ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1844+1845 กู๋ไห่หายตัวไปแล้ว/ท่านแม่กู๋โวยวาย
บทที่ 1844 กู๋ไห่หายตัวไปแล้ว
เมื่อเห็นกู้เสี่ยวหวาน เจี่ยงปู้หวนจึงรีบทำความเคารพ “เถ้าแก่!”
“ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น ทำไมแม่ของกู๋ไห่ถึงมาอยู่ที่นี่” กู้เสี่ยวหวานถามพร้อมกับขมวดคิ้วงุนงงอย่างไม่เข้าใจ
มีคนร้องไห้โวยวายอยู่ข้างนอก เมื่อคิดดูแล้วมันต้องเป็นเรื่องไม่ดีอย่างแน่นอน!
“เถ้าแก่ กู๋ไห่หายตัวไป!” เจี่ยงปู้หวนรายงานอย่างเร่งรีบ
“หายตัวไป? เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” กู้เสี่ยวหวานขมวดคิ้วและถามด้วยความสับสน
“ช่วงไม่กี่วันมานี้ กิจการของร้านหล่านเยว่ไม่ดีนัก พ่อบ้านกู๋บอกว่าเขามีบางอย่างที่ต้องทำที่บ้าน ดังนั้นจึงปล่อยให้ข้าดูแลร้านหล่านเยว่ตามลำพัง จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก! ตอนนี้ก็ผ่านไปสี่ห้าวันแล้ว ก่อนหน้านี้ท่านแม่กู๋คนนี้ก็มาที่ร้านหล่านเยว่ มาโวยวายบอกว่ากู๋ไห่หายตัวไปห้าวันแล้ว ทั้งยังพูดเรื่องไร้สาระอีกว่า…” เจี่ยงปู้หวนพูด หาแต่ก็หยุดลงอย่างลังเล
กู้เสี่ยวหวานคิดว่าคำพูดเหล่านี้ต้องไม่น่าฟังอย่างแน่นอน และนางก็เตรียมใจไว้แล้ว “เจ้าไม่ต้องกังวล แค่พูดในสิ่งที่ต้องการจะพูด!”
เจี่ยงปู้หวนกล่าวว่า “นางบอกว่าเป็นเพราะชื่อเสียงที่ไม่ดีของท่านจวิ้นจู่ที่ทำให้กิจการหล่านเยว่แย่ลง และท่านก็โทษลูกชายนาง ทั้งยังบอกว่ากู๋ไห่หายตัวไปเพราะเถ้าแก่ตำหนิว่ากิจการไม่ดีและจงใจซ่อนเขาไว้ ตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร!”
โค่วไห่ที่อยู่ด้านข้างได้ยินสิ่งนี้จึงสบถด้วยความโกรธ “ไร้เหตุผลสิ้นดี ถ้าข้าไม่เห็นนางเป็นผู้หญิง ข้าคงไล่นางออกไปนานแล้ว นางไม่สนใจด้วยซ้ำว่าที่นี่คือที่ไหน นางวิ่งมาที่สวนชิงเพื่อสร้างปัญหา! คุณหนู ข้าจะออกไปสอนบทเรียนให้นางเดี๋ยวนี้!”
อาจั่วตะโกน “เจ้าออกไปตอนนี้แล้วจะทำอะไรได้? จับนางไว้อย่างนั้นหรือ นั่นจะทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะว่าในสวนชิงไม่มีกฎเกณฑ์ใช่หรือไม่”
โค่วไห่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพูดอย่างหมดหนทาง “แล้วเจ้าคิดว่าควรทำอย่างไร? จะปล่อยให้นางวิ่งมาที่ประตูสวนชิง และใส่ร้ายชื่อเสียงของคุณหนูไม่ได้!”
กู้เสี่ยวหวานถามอย่างใจเย็นว่า “กู๋ไห่หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ผ่านมาสี่ถึงห้าวันแล้ว เขาบอกว่าท่านแม่ของเขาสุขภาพไม่ดี และบอกว่าอยากกลับบ้านไปดูแลนาง อย่างไรก็ตามท่านแม่กู๋บอกว่ากู๋ไห่ไม่กลับบ้านมาหลายวันแล้ว! และยังบอกว่าเป็นความแค้นของเถ้าแก่ที่เขาส่งผลกระทบต่อกิจการของร้านหล่านเยว่!”เจี่ยงปู้หวนคาดเดา “ข้าเพียงแค่เดา แต่ไม่รู้ว่าถูกต้องหรือไม่!”
“พูดมาเลย!” กู้เสี่ยวหวานกล่าว
“กู๋ไห่ต้องบอกบางอย่างแก่ท่านแม่กู๋ นางจึงมีความคิดเช่นนี้ หรือทั้งสองคนสมรู้ร่วมคิดกัน และจงใจมาที่สวนชิงเพื่อใส่ร้ายเถ้าแก่!” เจี่ยงปู้หวนคาดเดา
“เช่นนั้นเจ้าคิดว่าพวกเขามีเหตุผลอะไรในการใส่ร้ายข้ากัน?” กู้เสี่ยวหวานถามอีกครั้ง
เจี่ยงปู้หวนส่ายศีรษะ “ข้าไม่รู้!”
“ช่วงนี้ เมื่ออยู่ในร้านหล่านเยว่กู๋ไห่มีความผิดปกติใดหรือไม่?
“ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แต่หลังจากเกิดเรื่องกับเถ้าแก่ เขากลายเป็นคนเกียจคร้าน และไม่สนใจเกี่ยวกับกิจการ ยิ่งไปกว่านั้นอารมณ์ของเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง และไม่พอใจร้านหล่านเยว่อย่างมาก!” เจี่ยงปู้หวนพูดตามความเป็นจริง
กู้เสี่ยวหวานหัวเราะ “ข้าเกรงว่าจะไม่ใช่ไม่พอใจร้านหล่านเยว่ แต่ไม่พอใจข้าต่างหาก!”
เจี่ยงปู้หวนยังไม่ได้พูดและยืนอยู่ด้านข้างด้วยความเคารพ ในขณะที่กู้เสี่ยวหวานเดินไปที่ประตู
เมื่อเห็นเช่นนี้ อาจั่วรีบพูดว่า “คุณหนู ท่านกำลังจะไป…”
“ออกไปข้างนอกและดูว่าหญิงชราคนนี้จะทำอย่างไรกับข้า!” เสียงของกู้เสี่ยวหวานเย็นชาราวกับน้ำแข็ง
……
บทที่ 1845 ท่านแม่กู๋โวยวาย
กู้เสี่ยวหวานนำหน้าทุกคน โดยมีผู้คนตามหลังไปไม่ห่าง
ทันทีที่ประตูเปิดออกก็ได้ยินเสียงตะโกนอันโศกเศร้าว่า “ลูกชายของข้า เจ้าไปอยู่ไหน เจ้าทิ้งหญิงชราแก่ ๆ อย่างข้าไว้ตามลำพัง ข้าควรจะทำอย่างไร! เจ้าทำงานเป็นวัวเป็นม้าให้ร้านหล่านเยว่มาหลายปีแล้ว ทำงานหนักโดยไม่ได้รับความดีความชอบใด ๆ ข้าสงสารเจ้าที่ทำงานหนักแต่ถูกคนอื่นทำลายแบบนี้!”
ท่านแม่กู๋กำลังร้องไห้ราวกับคนเสียสติ เมื่อนางเห็นกู้เสี่ยวหวานออกมา เดิมทีนางนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น แต่ตอนนี้พุ่งไปหากู้เสี่ยวหวาน ชี้หน้าและสาปแช่ง “กู้เสี่ยวหวาน นางหญิงไร้ยางอาย กิจการของร้านหล่านเยว่เสียหายไม่เกี่ยวข้องอะไรกับไห่เอ๋อร์ เจ้าเอาไห่เอ๋อร์ของข้าคืนมา! เอาเขาคืนมาให้ข้า!”
ท่านแม่กู๋ก้าวไปข้างหน้าหมายทำร้ายกู้เสี่ยวหวาน เมื่ออาจั่วเห็นสิ่งนี้จึงรีบเข้าไปขวางหน้ากู้เสี่ยวหวานไว้ ตามด้วยเจี่ยงปู้หวนรีบก้าวไปข้างหน้าและกางแขนออกเพื่อขวางหน้ากู้เสี่ยวหวาน และตำหนิ “ท่านแม่กู๋กำลังทำอะไร? ลูกชายของท่านหายตัวไป แล้วเกี่ยวอะไรกับเถ้าแก่ เขาไม่มาทำงานนานแล้วและบอกว่าจะกลับบ้านไปดูแลท่าน เถ้าแก่ก็ใจดีให้เขาลายาว ท่านไม่ขอบคุณเจ้าของร้านก็ไม่เป็นไร แต่เจ้ามาใส่ร้ายเถ้าแก่เช่นนี้ได้อย่างไร!”
ท่านแม่กู๋หัวเราะเยาะ หญิงชราตบต้นขาตนเองของนางพลางชี้ไปที่เจี่ยงปู้หวน พลางเอ่ยเย้ยหยัน “เหอะเหอะ ลูกชายของข้าหายตัวไปแล้ว เจ้าพอใจแล้วใช่ไหม? ตอนนี้เจ้าสามารถเป็นพ่อบ้านของร้านหล่านเยว่ได้แล้ว เจ้าเด็กน้อย เจ้าได้รับประโยชน์จากกู้เสี่ยวหวานมาเท่าไหร่กันล่ะถึงช่วยนางพูดแบบนี้? หรือไม่เจ้าทั้งสองคนกำลังมีความสัมพันธ์กัน อย่าคิดว่าลูกชายของข้าไม่รู้! ท่าทางดูเหมือนเป็นบัญฑิต แต่จริง ๆ แล้วเจ้าชอบกู้เสี่ยวหวานใช่ไหมล่ะ? นางเป็นจวิ้นจู่ที่มีทรัพย์สินมากมาย เจ้าจึงตามก้นนางอย่างนี้! ช่างไร้ยางอาย!”
เจี่ยงปู้หวนรู้สึกประหลาดใจกับการใส่ร้ายของท่านแม่กู๋ เขาชี้ไปที่ท่านแม่กู๋ด้วยมืออันสั่นเทาและตะโกนด้วยความโกรธ “ท่าน…พูดเรื่องไร้สาระ! ท่านสามารถใส่ร้ายข้าได้ แต่อย่าใส่ร้ายเถ้าแก่!”
หลังจากได้ยินคำกล่าวหาของท่านแม่กู๋แล้ว อาจั่วและโค่วไห่ที่อยู่ด้านข้างก็สาปแช่งด้วยความโกรธ “บังอาจ!”
กู้เสี่ยวหวานมองไปที่ท่านแม่กู๋ แม้ว่าตอนนี้นางจะโกรธเคืองและกำมือแน่นพยายามอดทน และนางเฝ้าดูท่านแม่กู๋โวยวายด้วยท่าทีนิ่งสงบ
“บังอาจ เจ้ารู้ไหมว่ากำลังใส่ร้ายใคร?” อาจั่วทนฟังต่อไปไม่ไหวและตะโกนเสียงดัง!
“แน่นอนว่าข้ารู้ดีว่านางคือใคร! นี่คืออันผิงจวิ้นจู่ผู้สง่างามไม่ใช่หรือ?” ท่านแม่กู๋ประชดประชัน “ทุกคนมาที่นี่เพื่อแสดงความคิดเห็น ผู้หญิงแบบนี้มีความสัมพันธ์กับคนรับใช้ เมื่อเห็นเขาหมดประโยคก็เตะเขาทิ้ง ผู้หญิงสำส่อนแบบนี้ ข้ายังต้องใส่ร้ายนางอีกหรือ? นางเป็นจวิ้นจู่แล้วอย่างไร ทำไมคนแบบนี้ถึงเป็นจวิ้นจู่ได้ ช่างน่าไม่อาย!”
ท่านแม่กู๋ตะโกนเสียงดังจนทุกคนบนถนนที่ยืนอยู่ข้างนอกชี้ไปที่สวนชิงและกู้เสี่ยวหวาน!
ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บนถนนสายนี้แม้ว่าจะไม่ใช่ขุนนาง แต่ก็มีครอบครัวที่ร่ำรวยมากมาย เมื่อเห็นความโกลาหลบริเวณสวนชิง พวกเขาทั้งหมดจึงวิ่งออกไปดูด้วยความสนุก
บางคนดูมีความสุข บางคนดูประหลาดใจและไม่อยากจะเชื่อ และบางคนก็มองกู้เสี่ยวหวานอย่างเห็นอกเห็นใจ
หลังจากได้ยินเรื่องไร้สาระของท่านแม่กู๋ กู้เสี่ยวหวานก็คลี่ยิ้มจาง “ท่านแม่กู๋ ท่านก็เป็นผู้หญิง และคงเคยได้ยินข่าวลือของข้ามามากมายใช่หรือไม่? ไม่รู้ท่านไปได้ยินข่าวลือเหล่านี้มาจากไหนกัน?”
“ตอนนี้ทุกคนต่างเรียกเจ้าว่าหญิงไร้ยางอาย ลูกชายของข้าก็บอกว่าเจ้าเป็นหญิงไร้ยางอาย เจ้าได้ทำผิดจรรยาบรรณ และแม้แต่กิจการของร้านหล่านเยว่ก็ทำได้ไม่ดี!” ท่านแม่กู๋พูดด้วยความโกรธ
เมื่อครู่นางเพิ่งเหลือบมองกู้เสี่ยวหวาน แม้ว่าใบหน้านั้นจะเปื้อนรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นก็เยือกเย็นจนทำให้คนมองรู้สึกเหมือนตกลงไปในธารน้ำแข็งซึ่งทำให้ท่านแม่กู๋รู้สึกเย็นวาบทั่วทั่งแผ่นหลัง
“โอ้ เป็นแบบนี้นี่เอง!” เสียงของกู้เสี่ยวหวานเย็นชา รอยยิ้มที่ริมฝีปากนางกว้างมากขึ้น “ในเมื่อท่านเกลียดข้ามาก เหตุใดเมื่อลูกชายของท่านหายไป แล้วทำไมถึงต้องมาตามหากับข้าล่ะ”
“ข้า…” ท่านแม่กู๋ไม่คาดคิดว่ากู้เสี่ยวหวานจะถามคำถามนี้ซึ่งทำเอานางพูดไม่ออก และเอ่ยตะกุกตะกักว่า “ลูกชายของข้าหายไป แน่นอนว่าข้าต้องมาคิดบัญชีกับเจ้า!”
“ลูกชายของท่านเอาเงินข้าไป อีกทั้งท่านยังทำให้ข้าอับอาย ทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” กู้เสี่ยวหวานเย้ยหยัน
ท่านแม่กู๋ตื่นตระหนก “เจ้า… เจ้าหมายถึงอะไร?”
“ไม่ได้หมายถึงอะไร เงินเดือนของลูกชายท่านคือสิบตำลึงเงินต่อเดือน ในเมืองหลวงทั้งหมด คงมีคนไม่กี่คนที่ได้เงินเดือนสูงขนาดนี้!”
กู้เสี่ยวหวานพูดเบา ๆ ทันทีที่พูดถึงจำนวนของเงินเดือนเสร็จ นางก็เห็นผู้คนรอบด้านอ้าปากค้าง
เงินสิบตำลึงเงิน ภายในหนึ่งปีจะมีสักกี่คนที่หาเงินได้มากเท่านี้
กู้เสี่ยวหวานยังไม่หยุด “ทั้งข้าจำได้ว่าข้าส่งคนรับใช้จากจวนของข้าไปเยี่ยมท่านในช่วงปีใหม่ มอบสิ่งของมากมายและเงินจำนวนหนึ่งให้ท่าน! ข้าใจดีกับท่านมาก แต่ท่านและลูกชายของท่านกลับนินทาว่าร้ายข้า ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง!”
กู๋ไห่ผู้นี้ไม่น่าเชื่อถือเลย โชคดีแล้ว กู้เสี่ยวหวานจะได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้เพื่อไล่เขาออก
“เจ้า…เจ้ากำลังพูดเรื่องไร้สาระ ลูกชายของข้าเป็นคนขยันหมั่นเพียร เขาทำงานอย่างขยันขันแข็ง เขาทนลำบากมามาก แต่เจ้าก็ยังมาใส่ร้ายข้า! ลูกชายของข้าเป็นคนซื่อสัตย์!” เมื่อได้ยินคำพูดของกู้เสี่ยวหวานที่กล่าวว่าลูกชายของนางไร้มนุษยธรรม จึงโต้กลับอย่างรวดเร็ว “ลูกชายของข้าทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อเจ้า เจ้าได้รับเงินมากมายจากร้านหล่านเยว่เป็นเพราะการจัดการที่ดีของลูกชายของข้า”