ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1863 มีปากเสียง
บทที่ 1863 มีปากเสียง
ซูจือเยว่จ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาหลงใหล หารู้เลยสักนิดว่าสาวใช้ข้างกายของซูหมิ่นยื่นอยู่ข้างตน ดวงตาคู่นั้นจับจ้องมาที่ตนเองไม่ละสายตา เฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวและ…
หลงใหล!
ไฉ่เยว่มองซูจือเยว่ ความชื่นชมฉายในดวงตา แต่เมื่อมองตามสายตาอีกฝ่ายก็เห็นว่าดวงตาเรียวคู่นั้นเอาแต่มองหญิงสาวบนเก้าอี้ที่ไม่อาจมีผู้ใดเปรียบได้
อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดังเกล็ดหิมะโปรยปราย ประกอบกับเสื้อคลุมสีขี้เถ้า ปักลวดลายดอกไห่ถังสีแดงสดแตกกิ่งก้านสาขา สีแดงฉานดั่งโลหิตและสีขาวดั่งเกล็ดหิมะทำให้ผู้คนมิอาจละสายตาได้
ไฉ่เยว่อยู่เคียงข้างซูหมิ่นมา คุ้นเคยกับเสน่ห์และความสูงส่งของซูหมิ่น เหยียดหยามดูแคลนว่าไม่มีสตรีคนไหนในอาณาจักรเทียบกับจวิ้นจู่ของตนได้!
อย่างไรก็ตาม หญิงสาวที่นั่งอยู่นั้นมีผิวขาวผ่องย่องใย เมื่อเปรียยบเทียบกับหมิงตูจวิ้นจู่ที่วันนี้แต่งกายสดใสก็ต้องตกตะลึงเมื่อทั้งสองยืนเคียงคู่กัน คนหนึ่งสดใสร่าเริง คนหนึ่งงดงามเฉิดฉาย ราวกับว่าจวิ้นจู่ของตนเป็นเพียงตัวเปรียบเทียบทำให้กู้เสี่ยวหวานเด่นกว่า
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ไฉ่เยว่ก็อดไม่ได้ที่จะตกใจ รีบก้มหน้าลงอย่างร้อนรน ไม่กล้ามองไปมากกว่านี้
ซูหมิ่นถูกกู้เสี่ยวหวานเย้ยหยัน นางโกรธมากจนกำหมัดแน่น จากนั้นกระตุกยิ้มเยาะเย้ย “ข้าไม่ได้เจอเจ้ามาระยะหนึ่งแล้ว ฝีปากของอันผิงจวิ้นจู่ดีขึ้นไม่น้อย!”
“เช่นกัน จวิ้นจู่ก็มีฝีปากดีเช่นกัน!” กู้เสี่ยวหวานรู้ว่าหากตนเองเผยความอ่อนแอ มันจะง่ายดายต่อหมิงตูจวิ้นหากต้องการจัดการตนเอง แล้วเหตุใดนางจะต้องทำตัวให้เป็นรองอีกฝ่าย
นางเองมีสถานะเป็นอันผิงจวิ้นจู่ ผู้ใดจะกลัวผู้ใดมาลองดูกันสักตั้ง
อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงตนเองฉาวโฉ่มากพอแล้ว แค่ด่าคนคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้ว!
“อ๋า… โกรธแล้ว โกรธแล้ว โกรธแล้ว!” เสียงร้องแหลมพลันดังขึ้นในห้องที่ตกอยู่ในความเงียบ เมื่อกู้เสี่ยวหวานเงยหน้าขึ้นก็เห็นนกแก้วตัวนั้นกำลังส่งเสียงอย่างร่าเริง
มันไม่ได้หมายถึงซูหมิ่นงั้นเหรอ?
ซูหมิ่นไม่คิดว่านกแก้วตัวนั้นจะเยาะเย้ยตนเองเช่นนี้ ใบหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความโกรธ
อย่างไรก็ตาม นางไม่ลืมจุดประสงค์ในการมาในวันนี้
“อันผิงจวิ้นจู่ ยามปกติร้านเจ้ามีลูกค้าแน่นขนัดมิใช่หรือ เหตุใดวันนี้ถึงไม่มีผู้ใดเลยล่ะ นอกจากนี้บนตู้ไม่มีแม้กระทั่งตุ๊กตาสักตัว? วันนี้ข้ามาเพื่อซื้อตุ๊กตานะ
ซูหมิ่นจงใจถาม
“จวิ้นจู่ไม่รู้หรอกหรือ” กู้เสี่ยวหวานเงยหน้าขึ้นพลางคลี่ยิ้ม
“เรื่องอะไรงั้นเหรอ” ซูหมิ่นถามกลับ
“ได้ยินมาว่าชาวเมืองบอกว่าข้าเป็นหญิงแพศยา ทอดทิ้งผู้อื่น เกลียดคนจนและรักคนรวย ทุกคนยกย่องข้ามากถึงเพียงนี้จะมาซื้อของในร้านของข้าได้อย่างไร?” กู้เสี่ยวหวานกระตุกยิ้มหวาน
กู้เสี่ยวหวานเอ่ยวาจาไม่น่าฟังราวกับคนคนนั้นไม่ใช่ตนเอง
“โอ้? ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผู้คนพูดกันจะเป็นจริง! อันผิงจวิ้นจู่เจ้าเป็นหญิงแพศยาตามที่ผู้คนทั่วไปพูดจริงหรือ” ซูหมิ่นยิ้มและถาม
อาจั่วหมายก้าวไปข้างหน้า ตำหนิสตรีผู้มีเกียรติที่สุดในอาณาต้าชิงรองลงมาจากไทเฮาและฮองเฮา จวิ้นจู่คนนี้จะดูถูกคนอื่นได้ตามต้องการได้อย่างไร!
กู้เสี่ยวหวานรั้งอีกฝ่ายไว้ และส่งสายตาให้อาจั่วล่าถอย “หมิงตูจวิ้นจู่คงล้อเล่นแล้ว ข้าไม่สามารถตัดสินได้ว่ามันจริงหรือไม่! ทุกคนพูดว่าหมิงตูจวิ้นจู่โหดเหี้ยมและไร้ความปราณี ข้าก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า?”
“เจ้า… เจ้าไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน?” ซูหมิ่นตัวสั่นระริกพลางลุกขึ้นยืนทันที จ้องมองกู้เสี่ยวหวานอย่างดุเดือด
กู้เสี่ยวหวานไม่ได้สนใจท่าทางโกรธเคืองของอีกฝ่าย และคลี่ยิ้มอ่อนหวาน “เรียนจวิ้นจู่ ข้าเพิ่งได้ยินเรื่องนี้ ท่านดูสิ ข้าเพียงพูดไม่กี่คำเท่านั้นเอง ท่านก็โมโหมากถึงปานนี้ ระวังอย่าโกรธจนทำร้ายร่างกายตัวเองเสียล่ะ!”
“ไร้สาระ! กู้เสี่ยวหวาน เจ้าไปได้ยินมาจากไหน? ใส่ร้ายชื่อเสียงของข้า คงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่ไหม!” ซูหมิ่นตะโกนเสียงแหลมจนแทบจะกลายเป็นกรีดร้องราวกับต้องการฆ่าใครสักคนเพื่อระบายความคับแค้น
“อะไรนะ? จวิ้นจู่อย่างฆ่าคนงั้นหรือ ฉะนั้นแล้วเรื่องที่ชาวบ้านพูดก็คงไม่ใช่ข่าวลือใช่หรือไม่? จวิ้นจู่ยอมรับแล้วหรือว่าท่านปฏิบัติต่อชีวิตมนุษย์อย่างไร้ความหมาย?” กู้เสี่ยวหวานยิ้มกว้างจนมองไม่เห็นดวงตา หากแต่ดวงตาคู่นั้นงดงามราวกับแสงดารายามราตรี
ท่าทางเช่นนั้นทำให้ผู้คนหลงใหล!
แต่ในสายตาซูหมิ่นกลับรู้สึกขยะแขยงจนอยากถลกหนังแร่เนื้อนางทิ้ง!
“กู้เสี่ยวหวาน เจ้ากำลังโกหกข้า!” ในที่สุดซูหมิ่นก็ตั้งสติได้และคำรามด้วยความโกรธ
กู้เสี่ยวหวานเลิกคิ้ว ไม่ตอบโต้แต่ก็ไม่นิ่งเฉย “จวิ้นจู่ ท่านยอมรับแล้ว แต่ข้าไม่ยอมรับสิ่งที่คนอื่นพูดถึงแม้แต่คำเดียว! ปากของคนเหล่านี้มีคำพูดมากมาย ข้าควรจะไปโต้เถียงพวกเขาหรือ พวกเขาอยากพูดก็พูดไป ส่วนข้าก็อยู่ของข้า จริงหรือไม่? ใจข้าเท่านั้นตัดสินได้ คนขี้นินทาเหล่านี้ ทำอะไรข้าไม่ได้!”
กู้เสี่ยวหวานเอ่ยชัด ๆ ช้า ๆ ทีละคำให้ซูหมิ่นขมวดคิ้วแน่น
นางไม่คาดคิดว่ากู้เสี่ยวหวานจะมีวาทะศิลป์ดีขนาดนี้!
ซูหมิ่นมองใบหน้างดงามของกู้เสี่ยวหวาน การแต่งเติมใบหน้าเบาบาง แต่ดวงตาของนางนั้นงดงามมากจนผู้คนชื่นชม ต่อให้นางแต่งองค์ทรงเครื่องมากกว่านี้ เกรงว่าก็คงเทียบอีกฝ่ายไม่ได้
ซูหมิ่นโกรธมากจนแทบเสียสติ นางได้แต่จ้องกู้เสี่ยวหวานอย่างดุเดือดโดยไม่สามารถพูดอะไรได้สักคำ
กู้เสี่ยวหวานไม่สนใจ และยกชาตรงหน้าขึ้นดื่ม
จากนั้นซูจือเยว่ก็ก้มศีรษะ รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นที่มุมปาก
คำพูดของกู้เสี่ยวหวานในวันนี้ไม่ได้กำลังหมายความว่าข้อครหาที่ได้รับนั้นไม่ยุติธรรม และไม่เป็นความจริงใช่หรือไม่
“อันผิงจวิ้นจู่เรื่องที่แพร่งพรายเหล่านี้มาจากปากลูกพี่ลูกน้องของเจ้า!” ซูหมิ่นเย้ยหยัน นางไม่ได้วางแผนจะปล่อยกู้เสี่ยวหวานไป
กู้เสี่ยวหวานพยักหน้า “นางเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า แต่นางไม่ใช่ข้า! จวิ้นจู่ไม่รู้หรือว่าลูกพี่ลูกน้องของข้ามีความแค้นกับข้ามาแต่ไหนแต่ไร การที่นางจะใส่ร้ายข้าก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ไม่ใช่หรือ?”