ทะลุมิติไปเป็นแม่ของวายร้ายทั้งสาม - บทที่ 371 ทิศทางความก้าวหน้าของร้านขายผ้า
บทที่ 371 ทิศทางความก้าวหน้าของร้านขายผ้า
บทที่ 371 ทิศทางความก้าวหน้าของร้านขายผ้า
กิจการร้านอาหารกำลังดำเนินไปในทางที่ดีขึ้น เหยาซูจึงไม่ต้องไปคุมงานมากนัก
ดังนั้นความสนใจทั้งหมดของนางล้วนทุ่มให้กับร้านขายผ้าที่เพิ่งเปิดใหม่
ร้านขายผ้าเหยาจี้ในเมืองหลวงยังคงรักษารูปแบบในอดีตไว้ เฉกเช่นเดียวกับร้านขายผ้าในเมืองชิงถง
การตกแต่งภายในร้านเน้นความกว้างขวางและสะดวก ผ้าถูกวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่บนตู้วางสินค้าตามวัตถุดิบของผ้าและราคา ทำให้ลูกค้าได้เห็นเนื้อผ้าได้เร็วขึ้น และยังสามารถสัมผัสได้ด้วยตนเอง ดูว่าตัวเองนั้นชอบหรือไม่ชอบ
นอกจากรูปแบบของการทำกิจการร้านขายผ้าที่คงเส้นคงวามาตลอดแล้ว เหยาซูยังเพิ่มความคิดใหม่ ๆ เข้าไปอีกไม่น้อย เมื่อเวลาผ่านไปกิจการร้านขายผ้าก็ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้ก็ไม่เคยน้อยลง
วันนี้เหยาซูเพิ่งมาถึงร้านได้ไม่นาน ก็เจอกับนักบัญชีที่รับหน้าที่ดูแลการเงินภายในร้านขายผ้าโดยเฉพาะกำลังถือสมุดบัญชี และโค้งตัวทำความเคารพให้หญิงสาวอย่างสุภาพ จากนั้นก็รายงานสถานการณ์ให้ฟัง
เหยาซูสละที่นั่งให้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน จากนั้นก็รินน้ำชาให้แก่อาวุโส
นักบัญชีลูบเคราสีเทาพลางเอ่ยชื่นชมอย่างจริงใจว่า “ข้าดูแลร้านค้ามากว่าครึ่งชีวิต ผ่านการจดบัญชี การคิดบัญชีใด ๆ ล้วนแต่ไม่เคยเห็นกิจการร้านขายผ้าไหนดีเช่นนี้มาก่อน นายหญิงมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความกล้าหาญ จนทำให้คนเหล่านี้เลื่อมใสอย่างจริงใจเชียวนะขอรับ”
เหยาซูยิ้มแล้วพูดอย่างถ่อมตนว่า “อาวุโสเติ้งก็เกรงใจเกินไป การเชิญท่านและเถ้าแก่อู่มาบริหารที่นี่ได้ ถือเป็นความโชคดีของเรา”
นักบัญชีท่านนี้มีแซ่ว่า ‘เติ้ง’ เป็นสหายเก่าแก่กับเถ้าแก่อู่ และเป็นคู่หูมานานหลายปี สองคนนี้คือเส้นสายของเซวียหรง ทั้งสองต่างตกลงมาร่วมบริหารร้านขายผ้าแห่งนี้
พวกเขารับคำขอร้องจากผู้อื่น ตั้งใจจะบริหารร้านให้ไปสู่เส้นทางเฟื่องฟูก่อน ถึงตอนนั้นเกิดเกษียณถอนตัวออกไป จะไม่เป็นธรรมกับเจ้าตัวที่ย่อมทุ่มแรงกายเชิญตนมา
ใครจะไปคิดเล่าว่า ร้านขายผ้าที่เปิดให้บริการหลังจากเทศกาลตวนอู่จะยังไม่หยุดชะงัก มั่นใจได้เลยว่าอาวุโสทั้งสองคนจะต้องได้เปิดประสบการณ์ใหม่แน่นอน
“ไม่ใช่เพราะข้าตั้งใจพูดให้น่าฟังหรอก ความจริงแล้วเป็นความคิดของนายหญิงมากกว่า ที่มักจะผุดความคิดใหม่ ๆ ออกมา อย่าว่าแต่เรื่องอื่นเลย แค่ระบบสมาชิกนี้ของเรา นายหญิงคิดได้อย่างไรขอรับ?”
เหยาซูคลี่ยิ้มเล็กน้อย ไม่ตอบแต่ถามกลับ “อาวุโสเติ้งคิดว่าที่กิจการร้านค้ากำลังรุ่งเรือง ระบบสมาชิกช่วยร้านไว้ได้กี่ส่วนกัน?”
นักบัญชีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดต่อว่า “สำหรับข้าผู้ต่ำต้อย อย่างน้อยก็มีส่วนหนึ่งมาจากความคิดของนายหญิงที่นำพาให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ขอรับ”
หัวคิ้วอันงดงามของเหยาซูได้เลิกสูงเล็กน้อย ก่อนจะพูดเสียงอบอุ่นว่า “ได้ยินอาวุโสเติ้งพูดเช่นนี้ ข้าเองก็วางใจ ถ้าร้านค้าอาศัยแต่รูปแบบที่ทันสมัยมาดึงดูดลูกค้า คงอยู่ได้ไม่นาน สมาชิกของเราไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มลวดลายลงบนหน้าดิ้น หรือการบริหารร้านออกมาให้ดี ล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น”
อาวุโสเติ้งกลั้วหัวเราะแล้วพูดว่า “พูดได้มีเหตุผลนัก! วัสดุผ้าส่วนใหญ่ในร้านล้วนเป็นสินค้าที่นายหญิงนำเข้ามาจากทางตอนใต้ทั้งสิ้น ข้าไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ แต่ได้ยินเถ้าแก่อู่เอ่ยถึงว่าเป็นผ้าที่ขายดีที่สุด และสร้างเงินได้มากที่สุดด้วยขอรับ”
เหยาซูพูดด้วยรอยยิ้ม “เมื่อสองสามวันก่อนพี่ใหญ่ก็เพิ่งพูด รอถึงสิ้นเดือนค่อยตรวจสอบดูว่าผ้าชนิดไหนขายดีที่สุด เขาจะได้ลงใต้อีกครั้ง”
นักบัญชีได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มโดยไม่พูดสิ่งใด
แม้จะบอกว่าเขาและเถ้าแก่อู่ร่วมมือกันมานาน แต่สำหรับงานที่เป็นรูปธรรมภายในร้าน อาวุโสเติ้งไม่เคยสนใจ
ครั้นเปรียบเทียบกับผ้าชนิดไหนในร้านที่ได้รับการสนับสนุนอย่างดี รวมทั้งการวางแผนจัดการ เขากลับรู้สึกว่ารายการบัญชีมีความน่าสนใจมากกว่า
เหยาซูเข้าใจความหมายของเขา จากนั้นก็เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “เมื่อครู่ท่านบอกว่าอยากจะเปรียบเทียบบัญชีกับข้าใช่หรือไม่?”
อาวุโสเติ้งพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ถ้าจากประสบการณ์ทั่วไปของข้า เมื่อเปรียบเทียบกับรายการบัญชีหนึ่งเดือนและการคลัง ย่อมมากกว่า แต่ร้านของเราเพิ่งเปิดใหม่ กิจการก็ไปได้สวยมาตลอด ประกอบกับส่วนลดที่ทางนายหญิงแจกให้ไม่น้อย รายการบัญชีนี้จึงค่อนข้างซับซ้อน และมากขึ้นเป็นธรรมดาขอรับ”
เหยาซูเติมชาให้แก่อาวุโสเติ้งแล้วพูดอย่างเกรงใจว่า “ลำบากท่านแย่ สาเหตุเพราะกิจกรรมส่วนลด บัญชีย่อมซับซ้อนไม่น้อย หากเป็นคนหนุ่มสาวไร้ประสบการณ์ ไม่กี่วันนี้คงจะมึนจนเป็นลมเป็นแน่”
นักบัญชีรับชาจอกหนึ่งจากเหยาซู ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง ๆ “นายหญิงก็เกรงใจเกินไปขอรับ ในเมื่อข้าตกปากรับคำว่าจะมาทำให้แล้ว ก็ต้องทำให้นายหญิงพึงพอใจที่สุด”
ขณะที่พูดนั้น เขาได้ทำการเปิดสมุดบัญชีสองเล่มข้างมือของตัวเอง จากนั้นก็กางให้เหยาซูดู
เหยาซูรับสมุดบัญชีจากในมือของอาวุโสเติ้ง แล้วเริ่มตรวจสอบอย่างละเอียด
บัญชีมีสองเล่ม เล่มหนึ่งบาง อีกเล่มหนึ่งหนา ซึ่งเล่มบางนั้นกวาดมองแวบเดียวก็เข้าใจได้ มันคือการจดบันทึกการนำเข้าผ้าจากในคลังสินค้า ประเภทการจัดแสดงสินค้า จำนวนและราคา ตัวเลขแถวสุดท้ายก็คือลายมือของอาวุโสเติ้ง
ส่วนในบัญชีเล่มหนาเป็นการบันทึกยอดการขายภายในร้านที่ค่อนข้างแน่นขนัด มีการแยกแยะเนื้อหามากมาย แต่ถูกจัดเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจน ทำให้คนที่ไม่สนใจบัญชีอย่างเหยาซูอ่านแล้วเข้าใจได้
เหยาซูตรวจสอบอยู่สองครั้ง จากนั้นก็เอ่ยชื่นชมจากใจจริง “ความสามารถในการทำบัญชีของอาวุโสเติ้งนั้นเป็นที่น่าชื่นชมมากจริง ๆ “
อาวุโสเติ้งกลั้วหัวเราะแล้วพูดว่า “ข้าทำบัญชีมานานกว่าครึ่งชีวิต จะไม่เข้าใจได้อย่างไร? ต่อให้ต้องซับซ้อนเพียงใด ก็สามารถจัดรูปแบบออกมาให้ดูง่ายขึ้น ให้เหลือเพียงขั้นตอนที่ใช้งานง่ายที่สุด”
ขณะที่พูดนั้น ลูกจ้างที่เรียนรู้การบัญชีอยู่ด้านข้างก็หยิบสมุดที่ค่อนข้างหนาอีกสองเล่มออกมา แล้วพูดกับเหยาซูด้วยรอยยิ้มว่า “นายหญิงดูนี่สิขอรับ นี่คือสมุดในตอนแรกเริ่มสุด”
เหยาซูรับมาดู จนได้เห็นว่าบนสมุดเล่มนี้มีการจดบันทึกวัสดุผ้า ราคาที่ขายออกไป ราคาต้นทุน กระทั่งคนที่ซื้อกลับไป นางเข้าใจในทันทีว่านี่น่าจะเป็นสมุดบัญชีที่อาวุโสเติ้งรวบรัดให้ดูสั้นลงก่อนหน้านั้น
สมุดบัญชีสามเล่มครบถ้วน ไม่มีผู้ใดทำได้ถึงเพียงนี้ ทั้งยังแสดงให้เห็นเรื่องราวที่ตัวเองทำไปแล้วต่อหน้าเจ้านาย เหยาซูพยักหน้าอยู่เงียบ ๆ อาวุโสเติ้งผู้นี้ช่างมีกึ๋นจริง ๆ
พูดคุยกับคนฉลาด ยิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้น นักบัญชีนำเนื้อหาที่เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าและกำไรในช่วงนี้มาพูดเพียงไม่กี่คำ ครั้นเปรียบเทียบกับสมุดบัญชีแล้ว ไม่ง่ายเลยที่เหยาซูจะมีการคำนวณในใจโดยสมบูรณ์
หญิงสาวเปิดดูสมุดบัญชี แม้ว่าปากจะไม่พูดสิ่งใด แต่ในใจกลับรู้สึกประหลาดใจอยู่เงียบ ๆ
สองสามวันนี้กิจการภายในร้านค้าไปได้สวย คาดไม่ถึงว่าบนบัญชีจะมีเงินเพิ่มเข้ามามากเพียงนี้? เพียงแค่สิบวันก็เห็นกำไรที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเทียบเท่ากับผ้าในเมืองชิงถงที่ถูกขายออกไปแล้วเป็นเวลาสองเดือน
ครั้นอาวุโสเติ้งเห็นเหยาซูตรวจสอบบัญชีอย่างง่ายนั้นเสร็จแล้ว ก็ไม่มีท่าทีจะหยิบลูกคิดมาคำนวณแต่อย่างใด แต่เมื่อเริ่มเปิดบันทึกการขายประจำวัน จึงรู้ความหมายของนางทันที
เขาพูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้านายดูไปแล้วหนึ่งรอบ ต่อให้หยิบขึ้นมาตรวจสอบก็คงเหมือนกัน ให้ข้าไปตามเถ้าแก่อู่มาไหม?”
เหยาซูเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจ “พี่สะใภ้ใหญ่ของข้าเชี่ยวชาญด้านนี้มากกว่าข้า สมุดบัญชีเหล่านี้ข้าจะนำกลับไปให้นางดู รบกวนท่านมากแล้ว”
นักบัญชีพาลูกจ้างของตัวเองเดินออกไป ไม่นานก็เรียกเถ้าแก่อู่เข้ามา
เถ้าแก่อู่และอาวุโสเติ้งเป็นสหายกันมานานหลายปีแล้ว แต่หน้าตากลับดูอ่อนเยาว์กว่าเขา อาจเป็นเพราะต้องติดต่อกับลูกค้าเป็นประจำ ใบหน้าจึงต้องยิ้มแย้มอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งริ้วรอยบนหางตาก็ยังดูลึกกว่าอาวุโสเติ้งไม่น้อย
เขาเห็นเหยาซูกำลังตรวจสอบสมุดบัญชี จึงได้เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “นายหญิง เมื่อครู่อาวุโสเติ้งมาตามข้ามาเปรียบเทียบบัญชีกับเจ้านายใช่หรือไม่ขอรับ?”
เหยาซูลุกขึ้นยืน แล้วเชิญให้เถ้าแก่อู่นั่งลงอย่างมีมารยาท จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้ม “เมื่อครู่ข้าบอกกับอาวุโสเติ้งไปแล้ว ต่อไปรายการบัญชีของร้านยกให้เป็นหน้าที่พี่สะใภ้ใหญ่ วันนี้ข้าแค่อยากดูว่าวัสดุผ้าชนิดไหนของเราขายดีที่สุด และชนิดไหนสร้างเงินได้มากที่สุด”
เมื่อเห็นเหยาซูเอ่ยถึงเรื่องนี้ เถ้าแก่อู่ก็คลี่ยิ้มแล้วพูดว่า “เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายหญิงถามแค่ข้าก็ได้ขอรับ ไม่ใช่เพราะข้าแก่แล้วจะโอ้อวดตนเกินไปหรอกนะ แต่วันนี้วัสดุผ้าชนิดไหนถูกขายออกไป แล้วต้องหยิบออกมาจากคลังสินค้าเท่าไร ลูกค้าชอบชนิดไหนที่สุดภายในร้าน ข้าได้จดบันทึกไว้ในสมองเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังชัดเจนกว่าสมุดบัญชีอีกด้วยขอรับ”
ขณะที่พูดเขาทำการแตะที่ขมับของตัวเอง ใบหน้ายิ้มไม่หุบ
ครั้นเหยาซูได้ยิน หัวคิ้วได้เลิกขึ้นแล้วพูดว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นข้าไม่ดูแล้ว ไม่สู้ฟังท่านพูดน่าจะสะดวกกว่า”
เถ้าแก่อู่พูดกับเหยาซูอย่างชัดถ้อยชัดคำ “สินค้านำเข้าและกำไรในร้านของเรา เจ้านายคงจะเห็นผ่านตามาแล้ว กิจการที่ดีที่สุดคือวันเปิดกิจการ นั่นคือส่วนลดในผ้าทุกชนิด มีความหลากหมายมากขึ้น จึงทำให้กำไรมาถึงตัวเลขนี้”
เขายื่นมือออกมาทำเป็นเลขเจ็ด เหยาซูดูบัญชีที่อาวุโสเติ้งทำไว้แวบหนึ่ง ซึ่งระบุกำไรวันแรกของการเปิดร้านได้อย่างเข้าใจ คิดเป็นจำนวนเจ็ดร้อยตำลึง
เถ้าแก่อู่กลั้วหัวเราะ “ร้านเล็ก ๆ ของเราแห่งนี้ จะบอกว่ามีเงินทองไหลมาเทมาในทุกวันก็ไม่ถือว่าเกินไป”
เหยาซูยิ้มเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้เถ้าแก่อู่พูดต่อ
“สำหรับผ้าชนิดไหนขายดีที่สุดนั้น คิดว่าในช่วงสองสามวันนี้นายหญิงคงจะเห็นทุกอย่างในร้านแล้ว ผ้าหลากหลายชนิดที่นำเข้ามาจากทางใต้และผ้าอย่างดีเหล่านั้น ล้วนเป็นจุดขายอย่างดี ส่วนกำไรที่มากที่สุดนั้นเป็นผ้าไหมที่นำเข้าจากทางใต้…”
เหยาซูพยักหน้าแล้วถามอีกว่า “แล้วผ้าชนิดอื่นเล่า?”
เถ้าแก่อู่รีบพูดว่า “แม้ว่าผ้าชนิดอื่นจะไม่ได้เป็นจุดขายมากนัก แต่กลับมีลูกค้าที่ต้องการไม่น้อย ถึงอย่างไรลูกค้าทุกคนก็ไม่ได้เป็นคนร่ำรวยเสมอไป ทิศตะวันตกของเมืองที่เราอยู่เป็นพื้นที่ของคนฐานะทั่วไปไม่น้อย ต้องการสินค้าที่ดีราคาเอื้อมถึง ยิ่งไปกว่านั้นคนรับใช้ของตระกูลใหญ่ ก็ใช่ว่าจะเสนอผ้าแพรผ้าไหมให้ผู้เป็นนายเสียหน่อย”
เหยาซูเปรียบเทียบสมุดบัญชี และอยู่พูดคุยกับเถ้าแก่อู่ครู่หนึ่ง กระทั่งถามถึงยอดขายของผ้าหลากหลายชนิดภายในร้านจนชัดเจนแล้ว จดจำกำไรไว้ขึ้นใจ ก็เป็นอันสิ้นสุด
เมื่อเถ้าแก่อู่เอ่ยจบ เหยาซูที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะได้ครุ่นคิดไปครู่หนึ่ง ทิศทางการพัฒนาในขั้นตอนต่อไปของร้านขายผ้านั้น นางได้มีการคำนวณไว้ในใจแล้ว…
………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
กิจการรุ่งเรืองไร้อุปสรรคนะคะอาซู ยกระดับฐานะตัวเองให้นังตู้มันเทียบชั้นไม่ได้ไปเลยค่ะ
ไหหม่า(海馬)