ทะลุมิติไปเป็นสาวนาผู้ร่ำรวย - บทที่ 1866 จุดธูปที่วัด
บทที่ 1866 จุดธูปที่วัด
วันนัดหมายการไปวัดเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว ถานอวี้ซูมาถึงสวนชิงตั้งแต่เช้าตรู่ และหลังจากรับประทานอาหารมื้อเช้ากับกู้เสี่ยวหวาน พวกเขาก็นั่งรถม้าไปที่วัดกว่างหยวน
ครั้งสุดท้ายที่มาที่นี่คือตอนที่กู้เสี่ยวหวานเพิ่งมาถึงเมืองหลวง เมื่อเวลาผ่านไปชั่วพริบตานางก็อยู่เมืองหลวงมาเกือบครึ่งปีแล้ว
รถม้าของฮู้กั๋วจวิ้นจู่มีขนาดใหญ่ กู้เสี่ยวหวาน กู้เสี่ยวอี้ กู้ฟางสี่ และถานอวี้ซูนั่งด้านใน รวมทั้งอาจั่วและอาชิง รถม้าจึงดูมีชีวิตชีวามาก
เส้นทางไปวัดกว่างหยวนค่อนข้างไกล กู้เสี่ยวหวานจึงเตรียมชาหลานเสวี่ยมาจากบ้านด้วย
อาจั่วกำลังชงชาอยู่ด้านข้าง ทุกคนรับประทานของหวาน ดื่มชา และพูดคุยกันสนุกสนาน การเดินทางครั้งนี้จึงไม่น่าเบื่อ
อาชิงคุกเข่าและนั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างหลังถานอวี้ซู
กู้เสี่ยวหวานและถานอวี้ซูกำลังคุยกันเรื่องสัพเพเหระ พวกเขาไม่ได้มีความสนใจเรื่องหนังสือมากนัก จึงคุยกันถึงเรื่องเครื่องประดับศีรษะที่กำลังเป็นที่นิยมกันในเมืองหลวง
ไม่มีใครสังเกตว่าตอนนี้อาชิงก้มหน้าและกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่ทุกคนกำลังพูด ราวกับจดจำคำพูดเหล่านั้นไว้
ไม่ช้าก็มาถึงวัดกว่างหยวน และเกี้ยวที่มาพร้อมกันก็มีประโยชน์ในเวลานี้
ทุกคนลงจากรถม้าเปลี่ยนไปนั่งเกี้ยวแล้วมุ่งหน้าขึ้นภูเขา
ระหว่างทางถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ และเมื่อขึ้นมาถึงภูเขาด้านบน พวกนางก็ลงจากเกี้ยว และเห็นวัดกว่างหยวนอยู่ตรงหน้า
วันนี้เป็นวันแรกของปีใหม่จึงมีคนมาจุดธูปขอพรไม่น้อย โชคดีที่กู้เสี่ยวหวานและคนอื่นมาถึงเร็วตอนนี้จึงยังมีคนไม่ค่อยมากนัก
หลังจากเข้าไปในวัดกว่างหยวน ทุกคนก็จุดธูปบูชาพระโพธิสัตว์และฟังพระคัมภีร์ จากนั้นเณรน้อยพาพวกนางไปที่สวนข้างหลัง
เณรน้อยพากู้เสี่ยวหวานและคนอื่น ๆ ไปที่ห้องรับรองและยกชามาให้พวกเขา จากนั้นบอกให้รอสักครู่
ครั้งนี้กู้เสี่ยวหวานไม่ได้เหนื่อยมาก นางจัดระเบียบชุดบนร่างกายตนเอง ก่อนที่จะออกไปข้างนอกกับถานอวี้ซู
เมื่อกลับมาที่วัดกว่างหยวน กู้เสี่ยวหวานอยากเห็นศาลาที่ถานอวี้ซูพูดว่ามีเทพเซียนจุติลงมาบนโลก
การมาครั้งนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อมาดูความเหนือธรรมชาติ แต่สถานที่ที่เทพเซียนลงมาจุตินั้นเป็นสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแม่น้ำและภูเขา
ครั้งที่แล้วกู้เสี่ยวหวานไม่ได้เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ที่สวยงาม เพราะมีเรื่องของหมิงตูจวิ้นจู่และซูจือเยว่เข้ามาพัวพัน แต่ตอนนี้มีเวลาชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามเช่นนั้นแล้ว
พวกนางสองคนเดิมชมบรรยากาศรอบ ๆ ด้วยความสงบ สายลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านทำให้รู้สึกสดชื่นไม่น้อย
ถานอวี้ซูจับมือกู้เสี่ยวหวานและพูดด้วยรอยยิ้ม “ท่านพี่ ครั้งนี้เราต้องเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ที่สวยงาม! ครั้งที่แล้วความตั้งใจของเราถูกทำลาย ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นอีก ศาลาแปดเหลี่ยมของวัดกว่างหยวนตั้งอยู่บนยอดเขาสูง เมื่อมองลงมาจะเห็นหมู่เมฆแผ่ปกคลุมด้วยต้นไม้เขียวขจี ภูเขาเล็กใหญ่งดงามยิ่งนัก”
สองพี่น้อยคลี่ยิ้มสดใส โดยด้านหลังมีอาจั่วและอาชิงตามมาอย่างรวดเร็ว
เมื่อพวกนางมาถึงศาลาแปดเหลี่ยม กู้เสี่ยวหวานมองไปข้างหน้าสายตาเปล่งประกาย ความงดงามที่ธรรมชาติสรรค์สร้างนั้นน่าตกตะลึง
ศาลาแปดเหลี่ยมตั้งอยู่บนยอดเขาสูงสุดของวัดกว่างหยวน เมื่อยืนอยู่บนศาลาแปดเหลี่ยมและมองลงมาจะสามารถเห็นเส้นทางที่คดเคี้ยวเมื่อครู่ได้ ต้นไผ่พลิ้วไหวไปตามสายลมราวกับคลื่นน้ำสีเขียวกระเพื่อม
เมื่อหันกลับไปมอง ภูเขาตั้งตระหง่านและถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกงดงามยิ่งยวด
ภูเขาที่อยู่ไกลออกไปนั้นถูกปกคลุมด้วยผืนป่าสีเขียวเรียงรายทับซ้อน ยามสายลมภูเขาพัดเบา ๆ ผืนป่าสีเขียวก็พลิ้วไหวเหมือนระลอกคลื่นบนผิวน้ำ
มีเพียงคำพูดของตู้ฝู*[1]เท่านั้นที่แวบเข้ามาในหัวของกู้เสี่ยวหวาน “เมื่ออยู่บนยอดภู ขุนเขาที่มองดูจะเล็ก”
เมื่อยืนอยู่บนศาลาแปดเหลี่ยมของวัดกว่างหยวน ในขณะนี้สิ่งที่เห็นมีแต่ภูเขาเรียงรายไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบกับความยิ่งใหญ่นี้ได้
คำพูดของกู้เสี่ยวหวานดังเข้าหูอาชิงที่อยู่ข้างหลัง และทันใดนั้นนางก็มีความสุข และแอบจำมันไว้ในใจ
ผู้คนในศาลาไม่พูดสิ่ง เพียงแค่เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามด้วยความสบายใจ
ทันใดนั้น เสียงจากด้านหลังก็ทำลายความเงียบสงบนั้นลง
“ภูเขาที่นี่สูงตระหง่าน ข้าไม่เคยรู้เลยว่าที่นี่มีทิวทัศน์ที่สวยงามเช่นนี้!” เมื่อไปยังต้นตอของเสียงก็เห็นชายหนุ่มอายุราว ๆ สิบแปดปีเดินเข้ามา ชายหนุ่มสวมชุดสีขาวนวล เส้นผมสีดำขลับเกล้าขึ้นสูง ใบหน้างดงามละเอียดอ่อน ดวงตาดอกท้อคู่นั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
ถานอวี้ซูขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นชายแปลกหน้าที่กำลังเดินเข้ามา
กู้เสี่ยวหวานรู้สึกคุ้นเคยกับชายคนนี้ เหมือนกับเคยเจอเขาที่ไหนมาก่อน
ชายผู้นั้นเดินลัดเลาะมาตามป่าไผ่ จนกระทั่งมาถึงศาลาแปดเหลี่ยมและได้พบหญิงทั้งสี่คนในศาลา
บางทีเขาอาจไม่รู้ว่ามีคนอยู่ที่นี่ แต่เมื่อเห็นคนอีกทั้งพวกนางล้วนเป็นผู้หญิง ชายหนุ่มคนนั้นผงะไปเล็กน้อยราวกับว่าเขารู้สึกขอโทษ
“ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ หนานซางไม่รู้ว่ามีคนอยู่ที่นี่ แล้วอีกอย่างพวกท่านก็เป็นผู้หญิง ข้าประมาทเกินไป เสี่ยวเหนียนไปกันเถอะ!” ชายหนุ่มที่อ้างว่าเป็นนายน้อยหนานซางก้มหัวปลก ๆ ขอโทษทุกคน เขาไม่เคยอยู่ในสถานที่ที่มีผู้หญิงมากมายเช่นนี้มาก่อน
กู้เสี่ยวหวานเห็นว่าเขาขึ้นมาด้านบนเพื่อเพลิดเพลินกับทิวทัศน์อันสวยงาม และอีกอย่างตนก็ไม่ใช่เจ้าของที่นี่ ดังนั้นจึงพูดว่า “ในเมื่อท่านมาที่นี่แล้ว นายน้อยก็มาเพลิดเพลินกับทิวทัศน์นี้เถิด พวกเราจะไปแล้วล่ะ!”
หลังจากพูดจบ กู้เสี่ยวหวานและคนอื่น ๆ ก็หมุนกายเดินจากไป
เมื่อเห็นว่านางกำลังจะจากไป เจี่ยงหนานซางก็รีบรั้งอีกฝ่ายไว้ “แม่นาง เช่นนี้ไม่ดีเลย ทิวทัศน์ที่นี่น่ารื่นรมย์ และพวกท่านก็มาก่อน โดยธรรมชาติแล้วแม่นางควรจะชื่นชมมันก่อน แม้ว่าข้าอยากจะชื่นชมทิวทัศน์ของวัดกว่างหยวน แต่ข้าก็รู้หลักการเรื่องนี้ดี หากแม่นางไม่รังเกียจก็อยู่ต่อเถอะ ข้าต้องการเพียงมุมเล็ก ๆ จะไม่รบกวนแม่นางแน่นอน!”
กู้เสี่ยวหวานก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ดังนั้นทุกคนจึงอยู่ที่นี่เพื่อชมวิวทัศน์อย่างเงียบ
[1] ตู้ฝู่ (杜甫) กวีเอกชื่อดังของจีนสมัยราชวงศ์ถัง มีชื่อจริงว่า จื้อเหมย มีฉายาว่าเส้นหลิงได้รับการยอมรับว่าเป็นนักกวีที่สำคัญของจีน