ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1823 คนสามคนพูดคุยกัน
บทที่ 1823 คนสามคนพูดคุยกัน
สถานะ อำนาจ และเงินทอง นางสามารถหามันด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง และคนคนนั้นก็มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับนางด้วย และนางไม่เคยรู้สึกอิจฉา!
“คุณหนู ท่านคิดว่าตนเองมีความสุขหรือ พี่ใหญ่ฉินเองก็ไม่ค่อยอยู่เคียงข้างท่าน! ยามเกิดเรื่องขึ้น จะไม่มีใครแก้ปัญหาแทนท่านได้!”
กู้เสี่ยวหวานปิดปากคลี่ยิ้ม คิ้วและดวงตาโค้งงอ มองแล้วงดงามยิ่งนัก “ชีวิตของเขายินดีมอบให้ข้า! ข้าพอใจมากแล้ว!”
ข้าพอใจมากแล้ว!
ความรักเป็นเรื่องของความพอใจและความสุข!
สิ่งที่กู้เสี่ยวหวานพูดทำให้อาจั่วรู้สึกสับสน
ตนไม่เข้าใจเรื่องความรัก ดังนั้นจึงไม่เข้าใจความหมายของกู้เสี่ยวหวาน
แต่ที่คุณหนูพูด นางเชื่อว่าการมีคนคนนั้นอยู่เคียงข้าง ต่อให้ได้เป็นฮองเฮาก็หาได้สัมผัสถึงความสุขเทียบกับการที่คนสองคนจับมือกันชมอาทิตย์ขึ้น!
หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ฟางเพ่ยหยาที่ไม่ได้ไปสวนชิงนานแล้ว แต่ครั้งนี้นางกลับมาที่นี่ฉับไวหลังได้รับข่าวซึ่งทันเวลาพอดีที่ถานอวี้ซูอยู่ที่สวนชิง
ฟางเพ่ยหยารู้สึกกระวนกระวายใจมากจึงรีบไปที่สวนชิงโดยคิดว่าจะปลอบโยนและช่วยเหลือกู้เสี่ยวหวานอย่างไร เมื่อนางเห็นกู้เสี่ยวหวาน และถานอวี้ซูนั่งดื่มชาอย่างมีความสุข เมื่อมองใบหน้าเปี่ยมความสุขนั้น ดูเหมือนว่านางไม่ได้รับผลกระทบเลยแม้แต่น้อย!
เมื่อเห็นฟางเพ่ยหยามา ทั้งสามจึงนั่งลงดื่มชาด้วยกัน อาจั่วและสาวใช้อีกสองคนอยู่ข้างนอกรอพวกนาง
“ท่านพี่ เกิดอะไรขึ้น? ข่าวลือเกี่ยวกับท่านขจรขจายไปทั่วทั้งเมือง พวกเรามาคิดหาวิธีจัดการเรื่องนี้กันเถอะ!” ฟางเพ่ยหยาเป็นกังวลเมื่อเห็นใบหน้าเฉยเมยของกู้เสี่ยวหวาน หัวใจของนางเต้นระรัวแทบหลุดออกมาจากอก
เมื่อเห็นท่าทางกังวลของฟางเพ่ยหยา ถานอวี้ซูที่คุ้นเคยมานานแล้วจึงพูดว่า “ท่านพี่ไม่กังวล มันไม่มีประโยชน์ที่เราจะกังวล! เจ้าน่ะ ไม่ต้องกังวลและแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินข่าวจากภายนอกเถอะ!”
“อะไรนะ?” ฟางเพ่ยหยากระวนกระวาย “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของท่านพี่ เราจะเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ได้อย่างไร”
กู้เสี่ยวหวานยิ้ม “ปากก็อยู่บนใบหน้าของพวกเขา ใครจะควบคุมมันได้! ปล่อยให้พวกเขาพูดไป!”
“แต่ท่านพี่ ข่าวลือนี้น่ารังเกียจเกินไป ท่าน…”
“เจ้าเชื่อหรือไม่?” กู้เสี่ยวหวานถามพร้อมกับเลิกคิ้ว
“ข้าไม่เชื่อ ท่านพี่ของข้าเป็นคนที่ดีที่สุดในใต้หล้า ข้าไม่เชื่อข่าวนี้เด็ดขาด!” ฟางเพ่ยหยาพูดหนักแน่นโดยไม่ต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
ถานอวี้ซูยิ้ม “เจ้ามีมโนธรรม หากเจ้ามีความลังเลแม้แต่น้อย มาดูกันว่าข้าจะทำอย่างไรกับเจ้า!”
เมื่อเห็นสิ่งนี้ ฟางเพ่ยหยารู้สึกมึนงงเล็กน้อย “ท่านพี่ อวี้ซู นี่…เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เมื่อเห็นฟางเพ่ยหยางุนงง ถานอวี้ซูจึงยิ้มด้วยความปิติ เมื่อฟางเพ่ยหยาเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งงงงวยมากขึ้น และถามอย่างกังวลด้วยท่าทีจริงจัง “อวี้ซู บอกข้าสิ ข้ากังวลจะตายอยู่แล้ว! ท่านยายกับท่านแม่ได้ยินข่าวลือก็บอกว่าไม่เชื่อ สั่งให้ข้ารีบมาถามท่านพี่ และบอกว่าถ้าท่านพี่เดือดร้อน พวกเราจะช่วยเหลือท่านอย่างแน่นอน!”
ไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้ฮูหยินหลูและหลูเหวินซินตกใจ เมื่อเห็นความประหม่าของพวกนาง กู้เสี่ยวหวานก็รู้สึกแย่เล็กน้อย
“เพ่ยหยา ข้าไม่เป็นอะไร! ข่าวลือข้างนอกนั่นไม่เป็นความจริง!”
“ถ้าอย่างนั้นท่านพี่ ทำไมท่านถึงไม่ชี้แจงล่ะ?” ฟางเพ่ยหยาพูดอย่างกระวนกระวาย “ถ้าท่านไม่เก่งในการชี้แจง ข้าจะทำแทนเอง!”
เมื่อเห็นท่าทางโกรธเคืองของฟางเพ่ยหยา ถานอวี้ซูก็รู้ว่านางกังวลเกี่ยวกับกู้เสี่ยวหวาน ดังนั้นจึงรีบพูดว่า “เพ่ยหยา เจ้าไม่ต้องกังวล เรื่องนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด และท่านพี่ก็มีเหตุผลที่ปล่อยให้เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ดังนั้นจึงปล่อยให้ข่าวลือแพร่กระจายไป!”
“เรื่องอะไรกันแน่ถึงต้องแลกด้วยชื่อเสียงของตนเอง?” ฟางเพ่ยหยากังวลมากจนแทบจะร้องไห้ออกมา
กู้เสี่ยวหวานรู้สึกเป็นทุกข์เมื่อเห็นสีหน้ากระวนกระวายของอีกฝ่าย “เพ่ยหยา ไม่ต้องกังวล เรื่องนี้ไม่เป็นความจริงจริง ๆ! ถ้าพวกเขาอยากพูดก็ให้พูดไป! ดีเสียอีก แม่สื่อเหล่านั้นจะได้ไม่ต้องมาอีก!”
“ท่านหมายความว่า ท่านพี่ยอมรับข่าวลือนี้เพื่อป้องกันไม่ให้แม่สื่อเหล่านั้นมาคุยเรื่องสู่ของั้นหรือ” ฟางเพ่ยหยาตกตะลึงเมื่อได้ยินสิ่งนี้
เมื่อเห็นว่าทั้งกู้เสี่ยวหวานและถานอวี้ซูพยักหน้า ฟางเพ่ยหยาก็รู้สึกกังวล “หากไม่ต้องการให้แม่สื่อมาที่นี่ เหตุใดท่านถึงไม่พูดตรง ๆ ไม่จำเป็นต้องทำลายชื่อเสียงของตัวเองเลย! ท่านพี่คงไม่รู้ว่าคนข้างนอกพูดจาไม่น่าฟังแค่ไหน!”
กู้เสี่ยวหวานเห็นชาที่ตนเองรินให้ฟางเพ่ยหยาเมื่อครู่เย็นแล้ว จึงรินชาร้อนถ้วยใหม่แล้วส่งให้อีกฝ่าย “ดื่มชาหน่อยเถิด!”
ฟางเพ่ยหยาจิบชาเล็กน้อย แต่หัวใจยังคงเต้นระรัว ท่านพี่ทำเพื่อตัวเองมากมาย แต่ตัวเองไม่เคยทำอะไรให้นางเลย ตอนนี้ชื่อเสียงของท่านพี่กำลังเสียหาย แต่ตนเองเพิ่งจะรู้ ดังนั้นความรู้สึกจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ท่านพี่ ข้าขอโทษ ข้า…ข้าเพิ่งรู้เรื่องนี้ ถ้าข้ารู้ก่อนหน้านี้ ข้า…” ฟางเพ่ยหยากล่าวขอโทษ
กู้เสี่ยวหวานรู้ว่านางมีความหวาดวิตกกังวลอยู่ในใจ แต่เรื่องนี้นางเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ว่าคนอื่นจะกระวนกระวายแค่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้
นางได้แต่เกลี้ยกล่อมว่า “ข้าอยู่กับเขาตั้งแต่เด็กและเรารักกัน แม้ว่าเขาจะเป็นขอทานหรือคนรับใช้ในครอบครัวของข้า ข้าก็จะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตของข้า ไม่แยกจากกัน!”
“ท่านพี่……”
เมื่อได้ยินคำพูดของกู้เสี่ยวหวาน ถานอวี้ซูและฟางเพ่ยหยาก็ตกตะลึง พวกนางมองไปที่กู้เสี่ยวหวานด้วยความงุนงงด้วยสีหน้าตกใจ
กู้เสี่ยวหวานยิ้ม “เมื่อเจ้ามีคนที่รัก เจ้าจะรู้ว่าข้าหมายถึงอะไร!”
“แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ใด” ฟางเพ่ยหยาถามอย่างสงสัยเพราะทุกคนลือว่าคนรับใช้ในบ้านหายไป
“เขามีบางอย่างที่ต้องทำ และจะไม่กลับมาอีกสักพัก!” กู้เสี่ยวหวานกล่าว
เมื่อเห็นความหลงใหลและความสุขในดวงตาของกู้เสี่ยวหวานยามพูดถึงบุคคลนั้น ฟางเพ่ยหยารู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง
ถานอวี้ซูรู้เรื่องนี้อยู่แล้วและถอนหายใจอย่างเย็นชาด้วยความดูถูกเหยียดหยาม “กู้ซินเถาคนนั้นใส่ร้ายท่านพี่ด้วยเรื่องไร้สาระ และเป็นเพราะท่านรำคาญเรื่องของแม่สื่อ ดังนั้นจึงไม่เถียงกับนางอีก แต่ไม่คาดคิดว่านางจะทำให้เรื่องนี้เลวร้ายมากขึ้น ท่านพี่ แม่สื่อไม่มาที่นี่แล้ว แต่กลับกู้ซินเถายังต้องชำระบัญชีกับนาง!”
ฟางเพ่ยหยาพยักหน้าและพูดว่า “ท่านพี่ ท่านจะปล่อยนางไปแบบนี้ไม่ได้!”
กู้เสี่ยวหวานพยักหน้าและยิ้ม “ผู้คนกำลังทำมัน และสวรรค์กำลังมองลงมา จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ใครจะบอกได้กัน!”
นางไม่ได้คุยกับฟางเพ่ยหยาและถานอวี้ซูเกี่ยวกับวิธีจัดการกับกู้ซินเถา ทั้งสามคนดื่มชาและพูดคุยเรื่องอื่น
และอาจั่วกำลังต้อนรับสาวใช้ที่ฟางเพ่ยหยาและถานอวี้ซูนำมา เมื่ออาจั่วพบอาชิง นางก็รู้สึกแปลกเล็กน้อยและถามด้วยรอยยิ้ม “คนที่มักจะมากับจวิ้นจู่คืออาอวี้ไม่ใช่หรือ เหตุใดวันนี้ข้าถึงไม่เจออาอวี้ กลับเป็นอาชิงแทนล่ะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อาชิงก็รีบอธิบาย “อาอวี้ นางไม่ค่อยสบาย จวิ้นจู่เห็นใจและสั่งให้นางพักฟื้นในจวน นั่นเป็นเหตุผลที่ข้ามาที่นี่กับจวิ้นจู่!”
“โอ้ ไม่สบายเป็นอะไร? เมื่อสองสามวันก่อนมาที่นี่ก็เห็นว่าสบายดี นางยังพูดคุยและหัวเราะกับข้าได้อยู่เลย ทำไมพอบอกว่าป่วยถึงป่วยได้เลยล่ะ?” อาจั่วถามอย่างสงสัย
จากนั้นเห็นอาชิงพูดด้วยความใจเย็น “บางทีนี่อาจจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ อาอวี้สวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น และตอนกลางคืนมีลมหนาวจึงทำให้นางไม่สบาย!”
“ตอนนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง?” อาจั่วยังคงประหม่าเล็กน้อย
“พบท่านหมอแล้วและยังกินยาอยู่ แต่ร่างกายอ่อนแอจนไม่สามารถลุกจากเตียงได้!”อาชิงตอบ
“ในอดีต อาอวี้คอยอยู่เคียงข้างเพื่อรับใช้จวิ้นจู่เสมอ เมื่อนางป่วยเจ้าคงต้องทำแทนนางหลายเรื่อง!” อาจั่วพูดอย่างสบาย ๆ
เมื่อเห็นว่าอาชิงมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย “นางและข้าต่างก็เป็นสาวใช้จวิ้นจู่ แต่เดิมเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ข้ากับนางต้องทำกันคนละครึ่งอยู่แล้ว!”
เมื่อฟังความหมายของอาชิงแล้ว ดูเหมือนว่านางกำลังตำหนิอาอวี้ที่แย่งงานของนางไป
หลังจากที่อาจั่วได้ฟังก็มองไปที่อาชิงอย่างสงสัย
อากาศเริ่มร้อนขึ้นทุกวัน แม้ว่าจะสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นก็คงไม่ล้มหมอนนอนเสื่อภายในไม่กี่วันหรอก!
กู้เสี่ยวหวานซึ่งอยู่ด้านข้างได้ยินสิ่งนี้และถามถานอวี้ซูด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้น?อาอวี้ป่วยหรือ?”
ถานอวี้ซูตอบรับและพูดอย่างประณามว่า “เมื่อคืนไม่ยอมห่มผ้า นางนอนขดตัวอยู่ข้างนอกทั้งคืน วันรุ่งขึ้นก็ล้มป่วยทันที นางครั่นเนื้อครั่นตัวและยังคงนอนอยู่บนเตียง!”
หนาวแต่ไม่รู้จักห่มผ้าและยังนอนข้างนอกทั้งคืน? เรื่องนี้แปลกประหลาดมาก
กู้เสี่ยวหวานยิ้ม “เจ้าใช้อาอวี้ทำอะไรกัน? จึงทำให้นางเหนื่อยจนหลับไปและไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าต้องห่มผ้าห่มเมื่ออากาศหนาว?”
ถานอวี้ซูรู้สึกงงงวย “เป็นไปไม่ได้ ปกตินางแค่คอยรับใช้ข้าอย่างใกล้ชิด และนางก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรมากมายให้ทำนัก! นอกจากนี้ นางยังเป็นสาวใช้คนโปรดของข้า เมื่อนางล้มป่วย ดังนั้นมันจึงไม่สะดวกสำหรับข้า! นอกจากปรนนิบัติข้า ก็ไม่มีอะไรให้นางทำอีกแล้ว!”