ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1862 ดวงตาที่สดใส
บทที่ 1862 ดวงตาที่สดใส
จวิ้นจู่ต้องเคยเห็นและได้ยินอะไรบางอย่าง ไม่เช่นนั้น…
ซูเฉี่ยนเยว่รู้สึกประหม่า ไม่รู้ว่าทำไมซูหมิ่นถึงอยากไปที่ร้านหล่านเยว่ ร้านหล่านเยว่เป็นสถานที่ของกู้เสี่ยวหวาน และซูหมิ่นขอให้พานางไปที่นั่น แล้วท่านพี่…
ซูเฉี่ยนเยว่รู้ว่าในตอนนี้พี่ชายของนางต้องรู้ว่ากำลังจะไปที่ร้านหล่านเยว่ ดังนั้นนางจึงอธิษฐานให้เขาอย่าทำอะไรที่โง่เขลาออกมาเลย
อนาคตทั้งหมดของตระกูลซูถูกตรึงไว้ที่พี่ชายนางแล้ว!
ในไม่ช้าซูจือเยว่ก็พบว่าหมิงตูจวิ้นจู่ต้องการไปซื้อตุ๊กตาที่ร้านหล่านเยว่ เขาไม่คิดว่าซูหมิ่นจะไปที่นั่น ดังนั้นจึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม หลังจากประหลาดใจในใจยังมีความรู้สึกปีติยินดี ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าความเร็วในการบังคับม้าของเขาเร็วขึ้น มือไม้สั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น
รถม้ามุ่งหน้าไปยังร้านหล่านเยว่ ไม่นานซูจือเยว่ก็เห็นรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่หน้าประตูร้านหล่านเยว่
พอเข้าไปใกล้ก็เห็นป้ายด้านบนสลักคำว่า ‘อัน’ เขียนไว้
รถม้าคันนี้ราชสำนักมอบให้กับอันผิงจวิ้นจู่ และถูกสลักด้วยคำว่า ‘อัน’ จากคำว่าอันผิงจวิ้นจู่บนรถ รถม้าสองคันที่จอดอยู่ที่นี่แสดงว่า…
อันผิงจวิ้นจู่อยู่ข้างใน
ซูจือเยว่จ้องไปที่คำว่า ‘อัน’ นั้นไม่ละสายตาอย่างตั้งใจ และประกายแห่งความปีติยินดีก็ปรากฏขึ้นในใจ
ดูเหมือนว่าการออกมาในวันนี้จะไม่ใช่เรื่องแย่เสียทีเดียว
รถม้าหยุดลง และไฉ่เยว่จึงรีบปลุกซูหมิ่น “จวิ้นจู่ พวกเราถึงร้านหล่านเยว่แล้ว!”
ซูหมิ่นลืมตาขึ้นเชื่องช้า ไฉ่เยว่จึงพูดต่อ “ดูเหมือนว่าอันผิงจวิ้นจู่จะอยู่ที่นี่ด้วย รถม้าของนางจอดอยู่หน้าประตู!”
ซูเฉี่ยนเยว่ซึ่งกำลังจะลงจากรถหยุดชะงักเมื่อได้ยินสิ่งนี้ และมองไปที่ซูหมิ่นอย่างประหม่า
ซูหมิ่นมองการแสดงออกของซูเฉี่ยนเยว่ และพูดด้วยรอยยิ้ม “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเฉี่ยนเยว่ถึงดูประหม่ามากขนาดนี้? เจ้ากลัวอันผิงจวิ้นจู่หรือ?”
ซูเฉี่ยนเยว่รีบหัวเราะและพูดว่า “พี่หมิ่น ท่านพูดอะไรกัน เฉี่ยนเยว่จะไปกลัวอันผิงจวิ้นจู่ได้อย่างไร นางมาจากชนบทและเป็นเพียงสาวชาวนาที่ไม่มีใครรู้จัก หากพูดถึงสถานะแล้ว นางต่ำต้อยที่สุด! เป็นความเมตตาของฮ่องเต้และไทเฮา คนแบบนี้เป็นเพียงแค่เสือกระดาษ*[1] นางไม่มีอะไรดีเลยนอกจากรูปร่างหน้าตา!”
ซูหมิ่นพยักหน้าและพูดอย่างมีความหมาย “เป็นการดีที่สุดถ้าเจ้ารู้ความจริงนี้ ลงจากรถเถอะ!”
ตั้งแต่นางเข้าไปในรถม้า ซูเฉี่ยนเยว่ก็ไม่เคยเห็นท่าทางที่อ่อนโยนของซูหมิ่นอีกเลย ตอนนี้หลังจากได้ยินคำพูดของซูหมิ่นแล้ว จึงได้แต่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก และรีบก้าวลงจากรถม้า
รถม้าของกู้เสี่ยวหวานจอดอยู่บริเวณทางเข้าร้านหล่านเยว่ หน้าร้านมีรถม้าจอดเพียงคันเดียว ดังนั้น มันจึงดูอ้างว้างและเงียบเหงา!
ซูหมิ่นลงจากรถ เงยหน้าขึ้นมองแผ่นป้ายและคร่ำครวญอยู่ในใจ
ซูจือเยว่ยืนอยู่ที่ประตูมองเข้าไปข้างในเป็นระยะ ๆ แม้ว่าการเคลื่อนไหวของเขาจะไม่กระโตกกระตาก แต่ซูหมิ่นที่มองเขาอยู่ตลอดเวลานั้นเห็นการเคลื่อนไหวของเขาอย่างชัดเจน
เขาร้อนใจขนาดนั้นเลยหรือ?
ในวันนี้ดูเหมือนว่าตัวเองได้อำนวยความสะดวกในการพบปะของสองคนนี้!
ซูหมิ่นหัวเราะเยาะ และเดินไปที่ร้านหล่านเยว่โดยไม่หันกลับมามองซูจือเยว่
เมื่อเห็นผู้คนมากมายมา นกแก้วในกรงหน้าประตูก็ส่งเสียงร้องทันที “มีลูกค้ามาแล้ว มีลูกค้ามาแล้ว!”
โค่วไห่และโค่วตันกำลังดื่มชา เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงจึงรีบหันไปมองที่ประตู พลันใดนั้นพวกเขาเห็นซูหมิ่นเดินเข้ามาพร้อมกับใครบางคน
ด้านหลังนางมีสองพี่น้องจากตระกูลซูติดตามมา
ซูหมิ่นมองไปรอบ ๆ และแน่นอนว่านางเห็นสาวใช้และคนรับใช้ของกู้เสี่ยวหวานกำลังดื่มชาอยู่ หากแต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของกู้เสี่ยวหวาน ดังนั้นจึงกล่าวเคล้ารอยยิ้ม “รถม้าของอันผิงจวิ้นจู่จอดหน้าประตู อันผิงจวิ้นจู่ก็อยู่ที่นี่เช่นกันหรือ?”
ทั้งสองรีบทำการแสดงความเคารพ
ทันทีที่พูดจบ อาจั่วก็ออกมาจากด้านใน เปิดม่านประตูขึ้นตามมาด้วยกู้เสี่ยวหวานเดินออกมาจากด้านใน และเจี่ยงปู้หวนลูกจ้างของร้านหล่านเยว่
เมื่อซูหมิ่นเห็นทั้งสองคนออกมาพร้อมกัน รอยยิ้มที่มีความหมายก็ปรากฏขึ้นที่มุมปาก “อันผิงจวิ้นจู่ ท่านมีอะไรจะพูดกับคนรับใช้หรือ ทำไมถึงต้องไปพูดกันตามลำพัง? ชายกับหญิงอยู่กันตามลำพังในห้อง ถ้ามีคนเห็นเข้าจะเอาไปนินทาได้!”
ดูเหมือนว่าดวงตาของซูหมิ่นจะมองไม่เห็นอาจั่วไปชั่วขณะ
กู้เสี่ยวหวานไม่คาดคิดว่าซูหมิ่นจะเปิดฉากลงมือทันทีที่มาถึง แต่ตนเองก็ไม่เต็มใจที่จะเดินตามแผนของอีกฝ่าย ดังนั้นจึงถามด้วยความกังวล “หมิงตูจวิ้นจู่ วันนี้ดวงตาของท่านเป็นอะไรหรือเปล่า?”
“ดวงตาหรือ? ดวงตาข้าเป็นอะไรไป?” เมื่อเห็นกู้เสี่ยวหวานถามตัวเองว่าดวงตาเป็นอะไรหรือเปล่า ซูหมิ่นจึงถามด้วยความแปลกใจ
“เช่นนั้นทำไมจวิ้นจู่ถึงไม่สนใจสาวใช้ของข้าล่ะ? นางก็ออกมาพร้อมกันกับข้า ทำไมจวิ้นจู่ถึงเห็นแต่ข้ากับลูกจ้างในร้าน แต่ไม่เห็นสาวใช้ของข้า ไม่ใช่เพราะดวงตาของท่านผิดปกติหรอกหรือ? หากดวงตาของท่านผิดปกติก็มีโรงหมอเสวียนหูอยู่ข้างนอก หากจวิ้นจู่ไม่ว่าอะไร ท่านสามารถไปที่โรงหมอเพื่อตรวจดวงตาของท่านได้!”
กู้เสี่ยวหวานหาที่นั่งลงโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าอีกฝ่าย
นางตั้งใจทำแบบนั้นโดยไม่สนใจสาวใช้ของกู้เสี่ยวหวาน และนางก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่ากู้เสี่ยวหวานจะเยาะเย้ยตัวเองอย่างตรงไปตรงมา มันจะมากเกินไปแล้วนะ!
หลังจากที่ซูจือเยว่เข้าไปในร้านหล่านเยว่ เขายืนอยู่ข้างหลังตลอดเวลา
ซูจือเยว่ไม่รู้ว่าทำไมซูหมิ่นถึงมาหากู้เสี่ยวหวาน แต่ลางสังหรณ์กำลังบอกว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้น
แน่นอนว่าอันผิงจวิ้นจู่และสาวรับใช้ออกมาพร้อมกัน แต่ซูหมิ่นยืนยันว่าจวิ้นจู่ออกมาพร้อมกับผู้ชายตามลำพัง นี่หมายถึงการใส่ร้ายชื่อเสียงของอันผิงจวิ้นจู่อย่างชัดเจน!
แต่ซูจือเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือให้กับการโต้แย้งของกู้เสี่ยวหวาน!
กู้เสี่ยวหวานไม่ถ่อมตัวหรือเอาแต่ใจ และนางพูดเสียงดังทำให้ซูหมิ่นไม่มีทางตอบโต้
เขาไม่ได้เจอกู้เสี่ยวหวานมานานแล้ว และรู้สึกเพียงว่าผู้หญิงคนนี้มีพลังทำให้คนไม่สามารถละสายตาจากนางได้
เช่นเดียวกับในเวลานี้ เขามองคนตรงหน้าอย่างหลงใหล ริมฝีปากสีดอกกุหลาบ ผิวขาวราวกับหิมะ ผมดำดุจน้ำหมึก และดวงตาที่สดใสของนางราวกับสายน้ำที่พยายามจะดูดเอาจิตใจคน ทำให้ไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย
ซูจือเยว่ยืนอยู่ข้างหลังและมองไปที่กู้เสี่ยวหวานอย่างหลงใหล นางเป็นเหมือนดวงจันทร์ที่สว่างไสวบนท้องฟ้า ไม่สามารถคว้าเอามาได้ เขาต้องการที่จะเอื้อมมือไปสัมผัส แต่ก็ไม่กล้าทำเพราะกลัวว่าจะเผลอรบกวนดวงจันทร์ที่สุกสว่างโดยไม่ตั้งใจ
[1] สิ่งที่ดูน่าเกรงขามแต่ไร้อำนาจ