ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1811 หมดความหมายก็เขี่ยทิ้ง
บทที่ 1811 หมดความหมายก็เขี่ยทิ้ง
หากอย่างนายท่านเรียกว่าอัปลักษณ์ แล้วคนตรงหน้าพวกนี้ละ? มันไม่เป็นที่สังเวชใจจนไม่คิดว่าจะอยู่บนโลกนี้หรือ
กู้เสี่ยวหวานไม่พูดอะไร และนางก็ไม่ได้จะเสวนากับพวกเขาเสียเท่าไร
อย่างไรก็ตาม แม้จะอัปลักษณ์แต่ก็เป็นนายท่าน!
แค่คุณหนูของพวกเราชอบก็พอแล้ว!
กู้เสี่ยวหวานไม่พูดอะไรสักคำและคิดในใจว่านางควรโต้ตอบกับคนเยี่ยงนี้หรือไม่
หลังคิดอยู่ในใจพักหนึ่งก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
เผอิญช่วงนี้มีคนมากมายมาคุยเรื่องแต่งงานจึงทำให้นางกระวนกระวายใจไม่น้อย หากเรื่องในครั้งนี้ทำให้คนเหล่านี้ยอมแพ้ได้ก็อาจเป็นหนทางที่ดีเช่นกัน
ดังนั้นกู้เสี่ยวหวานจึงไม่ได้พูดอะไร
และไม่ให้คนรอบข้างเอ่ยปาก ได้แต่ฟังกู้ซินเถาและคนอื่น ๆ ที่อยู่ตรงข้ามพูดอย่างสนุกปาก
แต่เมื่อกู้ซินเถาและคนเหล่านั้นเห็นกู้เสี่ยวหวานไม่ปริปากเอ่ยคำใด ความคิดที่อยู่ในใจก็ยิ่งแน่วแน่มากขึ้น
เป็นคนรังเกียจคนจนชอบคนรวยจริงด้วยพอมีตำแหน่งและฐานะ ก็ไม่ชอบเศษสวะในอดีตแล้ว
“พวกเจ้าอย่าพูดไป เขากับน้องสาวข้าเคยให้สัญญาหมั้นหมายกันมาก่อน” กู้ซินเถาพูดขึ้นราวกับว่าอดไว้ไม่ได้ “น้องสาวข้ากับพี่ใหญ่ฉินนั้นรักกันมาก่อน ตั้งแต่ตอนอยู่เมืองหลิวเจียและได้หมั้นหมายไว้นานแล้ว”
“อะไรนะ เคยหมั้นแล้ว?” ฟางจู๋อวิ๋นตะโกนขึ้นอีกครั้ง “ในเมื่อเคยหมั้นแล้ว เหตุใดไม่บอกพวกข้า”
“พวกเจ้ามันโง่ เรื่องนี้จำเป็นต้องบอกเจ้าหรือ ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงพิธีการหมั้น ยังไม่ได้แต่งงาน หากว่านางกลับใจก็ยังสามารถแต่งงานกับคนดี ๆ ในเมืองหลวงได้” หลิวซืออี๋พูดอย่างชิงชัง สายตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
กู้เสี่ยวหวานเอ๋ยกู้เสี่ยวหวาน เจ้าดูถูกข้าไม่ใช่หรือ ตอนนี้เจ้ามีอำนาจมากนักไม่ใช่หรือ?
ไม่ใช่ว่าตระกูลกู้มีลูกสาวที่งดงาม ตระกูลอื่นจึงจะมาสู่ขอให้ลูกชายของตนหรือ
เหอะเหอะ เช่นนั้นมาดูกันว่าต่อจากนี้ไป จะยังมีคนมาสู่ขอเจ้าอีกหรือไม่
เจ้ามันเนรคุณ รังเกียจคนจนชอบคนรวย เป็นหญิงไม่บริสุทธิ์ ดูสิว่ายังจะมีใครอยากได้เจ้าเป็นลูกสะใภ้อีกหรือไม่
กู้เสี่ยวอี้ฟังกู้ซินเถาพูดใส่สีตีไข่บิดเบือนความจริง หัวใจพลันปวดร้าวไป จนมือเล็ก ๆ คู่นั้นกำหมัดแน่น
พี่ใหญ่ฉินโตมาหน้าตาเป็นอย่างไร มีหรือที่นางจะไม่รู้
ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร พยายามคิดฆ่าตัวตายเพื่อพี่ใหญ่ฉิน และต้องการพาพี่ใหญ่ฉินไปด้วย
ผู้หญิงเช่นนี้บิดเบือนความจริง และตอนนี้กำลังพูดจาใส่ร้ายป้ายสีพี่สาวของนาง
ถ้าหากท่านพี่รังเกียจคนจนชอบคนรวยจริง ๆ แล้วชื่อเสียงที่ว่าไม่บริสุทธิ์ นี่… คนทั้งเมืองหลวงจะมองนางอย่างไร
“ท่านพี่ ข้าจะฉีกปากเหม็นเน่าของนาง ดูสิว่านางยังจะพูดจาไร้สาระได้อีกหรือไม่” กู้เสี่ยวอี้พูดจบก็พับแขนเสื้อขึ้นหมายจะก้าวไปข้างหน้า
กู้เสี่ยวหวานรีบดึงมือนางไว้ มองดวงหน้าของน้องสาวที่โกรธจนหน้าแดง ก็ส่ายหัวและยิ้มจาง
เมื่อเห็นพี่สาวตนเองยังนิ่งเงียบ กู้เสี่ยวอี้โกรธจนแทบอยากไปฉีกปากเน่า ๆ ของกู้ซินเถา แต่ท่านพี่กลับห้ามนางไว้ จึงได้แต่ทำตัวสงบยืนอยู่ตรงนั้น แม้โกรธจนแทบบ้า แต่ก็จำใจต้องเชื่อฟังพี่สาวตนเอง
ท่านพี่ไม่ให้ข้าโต้แย้ง นางต้องมีแผนการแน่ ๆ
ดังนั้น ตอนนี้ทุกสายตาล้วนจ้องมองกู้ซินเถากับพรรคพวกด้วยสายตาโกรธแค้น หากแต่ไม่มีการโต้ตอบ ซึ่งทำให้กู้ซินเถาภูมิใจจนหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
หรือว่า…
ฉินเย่จือถูกกู้เสี่ยวหวานขับไล่ไปแล้วจริง ๆ?
เมื่อนึกถึงชายหน้าตาหล่อเหล่าที่เฝ้าคะนึงหามาตลอด จิตใจกู้ซินเถาสับสนวนเวียนอยู่อย่างนั้น นาง…นางทำใจไล่อีกฝ่ายไปได้อย่างไร
คนรูปงามเช่นนี้ถึงจะไม่ได้อยู่ข้างกายด้วยกันตลอดไป แต่มันก็ช่วยให้จิตใจของเราสบายใจอย่างมากไม่ใช่หรือ
กู้ซินเถามีแผนในใจและตอนที่เงยหน้ามองกู้เสี่ยวหวาน รอยยิ้มที่มืดมนและเย็นชาก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
ในเมื่อไล่เขาไปแล้วก็ดี งั้นนางจะไปตามหาเขาเอง ทำให้กู้เสี่ยวหวานสูญเสียทั้งฐานะและชื่อเสียงก็ถือว่าล้างแค้นให้พี่ใหญ่ฉินแล้ว
ดังนั้นตอนนี้จึงไม่สนใจว่าสองพี่น้องตระกูลฟางกับหลิวซืออี๋พูดกันเสียงดังจอแจ
เมื่อรอจนท่าทีของคนเหล่านั้นสงบลง ลูกค้าที่อยู่ในร้านจิ่นฝูเหมือนจะตกตะลึงเมื่อค้นพบความจริงบางอย่าง
ที่แท้อันผิงจวิ้นจู่ได้รับหมั้นกับคนอื่นไว้แล้วอีกทั้งคนที่รับหมั้นก็เป็นบ่าวรับใช้ในบ้าน และบ่าวคนนั้นยังเป็นขอทานอีกด้วย
หมั้นหมายเพราะบ่าวคนนั้นทำงานหาเงินได้ ตอนนั้นกู้เสี่ยวหวานยังเป็นสาวชาวบ้านที่ตกหลุมรักกับบ่าวใบบ้าน นับเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต ต่อมาพวกเขาก็ได้หมั้นหมายกัน เพียงแต่หลังจากที่กู้เสี่ยวหวานถูกแต่งตั้งเป็นอันผิงจวิ้นจู่ก็ไม่เห็นบ่าวคนนั้นอีกเลย ได้ยินมาว่าถูกอันผิงจวิ้นจู่ขับไล่ออกไปแล้ว การหมั้นหมายระหว่างคนทั้งสองจึงเป็นโมฆะ
ได้ยินมาว่าบ่าวคนนั้นโตมาหน้าตาอัปลักษณ์ ไม่มีเงินไม่มีอำนาจ ไม่น่าแปลกใจที่อันผิงจวิ้นจู่จะยกเลิกการแต่งงานระหว่างทั้งสองคน
เหมือนทุกคนจะเลือกได้ว่าเรื่องนี้จะตกอยู่ที่ใคร ทุกสายตาล้วนจับจ้องไม่วางตา เพียงแต่เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้กับผู้หญิง ก็ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่าง…
หลังจากกู้เสี่ยวหวานก้าวขาออกร้านจิ่นฝู ในจังหวะที่ก้าวเดินก็ได้ยินผู้คนพูดจาสนุกปาก ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง รังเกียจคนจนชอบคนมีฐานะ หมดความหมายก็เขี่ยทิ้ง ชื่อเสียงฉาวโฉ่
กู้เสี่ยวหวานอยู่บนรถม้า เมื่อถานอวี้ซูและกู้เสี่ยวอี้เข้ามาก็พูดอย่างโกรธเคือง “ท่านพี่ เหตุใดท่านไม่ให้ข้าฉีกปากนางล่ะเจ้าค่ะ ปากเน่า ๆ นั้นชอบพูดจาสุ่มสี่สุ่มห้าไร้สาระ”
กู้เสี่ยวหวานยิ้ม “ปล่อยให้นางพูดไปเถอะ”
“แต่ว่า… ท่านพี่เรื่องมันไม่ดีต่อชื่อเสียงของท่าน ไม่แน่ว่าเรื่องที่กู้ซินเถาพูด พรุ่งนี้คงถูกแพร่ไปทั่วเมืองหลวง” เมื่อถานอวี้ซูเห็นท่าทางไม่สนใจของกู้เสี่ยวหวาน จึงพูดขึ้นอย่างกระวนกระวาย
“กลัวอะไรล่ะ!” กู้เสี่ยวหวานยิ้ม “ข้าเกรงว่าเราคงไม่สามารถห้ามปากของคนเหล่านั้นได้อีก ทั้งกู้ซินเถายังมีข้อแก้ตัวให้ข้า ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล”
อาจั่วมือสั่นสะท้าน “คุณหนูเพื่อที่จะปฏิเสธคนพวกนั้นแล้ว แม้แต่ชื่อเสียงก็ไม่เอาแล้วหรือเจ้าคะ”
“มันไม่ใช่ความจริง ยิ่งกว่านั้นข้าจะไปสนใจทำไมว่าคนอื่นจะพูดอย่างไร” กู้เสี่ยวหวานหยิบถ้วยชาพลางพูดอย่างเย็นชา
อาจั่วได้ยินเช่นนั้นก็อ้าปากค้าง
ข่าวดีเช่นนี้ต้องรายงานให้นายท่านทราบ
เพื่อปฏิเสธคนพวกนั้นแล้วคุณหนูไม่แม้แต่จะสนใจชื่อเสียงตนเอง คนพวกนั้นยังบอกอีกว่าพอคุณหนูเกี้ยวพาสำเร็จก็ทิ้งขว้างนายท่าน ไม่รู้ว่าพอนายท่านทราบเรื่องนี้แล้ว
จะโกรธเป็นฟื้นเป็นไฟหรือไม่