ทะลุมิติไปเป็นแม่ม่ายสาวชาวสวน - บทที่ 384 ทำลายข้าวของ
ตอนที่ 384 ทำลายข้าวของ
“พี่หญิง…” จางชุนเถาดึงแขนเสื้อของจางซิ่วเอ๋ออย่างระมัดระวัง
จางซิ่วเอ๋อเห็นว่าจางชุนเถาตกใจกับคำพูดโน้มน้าวเช่นนั้น นางจึงกล่าวปลอบอย่างอบอุ่น “ชุนเถา ไม่อย่างนั้นเจ้าก็ไปพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมอิ๋งเค่อจวีก่อนได้ ข้าจะขายพะโล้นี้เอง ”
จางชุนเถารู้สึกประหม่าเมื่อได้ยินเช่นนี้ “พี่หญิงใหญ่! ข้าไม่อยากไปอิ๋งเค่อจวี! ข้ารู้ว่าท่านหมายถึงอะไร! แต่ข้าปล่อยให้ท่านอยู่ที่นี่คนเดียวไม่ได้!”
“หากพี่หญิงไม่กลัวคนเหล่านั้น ข้าก็จะไม่กลัวอีกต่อไป!” จางชุนเถากล่าวคำหนักแน่น
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของจางชุนเถา จางซิ่วเอ๋อไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวอย่างอบอุ่นว่า “หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นในขณะนั้น เจ้าต้องเชื่อฟังข้าและอย่าลืมป้องกันตนเอง”
จางซิ่วเอ๋อรู้ดีว่าการที่นางต้องการให้ชุนเถาออกไปก่อนชั่วคราวนั้นเป็นไปไม่ได้ และตอนนี้นางจึงทำได้เพียงเตือนอีกฝ่ายอย่างเข้มงวด
หลังจากทั้งสองตั้งร้านเสร็จแล้ว หลายคนก็เริ่มเข้ามาซื้อพะโล้
ตอนแรกจางซิ่วเอ๋อจะมาที่นี่ทุกสามวัน และมีคนจำนวนมากไม่ได้ซื้อพะโล้ในคราวที่แล้ว ดังนั้นครั้งนี้ ทันทีที่จางซิ่วเอ๋อตั้งร้านเสร็จ คนก็กรูเข้ามากันมากขึ้น
เมื่อลูกค้าเข้าร้าน จางซิ่วเอ๋อก็ต้อนรับขับสู้อย่างแข็งขัน
แต่หลังจากนั้นไม่นาน สิ่งที่จางซิ่วเอ๋อกังวลก็เกิดขึ้น
เฝิงซูเหวิน คนรับใช้ตระกูลเนี่ยที่ได้พบกันล่าสุด ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง
และคราวนี้เฝิงซูเหวินไม่ได้มาคนเดียว เขายังพาคนจำนวนมากมาด้วย
คนเหล่านั้นสวมใส่ชุดเครื่องแบบ เมื่อมองเพียงครั้งเดียวจึงรู้ได้ทันทีว่าทั้งหมดเป็นคนรับใช้ตระกูลเนี่ย
ฟู่ต้าเตาติดตามเฝิงซูเหวินด้วยรอยยิ้ม
“นังเด็กน้อย คิดจริงหรือว่าตราบเท่าที่เป็นฮูหยินน้อยตระกูลเนี่ยแล้วจะทำอะไรก็ได้? เรื่องที่เจ้าฆ่าคุณชายของข้ายังไม่ได้สะสาง กระนั้นเจ้ากลับกล้าหาเรื่องข้าอีกงั้นเหรอ! !” ตาถั่วเขียวขนาดเล็กของเฝิงซูเหวินเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
จางซิ่วเอ๋อเหลือบมองดูคนเหล่านี้ และนางก็รู้ว่าหากเป็นตัวของเฝิงซูเหวินเอง เขาย่อมไม่กล้าหาญจะมารบกวนตนอีกครั้งแน่
ไม่เช่นนั้น เฝิงซูเหวินย่อมไม่ปล่อยนางไปโดยง่ายในครั้งล่าสุด
แต่คราวนี้ดูเหมือนว่าเฝิงซูเหวินจะได้รับคำสั่งจากผู้สนับสนุนที่ยิ่งใหญ่กว่า ทำให้เฝิงซูเหวินรู้สึกว่าสามารถรังแกนางได้โดยไม่มีอันตรายใดถึงตนเอง
อาจมีเพียงคนเดียวในตระกูลเนี่ยที่สามารถเป็นผู้สนับสนุนเฝิงซูเหวิน
นางไม่รู้ว่าฮูหยินเนี่ยเป็นคนเช่นไร แต่หากกล่าวถึงนายท่านเนี่ย เขาย่อมไม่ทำให้เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ต้องอับอาย
แต่สำหรับฮูหยินเนี่ย นางสามารถจองเวรกับตนได้เพียงเพราะเหตุการณ์ครั้งก่อน
หากจะกล่าวว่าเฝิงซูเหวินและฮูหยินเนี่ยสมรู้ร่วมคิดกันในเวลานี้ก็คงไม่ผิด ฮูหยินเนี่ยคงบอกกล่าวอะไรบางอย่างต่อเฝิงซูเหวิน เช่นนี้เฝิงซูเหวินจึงไม่คิดหวาดกลัว
เพียงเสี้ยววินาที จางซิ่วเอ๋อก็รู้สึกว่าต้องวางเดิมพัน
จางซิ่วเอ๋อเดาถูก
แม้ว่าเฝิงซูเหวินจะมีอำนาจ แต่เขาจะระมัดระวังเสมอเมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้คนและสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเนี่ย
ตอนนี้ก็เป็นเพราะฮูหยินเนี่ยมอบความกล้าหาญให้กับเฝิงซูเหวิน
ฮูหยินเนี่ยเองก็ไม่สนใจที่จะสานสัมพันธ์กับจางซิ่วเอ๋อ เพราะลูกชายของนางตายตกไปนานแล้ว
เมื่อนึกถึงเนี่ยเฟิ่งหลินกับจางซิ่วเอ๋อที่มีสัมพันธ์อันดีต่อกัน ฮูหยินเนี่ยยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ
นอกจากนี้นางยังล้มเหลวในการจัดการจางซิ่วเอ๋อ สิ่งนี้ก็ทำให้ฮูหยินเนี่ยรู้สึกว่ามันคือความอับอายขายหน้า
ฮูหยินเนี่ยเกลียดชังจางซิ่วเอ๋อมาเนิ่นนานแล้ว
เพราะตัวนางไม่อาจทำอะไรกับจางซิ่วเอ๋อได้ เนี่ยเฟิ่งหลินยังคงจับจ้องคุณนายเนี่ยไว้ตลอดเวลา
ในเวลานั้น หากเนี่ยเฟิ่งหลินจับได้ สิ่งต่าง ๆ ล้วนจะกลายเป็นยากลำบาก
แม้นางไม่สามารถมาสร้างปัญหาให้กับจางซิ่วเอ๋อได้ แต่เฝิงซูเหวินผู้มีความแค้นต่อจางซิ่วเอ๋อสามารถทำได้ แม้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในภายหลัง นางก็เพียงตอบคำถามสามสี่ข้อเท่านั้น
เฝิงซูเหวินทำได้ทุกอย่าง และเฝิงซูเหวินมีเหตุผลเพียงพอที่จะจัดการกับจางซิ่วเอ๋อ
ถึงตอนนั้น อย่างดีก็คงเป็นอาชญากรรมที่หละหลวม
อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้เป็นคนบอกให้เฝิงซูเหวินทำเช่นนี้
เมื่อเฝิงซูเหวินกล่าวถึงจางซิ่วเอ๋อ นางก็พูดออกไปอย่างไม่แยแสว่าเด็กสาวคนนั้นไม่เกี่ยวข้องอะไร อย่าเอาคำพูดเหล่านี้มารบกวนตนอีก
ส่วนเฝิงซูเหวินจะเข้าใจอย่างไร มันก็เป็นเรื่องของเฝิงซูเหวิน
เฝิงซูเหวินอยู่รับใช้ตระกูลเนี่ยมานานแล้ว และเขารู้ใจผู้เป็นนายของตนมากที่สุด
แม้ฮูหยินเนี่ยจะไม่ได้กล่าวอะไร แต่เฝิงซูเหวินก็สัมผัสได้ว่าฮูหยินเนี่ยรังเกียจจางซิ่วเอ๋อ
และเพียงเพราะฮูหยินเนี่ยไม่ได้พูดอะไร นี่เป็นการพิสูจน์ได้ว่าฮูหยินเนี่ยไม่ได้สนใจเรื่องของจางซิ่วเอ๋อเลย ไม่ว่าเขาจะมีปัญหากับจางซิ่วเอ๋อมากแค่ไหน มันก็ไม่เป็นไร!
เฝิงซูเหวินรู้สึกว่าฮูหยินเนี่ยนั้นยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดในตระกูลเนี่ย
หากฮูหยินเนี่ยไม่สนใจ ก็ไม่มีใครอื่นในตระกูลเนี่ยจะจัดการเขาได้
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงคิดจัดการกับจางซิ่วเอ๋ออย่างที่ใจต้องการ
ตอนนี้ฟู่ต้าเตามองผู้คนที่เข้าคิวซื้อพะโล้พร้อมตะโกน “จะซื้ออะไรอีกล่ะ พวกเจ้าไม่เห็นคนรับใช้ของตระกูลเนี่ยที่ยืนอยู่ตรงนี้เหรอ?”
“สวรรค์ นี่คือตระกูลเนี่ย พวกเราย่อมไม่อาจสู้ได้”
“ฟู่ต้าเตาคนนี้เกี่ยวข้องกับตระกูลเนี่ย!”
“อะไรนะ? เจ้ารู้หรือไม่? น้องสาวของฟู่ต้าเตาแต่งงานกับคนรับใช้เฝิง!”
“ใครจะแต่งหรือไม่แต่งกับใครก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรหรอก… แต่ฟู่ต้าเตาให้ประโยชน์แก่เฝิงซูเหวินเสมอมา และแน่นอนว่าเฝิงซูเหวินย่อมช่วยเหลือเขา”
“ข้ารู้สึกสงสารแม่นางน้อยทั้งสองคนนั้นจริง ๆ มันไม่ง่ายเลยที่เด็กสาวสองคนจะออกมาค้าขาย แล้วตอนนี้พวกนางยังต้องมาฝ่าด่านเคราะห์พวกนี้”
ใครบางคนอดไม่ได้ที่จะเห็นใจจางซิ่วเอ๋อและจางชุนเถา
แต่ความเห็นอกเห็นใจนี้ไม่มีประโยชน์
ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครออกมายืนหยัดเพื่อจางซิ่วเอ๋อ
คนส่วนใหญ่ยังคงคิดว่าเป็นการดีที่จะได้รับชมความโชคร้ายของผู้อื่น
โดยธรรมชาติแล้ว จางซิ่วเอ๋อไม่สนใจคนอื่นเช่นกัน หากนางไม่แก้ปัญหาด้วยตนเอง นางก็คงต้องพึ่งพาผู้อื่นไปตลอด ไม่ช้าก็เร็ว นางจะไม่มีทางหนีได้ และยังไม่มีเหตุผลอะไรให้ผู้อื่ นมาช่วยแบกรับภาระของตน
จางซิ่วเอ๋อมองเฝิงซูเหวินอย่างเย็นชา “ข้าขอกล่าวคำสักหน่อย เฝิงซูเหวิน เจ้าช่างกล้าหาญนัก เจ้าได้พบกับคนที่สามารถยืนยันตัวตนของข้าแล้ว แต่เจ้ายังกล้ากลับมาสร้างปัญหา ให้กับข้าอีกหรือ?”
“เจ้าก็แค่เสนอหน้ายื่นปากยื่นจมูก วิ่งเข้าหาคุณชายของข้าอย่างกับหญิงคณิกา นี่มันคนประเภทใด?” เฝิงซูเหวินกล่าวเหยียดหยัน
“ชงฉี*? แม้ว่าจะเป็นชงฉี แต่ก็ควรสำนึกบูชาฟ้าดินด้วย! อย่างไรพิธีก็เสร็จสิ้นแล้ว ข้าจึงถือว่าเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลเนี่ย! แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร?” จางซิ่วเอ๋อสูดลมหายใจลึก
*ชงฉี หมายความว่า เป็นพฤติกรรมความเชื่อพื้นบ้านของจีน เนื้อหาคือการให้ผู้ป่วยที่ยังไม่หายจากอาการป่วยเป็นเวลานานแต่งงานกับคนอื่น และใช้ “เหตุการณ์แห่งความสุข” นี้เพื่อ “ล ล้าง” ความโชคร้ายเพื่อให้บรรลุผล รักษาโรค บางครั้งก็เป็นไปได้ที่จะมีลูกเพื่อแสดงความยินดีกับพ่อแม่ที่ป่วย*
นี่เป็นทางเลือกสุดท้าย จางซิ่วเอ๋อไม่ต้องการดึงเรื่องชงฉีของเนี่ยหย่วนเฉียวออกมา
แต่หากในตอนนี้ไม่ยอมพูดอะไรบ้าง นางก็คงทำได้เพียงแค่รอถูกกลั่นแกล้งเท่านั้น
ซึ่งมันไม่ใช่นิสัยของจางซิ่วเอ๋อ
“ข้าก็บอกแล้วไงสาวน้อย เจ้าจริงจังเกินไปหรือไม่? เจ้าคิดว่าตนเป็นคนในตระกูลเนี่ยจริง ๆ งั้นหรือ? ถึงจะจริง ปู่คนนี้ก็ไม่กลัวเจ้า!” เฝิงซูเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ เฝิงซูเหวินยกมือขึ้นอีกครั้งพร้อมพูดว่า “ทุบแผงลอยนี้ให้ข้า! ทุบมันซะ! ข้าอยากรู้จริง ๆ ว่านางจะขายพะโล้อีกครั้งอย่างไร!”
………………………………………………………………………………………………………………………..
สารจากผู้แปล
รอซิ่วเอ๋อใช้ป้ายวิญญาณคุณชายเนี่ยทุบให้หัวแบะนะคะ เป็นแค่คนรับใช้ต่ำต้อยริอาจแว้งกัดเจ้านาย
ไหหม่า(海馬)