ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1852 เป็นหวัด
บทที่ 1852 เป็นหวัด
ตงเสวี่ยน้ำเสียงสั่นเครือ “อี๋เหนียง คลัง…พวกเขาบอกว่าต้องมีจดหมายของฮูหยินก่อนจึงจะเปิดคลังได้!”
“ข้าเองก็เป็นคนในจวน เหตุใดจึงต้องได้รับการยินยอมจากนางด้วย” หลิวเนี่ยนโหรวคำรามอย่างไม่พอใจ “ก็แค่รังนกเท่านั้น จำต้องมีจดหมายด้วยหรือ?”
ตงเสวี่ยก้มศีรษะลง ตอบน้ำเสียงสั่นเครือ “พวกเขาอ้างว่าฮูหยินบอกว่าแม้ว่าท่านต้องการเข็ม ก็ต้องได้รับความยินยอมจากฮูหยิน!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลิวเนี่ยนโหรวก็เขวี้ยงถ้วยชาลงพื้นด้วยความโกรธ กระแทกพื้นแตกเป็นเสี่ยง ๆ!
เศษถ้วยชากระเด็นบาดลำคอเรียวยาวจนเลือดไหลซึมลง แต่นางไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย!
ฟางเจิ้งสิงเพิ่งกลับมาถึงจวน ระหว่างทางกลับห้องหลักพลันเหลือบเห็นซ่งฉินสาวใช้ข้างกายหวงหรูซื่อเดินผ่านมา เมื่อนางเห็นฟางเจิ้งสิงจึงรีบทำความเคารพ “นายท่าน…”
“ฮูหยินอยู่ที่ไหน? เหตุใดเจ้าไม่คอยอยู่รับใช้ฮูหยิน” ฟางเจิ้งสิงถามอย่างร้อนรน
“วันนี้ฮูหยินไม่สบาย หมอบอกว่านางอาจจะเป็นหวัด!”
“อะไรนะ? ดื่มยาหรือยัง?” ฟางเจิ้งสิงกังวลเมื่อได้ยินว่าหวงหรูซื่อป่วย
“ดื่มแล้ว! หลังจากดื่มยาเสร็จนางก็หลับไปทันที!” ซ่งฉินรายงาน
“เช่นนั้นก็ดี!” ฟางเจิ้งสิงพยักหน้า
หลังจากพูดจบ พลันเตรียมกลับห้องหลัก เมื่อเห็นสิ่งนี้ซ่งฉินจึงรีบหยุดเขาไว้ “นายท่าน ฮูหยินขอให้ข้าน้อยรอนายท่านที่นี่ นางมีข้อความส่งถึงท่าน…”
“ฮูหยินขอให้เจ้าส่งข้อความถึงข้าหรือ?” ฟางเจิ้งสิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ข้าเข้าไปหาฮูหยินเลยไม่ได้หรือ?”
“หมอบอกว่าฮูหยินเป็นหวัดอาจจะทำให้คนใกล้ชิดติดหวัดได้ เมื่อฮูหยินได้ยินดังนั้นก็เป็นห่วงมาก จึงขอให้พวกข้าน้อยรอนายท่านอยู่ที่นี่ และบอกว่าตอนนี้ท่านอย่าเพิ่งไปหาฮูหยินจะดีกว่า
“เจ้าพูดเรื่องอะไร!” ฟางเจิ้งสิงรู้สึกโกรธเมื่อได้ยินสิ่งนี้ “นางเป็นภรรยาของข้า เหตุใดข้าถึงไปเยี่ยมนางไม่ได้!”
หลังจากพูดจบเขาไม่สนซ่งฉินที่ขวางตนอยู่ และมุ่งตรงไปยังห้องหลักทันที
เมื่อเห็นเช่นนี้ซ่งฉินก็คุกเข่าลงกับพื้น “นายท่าน ฮูหยินขอให้ข้าน้อยรอนายท่านที่นี่เพราะไม่ต้องการให้นายท่านป่วย ฮูหยินเป็นห่วงนายท่านมาก หวังว่านายท่านจะเข้าใจความเป็นห่วงของฮูหยินด้วย ดังนั้นอย่าทำให้ฮูหยินผิดหวัง!”
สิ่งที่ซ่งฉินพูดนั้นสมเหตุสมผล ฟางเจิ้งสิงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนอยู่ที่เดิม
เมื่อเห็นว่าท่าทีของฟางเจิ้งสิงผ่อนคลายแล้ว ซ่งฉินก็ลอบถอนหายใจและพูดต่อ “นายท่าน โปรดวางใจ ฮูหยินดื่มยาและนอนพักผ่อนแล้ว ร่างกายของนางกำลังฟื้นตัว หลังจากพักฟื้นสักสองสามวันร่างกายก็จะหายดี นายท่านโปรดวางใจ ข้าน้อยจะคอยอยู่เคียงข้างฮูหยิน และจะดูแลฮูหยินเป็นอย่างดี!”
ฟางเจิ้งสิงคิดอยู่ครู่หนึ่งและตัดสินใจที่จะฟังคำพูดของหวงหรูซื่อ และพูดว่า “เอาล่ะ รีบไปดูแลฮูหยินได้แล้ว!”
เมื่อเห็นว่าฟางเจิ้งสิงยอมเชื่อฟัง ซ่งฉินก็โค้งคำนับและกลับไปที่ห้องหลัก
ฟางเจิ้งสิงยังคงอยู่ในลานอีกสักพัก เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และในที่สุดก็หมุนตัวตรงไปที่ห้องหนังสือ แต่เมื่อเดินไปได้ครึ่งทางก็หันหลังมุ่งหน้าไปยังลานเล็ก
เขาไม่ได้เจอหลิวเนี่ยนโหรวมานานแล้ว ดังนั้นจึงจะใช้โอกาสนี้เพื่อชดเชยนาง!
เมื่อมาถึงลานเล็กก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของหลิวเนี่ยนโหรว “ข้าเป็นเพียงอนุ แต่สถานะยังไม่เทียบเท่ากับขอทานข้างบ้านเลยกระมัง ข้าเองก็เป็นเจ้านายของจวนแห่งนี้ด้วย ทำไมถึงกลายเป็นเช่นนี้ได้”
ตงเสวี่ยยุ่งอยู่กับการปลอบโยนเจ้านาย “อี๋เหนียง อย่าร้องไห้เลยเจ้าค่ะ ระวังจะทำร้ายตัวเองเอาได้”
“ร่างกายของข้าจะมีประโยชน์อะไรเล่า สถานที่แห่งนี้ทั้งเงียบเหงาและอ้างว้าง นายท่านไม่ได้มาที่นี่เป็นเกือบครึ่งเดือนแล้ว!” เสียงของหลิวเนี่ยนโหรวนั้นแผ่วเบาเจือเสียงร้องไห้ฟังดูแล้วนุ่มนวล
ฟางเจิ้งสิงรู้สึกคันยุบยิบในใจเมื่อได้ยินสิ่งนี้ เขาตรงเข้าไปในลานบ้านอย่างไม่ลังและเอ่ยเสียงดัง “โหรวเอ๋อร์…”
เสียงอึกทึกครึกโครมภายในหยุดลงทำให้เกิดความเงียบขึ้น นางไม่คิดว่าจะมีคนเข้ามา ทำเอาเนี่ยนโหรวแทบไม่เชื่อหูตัวเอง!
หลิวเนี่ยนโหรวพูดด้วยความไม่เชื่อ “ตงเสวี่ย เจ้าออกไปดูสิ เหมือนข้าจะได้ยินเสียงของนายท่าน มันจะเป็นไปได้อย่าง นายท่านไม่ได้มาที่นี่เป็นนานแล้ว ข้าคิดถึงเขาเสียจนหูแว่วเลยหรือ!”
ตงเสวี่ยรีบออกไปตามคำสั่ง เมื่อมองไปก็พบว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเจิ้งสิงจริง ๆ!
“อี๋เหนียง อี๋เหนียง เป็นนายท่าน เป็นนายท่าน…นายท่านมาที่นี่เจ้าค่ะ!” ตงเสวี่ยมองรีบวิ่งกลับเขาไปอย่างร้อนรน
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบ หลิวเนี่ยนโหรวก็วิ่งสวนออกไป ดวงตาอ่อนโยนและมีเสน่ห์เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ทำให้นางดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น!
“นายท่าน…นายท่าน…นายท่าน…เป็นท่านจริง ๆ ใช่หรือไม่?” หลิวเนี่ยนโหรวคนตรงหน้าอย่างไม่เชื่อ และพึมพำกับตัวเอง “ตงเสวี่ย ข้าคงไม่ได้แค่หูแว่วเท่านั้น แต่เหมือนข้าจะประสาทหลอนด้วย นายท่าน…เขา…ควรกับฮูหยิน ทำไม…เขามาหาข้าได้อย่างไร
หลิวเนี่ยนโหรวพูดเสียงสะอื้น จากนั้นก็กลับไปร้องไห้ที่ห้อง
เมื่อเห็นเช่นนี้ ตงเสวี่ยอยากจะเขาไปปลอบนาง แต่เมื่อมองไปที่ฟางเจิ้งสิงที่กำลังเดินเข้ามาจึงโค้งคำนับและพูดว่า “นายท่าน…”
“เจ้าออกไปก่อน!”
หลังจากปิดประตูก็มีเพียงฟางเจิ้งสิงและหลิวเนี่ยนโหรวเท่านั้นที่อยู่ในห้อง
บางทีมันอาจจะนานแล้วที่ไม่ได้มาที่นี เมื่อมองไปที่การตกแต่งในห้อง ฟางเจิ้งสิงก็รู้สึกถึงความคุ้นเคยที่ไม่เจอมานาน
ในอดีต หลูเหวินซินอาศัยอยู่ในห้องหลัก แต่เขาไม่มีความคิดจะก้าวเข้าไปในห้องหลัก แม้แต่น้อย สถานที่โปรดปรานของเขาคือลานเล็กแห่งนี้ มันเต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย เช่นเดียวกับในขณะนี้ หลิวเนี่ยนโหรวกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงนุ่ม ท่าทางของนางทำให้เขาหวนนึกถึงอดีต อดีตของเขาและหลิวเนี่ยนโหรวที่มีรักใคร่กลมเกลียวกัน
ความรักระหว่างเขากับหลิวเนี่ยนโหรว ความทรงจำนั้นชัดเจนราวกับว่าเพิ่งเป็นเมื่อวาน