่ได้เร่งรีบมากนัก อาการป่วยของถานอวี้ซูก็เกือบจะหายดีแล้ว เมื่อไม่มีความกังวลใด ๆ อาการเจ็บป่วยก็หายเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าดูเหมือนพวกเขากำลังเร่งรีบ แต่เมื่อรู้สึกเหนื่อยพวกเขาก็จะพักผ่อน เดินทางมาถึงทิวทัศน์อันงดงามก็จะลงจากรถม้านั่งพักผ่อน กินไก่และกระต่ายที่ติงลุ่นซื้อมา
นอกจากไก่ย่างและกระต่ายย่างแล้ว ตอนอยู่เมืองผิงเหยา กู้เสี่ยวหวานยังซื้อหม้อใบใหญ่เป็นพิเศษ ซึ่งสามารถใช้ทำน้ำแกงและผัดผักได้
ดังนั้นระหว่างทาง กู้เสี่ยวหวานจึงเตรียมอาหารอร่อย ๆ และกินง่ายสำหรับทุกคน เช่น ไก่ตุ๋น ไก่ผัด ไก่ย่าง กระต่ายย่าง กระต่ายตุ๋น ผู้คนที่ได้กินล้วนน้ำลายสอ
แม้ว่าจะเดินทางมาหลายวันแล้ว แต่เมื่อมาถึงเมืองหลวง ทุกคนต่างประหลาดใจที่หลังจากเดินทางมาเป็นเวลานานกลับอ้วนขึ้น แต่นั้นก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี
ใช้เวลายี่สิบกว่าวันกว่าจะเมื่อมาถึงเมืองหลวง และเมื่อกลับมาถึงก็เข้าเดือนสามแล้ว
ต้นไม้ใบหญ้าระหว่างท้องกำลังผลิดอกออกผล
กู้เสี่ยวหวานส่งถานอวี้ซูที่จวนของแม่ทัพอันดับแรก ทันทีที่ลงจากรถม้า ก็เห็นถานเย่สิงยืนอยู่ที่ประตู ใบหน้าเหี่ยวย่นจ้องมองถานอวี้ซูที่ลงจากรถม้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
ถานอวี้ซูมองถานเย่สิง เส้นผมที่เคยดำขลับตอนนี้กลับแซมด้วยสีขาว ความรู้สึกเจ็บปวดเอ่อขึ้นเต็มหัวใจ ขอบตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส นางวิ่งไปข้างหน้าและตะโกนเสียงดัง “ท่านปู่”
แม้ว่าถานเย่สิงจะได้รับจดหมายจากเฟยเกอว่าถานอวี้ซูสบายดี แต่ยามนี้เมื่อเห็นหลานสาว ก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ เขากอดถานอวี้ซูแน่นแล้วร้องไห้ “หลานเอ๋ย เจ้าเป็นเหมือนชีวิตของข้า”
ในสนามรบเขาฆ่าศัตรูมานับไม่ถ้วน เคยร้องไห้ที่ใดกัน แต่สายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของตนจากไปโดยไม่ร่ำลา ถานเย่สิงจะไม่เสียใจได้อย่างไร
“ฮือฮือฮือ…ท่านปู่ คราวหน้าข้าจะไม่เอาแต่ใจแล้ว ข้าจะเชื่อฟังท่าน”
สองปู่หลานกอดกันร้องไห้
กู้เสี่ยวหวานมองไปรอบ ๆ มีคนมองมาทางนี้ จึงเตือนว่า “แม่ทัพถาน ที่นี่คนเยอะมาก พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะ”
แม่ทัพถานได้สติจึงรีบพูดว่า “เรารีบเข้าไปด้านในเถอะ”
ถานเย่สิงไม่ได้ประกาศออกไปว่าถานอวี้ซูไปเดินทางไปที่ชายแดน แต่บอกเพียงว่าถานอวี้ซูป่วยหนัก และกำลังฟักฟื้นอยู่ภายในบ้าน
หลังจากเข้ามาในบ้านแล้ว และเห็นถานอวี้ซูสบายดี ร่างกายมีน้ำมีนวล ถานเย่สิงก็รู้สึกพอใจ
จากนั้นเหลือบมองกู้เสี่ยวหวานและพูดว่า “อันผิงจวิ้นจู่ ขอบคุณเจ้ามาก ลำบากเจ้าแล้ว”
กู้เสี่ยวหวานได้ยินแบบนั้น ก็ลุกขึ้นทันทีและคุกเข่าลงต่อหน้าถานเย่สิง “ท่านแม่ทัพถาน ข้ามาที่นี่เพื่อขอให้ท่านยกโทษ”
ถานเย่สิงเห็นกู้เสี่ยวหวานคุกเข่าลงต่อหน้าก็ผงะเล็กน้อยรีบไปพยุงนางขึ้น “อันผิงจวิ้นจู่ เจ้า…”
กู้เสี่ยวหวานไม่ยอมลุกขึ้นและพูดว่า “แม่ทัพถาน ทั้งหมดเป็นเพราะเสี่ยวหวาน ไม่ได้บอกเรื่องของหนิงผิงกับถานอวี้ซูแก่ท่านซึ่งเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์นั้น”
ถานอวี้ซูได้ฟังก็คุกเข่าลงและพูดว่า “ท่านปู่ ทั้งหมดเป็นเพราะข้า ท่านพี่ไม่เกี่ยว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่านพี่ ข้าเต็มใจทำมันเองทั้งหมด”
“ท่านแม่ทัพ เรื่องนี้เสี่ยวหวานหวังว่าท่านแม่ทัพจะให้โอกาสหนิงผิง น้องชายข้าแม้ว่าเขาจะอายุน้อยไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่มีฐานะสูงส่ง แต่เขาไปค่ายทหารก็เพื่อสร้างเกียรติให้ตนเอง เพื่อในอนาคตตนเองจะได้คู่ควรกับอวี้ซู ความจริงข้าไม่ควรพูดคำเหล่านี้ และไม่สมควรที่จะพูดตอนนี้…”
กู้เสี่ยวหวานชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ในเมื่อเรื่องเกิดแล้ว เกรงว่าท่านจะเข้าใจน้องชายข้าผิด แต่ข้ารับประกันได้ว่า หนิงผิงไม่ใช่ประเภทที่จะตามคนอื่นเพื่อให้เลื่อนตำแหน่ง”
ถานอวี้ซูเองก็เอ่ยขึ้น “ใช่เจ้าค่ะ ท่านปู่ พี่หนิงผิงบอกข้าว่าการไปค่ายทหารครั้งนี้ก็เพื่ออนาคตของเขา ในอนาคตเขาจะแต่งงานกับข้า ท่านปู่ ในอนาคตข้าจะเชื่อฟังท่าน ข้าจะไม่เอาแต่ใจอีกต่อไป”
ตอนนั้นเองที่ถานอวี้ซูเข้าใจว่าทำไมกู้เสี่ยวหวานถึงพูดแบบนั้น
นางคือฮู้กั๋วจวิ้นจู่เป็นหลานของท่านแม่ทัพถานเย่สิง และได้รับการเลี้ยงดูจากไทเฮา นางเดินทางไปยังชายแดนเพื่อชายคนหนึ่ง หากมีคนรับรู้เรื่องพวกนี้เข้า ท่านปู่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน มันจะต้องกระทบชื่อเสียงของตนเองอย่างแน่นอน
กู้เสี่ยวหวานกังวลมาก ตอนนี้กู้หนิงผิงไม่มีฐานะสูงส่ง เพราะอาการบาดเจ็บทำให้ถานอวี้ซูทิ้งทุกอย่างในเมืองหลวง และเดินทางไปชายแดนเพียงคนเดียว
พูดให้ดูดีก็คือคนสองคนที่ใจตรงกัน
แต่ถ้าพูดตรง ๆ ก็คือล่อลวงกุลสตรีที่มีฐานะ ถ้าเรื่องนี้หลุดรอดออกไป ชื่อเสียงของกู้หนิงผิงจะพังป่นปี้
ถานอวี้ซูตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ นางมองไปที่ถานเย่สิงอย่างเป็นกังวล โดยหวังว่าเขาจะไม่คิดเล็กคิดน้อย แต่ก็เห็นสีหน้าของถานเย่สิงมืดมนตลอดเวลา ราวกับว่ากำลังพยายามคิดอะไรบางอย่าง
“ท่านปู่ ขอร้องล่ะ ข้าจะไม่หนีไปไหนอีก ไม่ต้องกังวล ข้าจะเป็นเด็กดี อยู่กับท่านในเมืองหลวงจะไม่ไปไหน” ถานอวี้ซูเห็นใบหน้าที่มืดมนของปู่ ก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างมากจนน้ำตาจะไหลออกมาอีกครั้ง
นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเกลียดตัวเอง ทำไมถึงไม่เชื่อฟังอะไร และหนีไปโดยไม่บอกใคร
ถ้าเพราะเรื่องนี้ ปู่ไม่ยอมให้คบกับพี่หนิงผิงแล้วจะทำอย่างไร
ถานอวี้ซูยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า เงยหน้ามองถานเย่สิงอย่างอ้อนวอน
ถานเย่สิงมองถานอวี้ซูและพูดว่า “ที่เจ้าพูดจริงหรือ?”
ถานอวี้ซูรีบพยักหน้า “จริงเจ้าค่ะ จริงแน่นอน ข้าจะไม่ไปไหน ข้าจะอยู่ที่เมืองหลวง”
“ตกลง ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็อยู่เมืองหลวงและปักชุดแต่งงานแต่เนิ่น ๆ” ถานเย่สิงพูด
“อะไรนะ ท่านปู่…” ถานอวี้ซูได้ฟังดวงตาก็เบิกกว้าง “ท่านจะให้ข้าแต่งกับใคร ข้าไม่แต่ง ข้าไม่แต่ง!”
กู้เสี่ยวหวานที่อยู่ด้านข้างได้ยินก็ขมวดคิ้ว เงยหน้ามองถานเย่สิงและพูดอีกครั้งว่า “ท่านแม่ทัพ หนิงผิงกับอวี้ซูรักกัน ได้โปรดท่านให้โอกาสพวกเขา เห็นแก่ความรักของเด็กทั้งสอง ให้โอกาสหนิงผิงด้วย”
ถานอวี้ซูเบิกตากว้างมองถานเย่สิงด้วยความประหลาดใจ “ท่านปู่ ท่านรักข้ามากที่สุดมาตลอด ท่านไม่สามารถ…”
ถานเย่สิงตะคอกอย่างเย็นชา “อะไรนะ? ตอนเจ้าออกไปหาเขานั้นไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แค่ปักชุดแต่งงานเท่านั้น เจ้ายังกลับไปกลับมา ต้องการให้ข้าพิจารณาใหม่ใช่หรือไม่”
“หา?” ถานอวี้ซูไม่เข้าใจ แต่เมื่อเข้าใจแล้ว สีหน้าก็กลับมาสดใสขึ้นมาและรีบพูดว่า “ไม่ไม่ไม่ ข้าจะปัก ข้าจะปัก”
กู้เสี่ยวหวานเข้าใจความหมายของถานเย่สิงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ขอบคุณท่านแม่ทัพ”
นี่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจกู้เสี่ยวหวานไม่คาดคิดว่าแม่ทัพถานจะเห็นด้วยกับเรื่องของเด็กสองคน
ออกจากจวนท่านแม่ทัพ กู้เสี่ยวหวานกำลังจะขึ้นรถม้า จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลังก็เห็นติงลุ่นยืนอยู่ ทำความเคารพและพูดว่า “แม่นาง เรื่องที่ท่านสัญญาไม่ลืมใช่หรือไม่”
คำพูดเต็มไปด้วยความน้อยใจ
กู้เสี่ยวหวานเห็นท่าทางน้อยใจของเขาก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “จะลืมได้อย่างไร เมื่อท่านว่างก็ไปสวนชิง พารองแม่ทัพเฉินมาด้วยล่ะ ข้าจะรอท่านที่สวนชิง”
“แม่นางพูดจริงหรือ” ติงลุ่นได้ยินก็มีความสุขมาก
“แน่นอน รับปากท่านอาติงแล้ว จะไม่เสียใจในภายหลัง” กู้เสี่ยวหวานยิ้มและขึ้นรถม้า ติงลุ่นยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ข้างหลังเหมือนเด็กได้อมยิ้ม