ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1807 จู้เสวี่ยหยา
บทที่ 1807 จู้เสวี่ยหยา
อาจั่วที่อยู่ในรถม้ามองติงลุ่นและเหล่าหวานถงอยู่เช่นนั้น ยิ้มพร้อมพูดว่า “แม่นาง เขาแค่เป็นคนอารมณ์ดี ถ้ามีของกินก็เป็นเหมือนเด็กซน ๆ คนหนึ่ง!”
“คนเราจะตัดสินกันที่หน้าตาไม่ได้ จริง ๆ แล้วคนคนนี้อยู่ข้างแม่ทัพมานานหลายปี อีกทั้งแม่ทัพถานยังให้เกียรติเขาเป็นพิเศษ คนคนนี้ต้องมีอะไรที่พิเศษแน่นอน!” กู้เสี่ยวหวานพูด
หลังจากกลับมาถึงสวนชิง ก็เห็นกู้ฟางสี่ กู้หนิงอัน และกู้เสี้ยวอี้ยืนอยู่ที่ประตูหลังจากได้ข่าว
กู้เสี่ยวหวานที่เพิ่งลงจากรถม้า ก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านนอก “ท่านพี่ ท่านพี่…ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว …”
ยังไม่ทันได้เงยหน้า ร่างของกู้เสี่ยวหวานก็โผใส่ร่างของตัวเองตามมาด้วยกลิ่นหอมที่คุ้นเคย “ท่านพี่ ท่านพี่…”
กู้เสี่ยวหวานยื่นมือไปกอดคนในอ้อมแขนแน่น “เสี่ยวอี้…”
“ฮือฮือฮือ ท่านพี่…” กู้เสี่ยวอี้ร้องไห้กระจองอแง หากแต่ใบหน้านั้นของนางก็ยังดูงดงาม ใบหน้าน่ารักคลอเคลียอยู่ที่ตัวของกู้เสี่ยวหวานไม่หยุด ราวกับลูกแมวน้อยอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อมองเห็นประตูบ้านที่คุ้นเคย คนที่คุ้นเคย ความกังวลทั้งหมดที่อยู่ในใจของกู้เสี่ยวหวานก็ถูกปล่อยวางลง
“เอาละ ๆ ข้าก็กลับมาแล้วนี่ไง เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลแล้ว!” กู้เสี่ยวหวานปลอบน้องสาว
“ท่านพี่…” จู่ ๆ ก็มีเสียงของชายหล่อเหล่าคนหนึ่งดังมาจากข้างหน้า
กู้เสี่ยวหวานเงยหน้าขึ้นก็เห็นชายร่างสูงยืนอยู่ตรงหน้า บนร่างกายสวมเสื้อคลุมสีคราม หล่อเหลาราวกับองค์ชายรูปงาม
เมื่อรู้สึกประหลาดใจได้ครู่หนึ่ง กู้เสี่ยวหวานก็ส่งเสียงออกมาด้วยตกใจ “หนิงอัน…”
“ท่านพี่!” กู้หนิงอันที่อยู่ตรงหน้านาง จากนั้นก็วิ่งมากอดหญิงที่อยู่ตรงหน้าเขาทั้งสองคน
เกือบหนึ่งปีที่ไม่ได้พบกัน เดิมกู้เสี่ยวหวานสูงกว่ากู้หนิงอันแต่เพียงแค่ช่วงเวลาไม่นานกู้หนิงอันก็สูงกว่ากู้เสี่ยวหวานเกือบครึ่งหัวแล้ว เขากอดพี่สาวน้องสาวไว้ในอ้อมกอด และกอดทั้งสองไว้แน่น
กู้ฟางสี่ร้องไห้โฮด้วยความดีใจ พลางพูดด้วยเสียงสะอื้นว่า “ดีแล้ว ดีแล้ว ขาดแค่หนิงผิง…เราก็จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว พวกเราอย่าอยู่ข้างหน้าเลย พี่สาวเจ้าพึ่งกลับมา อย่าปล่อยให้นางเหนื่อยไปมากกว่านี้ รีบเข้าไปกันเถอะ!”
ทุกคนต่างกอดกันและเดินกลับไปที่สวนชิงด้วยความสุข ระหว่างทางเต็มไปด้วยหิมะสีขาวโปรยปรายให้ความรู้สึกที่อ้างว้างโดดเดี่ยว เมื่อกลับมาก็เห็นความสดชื่อของฤดูใบไม้ผลิที่เขียวขจีดูสดชื่นมีชีวิตชีวา
กู้เสี่ยวหวานตามทุกคนไปที่ห้องโถงจึงเห็นว่าทุกอย่างในห้องยังคงเหมือนเดิม ราวกับช่วงสองสามเดือนนี้นางไม่ได้ไปไหน
ทุกคนใช้เวลาในการพูดคุยกันนานพอสมควร ราวกับมีเรื่องพุดคุยกันไม่จบไม่สิ้น กู้ฟางสี่เมื่อเห็นว่าทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ขาดแค่กู้หนิงผิงเพียงคนเดียว ในใจก็รู้สึกเศร้าเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นภาพที่น่าประทับใจ
นางนั่งฟังพวกเขาพูดคุยกันอยู่ข้าง ๆ เมื่อได้ยินว่าครั้งนี้กู้เสี่ยวหวานเดินทางไปชายแดนกับถานอวี้ซูเพื่อไปเยี่ยมกู้หนิงผิง กู้ฟางสี่จึงลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“หนิงผิงเป็นอย่างไรบ้าง? สบายดีหรือไม่?” กู้ฟางสี่ถามด้วยความรีบร้อน
กู้เสี่ยวหวานพยักหน้า แต่ไม่ได้บอกเรื่องอาการบาดเจ็บของกู้หนิงผิง บอกแค่ว่ากู้หนิงผิงนั้นสบายดี อีกทั้งยังนำจดหมายมามากมาย เมื่อกู้ฟางสี่ได้ฟังก็รู้สึกดีใจ
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว!” กู้ฟางสี่รีบพูด
เมื่อพูดคุยกันนานพอสมควรแล้ว กู้เสี่ยวหวานรู้สึกเหนื่อยจึงกลับไปที่ห้องของตัวเอง
ช่วงสองสามเดือนมานี้ราวกับอยู่ในความฝัน เมื่อตื่นขึ้นมาทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว นางก็กลับไปสวมชุดที่เคยสวมเมื่อก่อน และมองไปยังห้องที่คุ้นเคย ข้าวของเครื่องใช้ที่คุ้นเคยของนาง กู้เสี้ยวหวานก็รู้สึกโล่งใจไปชั่วขณะ
สองสามวันมานี้ นางได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เพราะนอกจากกู้เสี่ยวอี้และกู้หนิงอันที่มาอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยกับนาง ก็ไม่มีใครมารบกวนนางอีก
กู้เสี่ยวอี้มาที่นี่ทุกวัน เพื่อถามไถ่นางเรื่องอาหารการกิน และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ให้กู้เสี่ยวหวานฟัง
และเรื่องที่ทำให้กู้เสี่ยวหวานดีใจที่สุด ก็คงไม่มีอะไรดีใจไปกว่าการได้รับจดหมายจากฉินเย่จือแล้ว
นอกจากนี้ยังมีชาหลานเสวี่ยที่ส่งมาหลายกล่อง
เมื่อเห็นใบชา กู้เสี่ยวหวานจึงรู้สึกอยากดื่มขึ้นมาทันที จึงไปที่ห้องชงชาที่อยู่ข้าง ๆ
เมื่อถานอวี้ซูฟื้นตัว นางไม่ได้พักต่ออีกแล้ว เมื่ออาการดีขึ้นก็มาที่สวนชิง ครั้นมาถึงก็เห็นกู้เสี่ยวหวานนั่งอยู่ในห้องชงชา ชุดฤดูใบไม้ผลิสีขาวราวกับหิมะ ผมยาวสีดำขลับ นั่งอยู่เงียบ ๆ ตรงนั้นคนเดียว งดงามราวกับภาพวาด
ถานอวี้ชซูยิ่งมอง ก็รู้สึกราวกับว่าหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ มองอยู่เช่นนั้นด้วยความตกตะลึง กู้เสี่ยวหวานที่กำลังชงชา เมื่อได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจึงเงยหน้าขึ้นมอง และพูดว่า “ยังไม่เข้ามาอีก…”
เมื่อได้ยินเสียงนั้นถานอวี้ซูจึงได้สติกลับมา จึงรีบวิ่งเข้าไปที่ห้องชงชาและพูดด้วยความดีใจว่า “ท่านพี่ ข้าไม่เคยเห็นท่านที่นี่เลย แต่ว่าท่านได้ชาอะไรมา!”
กู้เสี่ยวหวานยิ้มเงียบ ๆ เพียงรินชาใส่ถ้วย และส่งไปให้ถานอวี้ซูตรงหน้าพร้อมพูดว่า “เป็นชาธรรมดาๆ เป็นรสชาติที่เหมาะกับข้า ไม่รู้ว่าเจ้าจะชอบไหม!”
ถานอวี้ซูจึงรีบรับถ้วยชามา ยกขึ้นสูดดมกลิ่นของมันก่อน ก็พบว่ารสชาติมีเอกลักษณ์ สีของชามีความใสวาว เมื่อได้ชิมก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นของมันเท่านั้น
“เป็นอย่างไร?” เมื่อเห็นนางดื่มชาแล้ว กู้เสี่ยวหวานจึงถามขึ้น
“ชานี้รสชาติดีจริง ๆ เหมือนกับว่าข้าเคยดื่มชานี้มาก่อนหน้านั้น! ท่านพี่ ชานี้ชื่อว่าชาอะไร?” ถานอวี้ซูดื่มชาที่อยู่ในแก้ว และถามด้วยความพอใจ
“ชานี้มีรสชาติดี เป็นชาราคาถูก แต่รสชาติของมันดีมาก งั้นข้าจะแบ่งให้เจ้าแล้วกัน!” กู้เสี่ยวหวานพูดตามความจริง
ถานอวี้ซูจิบชาอีกครั้ง พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย “ชานี้รสชาติเหมือนกับชาที่ข้าเคยดื่มมาก่อนหน้านี้ วิธีการชงแบบนี้ก็เหมือนกัน ใบชานี้ไม่มีชื่อ?”
“อืม ไม่มี ข้าตั้งชื่อให้มันว่าชาหลานเยว่ เจ้าดูสิ หลังจากชงด้วยน้ำร้อนแล้ว ด้านบนจะเกิดฟองสีขาว เหมือนกับชาหลานเสวี่ย!” กู้เสี่ยวหวานหยิบถ้วยชามา และชี้ไปในถ้วยพร้อมพูดขึ้น
ถานอวี้ซูจ้องมองอย่างละเอียด จึงขมวดคิ้วและลองจิบชาอีกครั้ง “ไม่หรอก ชานี้ข้าเคยดื่มมาก่อนแล้วแน่ ๆ ถึงแม้จะจำได้และมันเลือนลางมาก แต่ชานี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังจำรสชาติของมันได้ เสี่ยวหวาน ใบชานี้ท่านได้มาจากไหน?”
เมื่อเห็นว่าถานอวี้ซูยังถามเกี่ยวกับเรื่องใบชานี้ราวกับสนใจชานี้เป็นพิเศษ กู้เสี่ยวหวานก็ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรนาง “ใบชานี้เป็นใบชาที่พี่เย่จือส่งมาให้!”
“คู่หมั้นของท่านคนนั้น” เมื่อถานอวี้ซูได้ยินชื่อฉินเย่จือ จึงถามเสียงเจ้าเล่ห์ ใบหน้าเต็มไปด้วยสีหน้าหยอกล้อ
กู้เสี่ยวหวานพยักหน้า “ใช่ เป็นเขา!”
“งั้นเขาไปได้มาจากไหน ถานอวี้ซูถามต่อ?”
“ระหว่าทางผ่านสวนชาเลยซื้อมา!” กู้เสี่ยวหวานเคยได้ยินเขาพูดว่าเขาซื้อมาระหว่างทาง
เมื่อเห็นว่ากู้เสี่ยวหวานก็ไม่ได้รู้อะไรมากนัก ถานอวี้ซูจึงชะโงกหน้าเข้าไป และพูดอย่างมีเลศนัยว่า “พี่เสี่ยวหวาน ท่านรู้ไหมนี่คือชาอะไร? ชานี้มีใครได้ดื่มอีกบ้าง?”
ไม่ใช่ว่าเราดื่มชานี้ด้วยกันเหรอ นางจะรู้ได้อย่างไรว่ามีใครได้ดื่มชานี้อีก
“ไม่รู้!” ถานอวี้ซูมีท่าทีจริงจังเช่นนี้ ทำให้กู้เสี่ยวหวานอยากรู้ไปด้วย
“พี่เสี่ยวหวาน ถ้าหากข้าเดาไม่ผิดละก็ นี่ไม่ใช่ชาหลานเสวี่ย แต่นี่คือจู้เสวี่ยหยา”
“อะไรคือจู้เสวี่ยหยา? คืออะไร?”
“เอ่อ ชาจู้เสวี่ยหยา คือชาที่มีรสชาติที่มีเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น และมีราคาแพง!”
ราคาแพง?
กู้เสี่ยวหวานหวนนึกถึงคำพูดของฉินเย่จือที่บอกว่าเห็นชาวไร่ชาอยู่ข้างทางจึงซื้อมา นางยิ้มพร้อมพูดว่า “เจ้าจำผิดแน่นอน บางทีรสชาติของชาอาจจะคล้ายกันมากก็ได้”
“เป็นไปไม่ได้ รสชาติของชานี้กับชาอื่นไม่เหมือนกันเลยสักนิด ข้าไม่มีทางจำผิด!” ถานอวี้ซูตอบด้วยความแน่วแน่ “ท่านพี่ ชานี้จะเป็นชาอะไรไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญคือ ท่านรู้ไหมว่าใบชานี้หนึ่งปีเก็บได้เท่าไหร่? ตอนนี้ในต้าชิงใครดื่มชานี้ได้บ้าง?”
“ใคร?” กู้เสี่ยวหวานใจเต้นแรง
“ผู้สำเร็จราชการแทนในตอนนี้!”
“ผู้สำเร็จราชการแทน?”
คนคนนี้เดิมทีก็ได้ยินเพียงชื่อเสียงแต่กลับไม่เคยเห็นหน้า ตอนยังอยู่ในวัยเด็กเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นอวี้เมี่ยนซิวหลัวในสนามรบ ทั้งยังช่วยปกครองประเทศสมัยที่ฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์มาจนถึงทุกวันนี้
ได้ยินมาว่าไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นชายคนนี้ แม้แต่ขุนนางสำคัญหลายคนในราชสำนักยังไม่เคยเห็น บางคนอาจจะเคยเห็นแค่คนรูปร่างสูงใหญ่นั่งอยู่หลังม่าน ยามพวกเข้าไปยังวังหลวง
“ปู่ของข้าเคยร่วมต่อสู้กับเขา เท่าที่ฟังปู่เล่า ผู้สำเร็จราชการแทนคนนี้หน้าตาหล่อเหลาไม่เป็นสองรองใคร ผู้ชายที่ทั้งหล่อเหลาและเก่งกาจเช่นนี้นั้นหาได้ยาก เขาช่างเป็นความโชคดีของต้าชิงและชาวบ้าน แต่น่าเสียดาย ข้าเป็นจวิ้นจู่มานานหลายปี ก็ไม่เคยพบผู้สำเร็จราชการแทนคนนี้เลย ยิ่งไปกว่านั้นแม้แต่เสียงข้าก็ยังไม่เคยได้ยิน!” ถานอวี้ซูพูดด้วยความรู้สึกเสียดาย สายตานั้นเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่มีต่อผู้สำเร็จราชการที่ลึกลับผู้นี้
“แต่…ก็อาจจะเป็นไปได้ ที่ชาสองประเภทนี้จะมีรสชาติเหมือนกัน แต่ต่างกันมากราวกับฟ้ากับดิน ท่านพี่ข้าอยากให้ท่านรู้ไว้ว่า ใบชานี้ในตลอดทั้งปีเก็บได้เพียงไม่กี่จิน ถ้าป็นชาวบ้านหรือคนธรรมดาทั่ว ๆ ไปก็คงไม่สามารถดื่มได้!” ถานอวี้ซูพูดด้วยรอยยิ้ม
“ชานี้เป็นชาที่ซื้อมาจากชาวไร่ชาจากข้างถนน ไม่เหมือนกับที่เจ้าบอกแน่นอน”
ถึงแม้ในใจของถานอวี้ซูจะยังมีความสับสน แต่ก็ทำได้แค่เชื่อเท่านั้น
ใบชานี้ฉินเย่จือเป็นคนส่งมา อาจจะเป็นความบังเอิญก็ได้ ของรสชาติที่คล้ายกัน ถานอวี้ซูก็ไม่ได้ใส่ใจ!
แม้แต่กู้เสี่ยวหวานก็ไม่ได้ใส่ใจ ถานอวี้ซูนั้นอาจจะจำผิดก็ได้