ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 618 กองหนุนมาถึงแล้ว!
บทที่ 618 กองหนุนมาถึงแล้ว!
กองทหารกล้าหาญที่นำโดยหลิวเถี่ย แม้จะต้องเผชิญหน้ากับทหารม้าของตั่งเซี่ยงหรือถู่ปัว ก็ไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อต้องรับมือกับกลุ่มโจรท้องถิ่นที่ฉวยโอกาสเข้ามาปล้นสะดม ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ความสามารถในการต่อสู้ จิตสำนึกในการต่อสู้และกลยุทธ์การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
ทุกหนแห่งที่กองกำลังเคลื่อนผ่าน จะเกิดการหลั่งเลือดเกลื่อนกลาดและศพเกลื่อนพื้น!
โจรท้องถิ่นที่ก่อนหน้านี้ยังกร่างอยู่ เมื่อถูกทหารม้าเพียงไม่กี่สิบนายไล่ฆ่าก็แตกกระเจิงหนีตายกันไปคนละทิศละทาง!
แต่หลิวเถี่ยก็ยังไม่ลดละความพยายาม เขาแบ่งกองกำลังออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งไล่ล่าต่อ ส่วนหนึ่งก็วนม้าไล่ต้อนโจรท้องถิ่นที่เหลืออยู่ในจุดอื่น ๆ ของหมู่บ้าน
หลิวเถี่ยขี่ม้าเข้ามาในหมู่บ้านพอดีกับเสี่ยวอวี้ที่เพิ่งได้ข่าวและรีบมา
“ท่านพี่ ท่านมาช้าเหลือเกิน!”
เสี่ยวอวี้มองดูโจรท้องถิ่นที่วิ่งหนีกันสุดชีวิตที่หน้าหมู่บ้าน แล้วมองกลับมาที่หลิวเถี่ยที่นั่งอยู่บนหลังม้า และดวงตาของนางก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
ในฐานะหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของซีเหอวาน เสี่ยวอวี้รู้สถานการณ์ในหมู่บ้านได้เป็นอย่างดี
กล่าวได้ว่าตอนนี้หมู่บ้านนั้นเปราะบางราวกับไข่ที่วางบนก้อนหิน อาจถูกลูกหลงจากโจรท้องถิ่นที่รุกรานเข้ามาได้ทุกเมื่อ
โจรท้องถิ่นบุกเข้ามาในหมู่บ้าน ผลจะเป็นอย่างไรเสี่ยวอวี้ไม่ต้องคิดก็รู้คำตอบ
หลังจากหลิวเถี่ยมองดูสภาพแวดล้อมภายในหมู่บ้าน ใบหน้าของเาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
ตอนที่ได้รับจดหมายจากเสี่ยวอวี้ เขาก็รีบนำคนกลับมาทันที โดยนอกจากม้าศึกที่แต่ละคนขี่มาแล้ว ยังมีม้าสำรองอีกสามถึงสี่ตัว
ด้วยความกังวลว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นที่หมู่บ้าน หลิวเถี่ยจึงสั่งให้ทหารม้าเปลี่ยนม้าแต่ไม่เปลี่ยนคน และเร่งฝีเท้ากลับมาโดยไม่หยุดพัก
แต่สุดท้ายเขาก็กลับมาช้าอยู่ดี
ถึงแม้ว่าศพก่อนหน้าจะถูกเก็บไปแล้ว แต่จากรอยเลือดบนพื้น รอยบากบนต้นไม้ รูธนูบนกำแพง…ล้วนแสดงให้เห็นได้ว่าก่อนหน้านี้หมู่บ้านเกิดการต่อสู้ที่รุนแรงมาก!
หลิวเถี่ยกำลังเตรียมจะพูดบางอย่าง ก็เหลือบไปเห็นกวานเสี่ยวโหรววิ่งพรวดออกมาจากตรอก
เมื่อเห็นสภาพที่ปากทางหมู่บ้าน กวานเสี่ยวโหรวก็หยุดเดิน ก่อนจะเดินพิงกำแพงไปอย่างช้า ๆ โดยที่แขนขาของนางอ่อนยวบกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า
น้ำตาของนางไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้
ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะตื้นตัน
เธออยู่อย่างหวาดระแวงมานานแสนนาน และตอนนี้ก็เหมือนว่าเธอได้ยกภูเขาออกจากอกสักที!
ในที่สุดก็ก็สามารถขับไล่พวกโจรร้ายออกไปได้ชั่วคราว!
ตอนนี้หมู่บ้านอยู่ในความปลอดภัยแล้ว!
“ฮูหยิน ข้าขออภัยที่กลับมาช้า!”
หลิวเถี่ยกระโดดลงจากม้าศึก วางมือขวาไว้ที่หน้าอก และก้มหัวให้กับกวานเสี่ยวโหรว
กวานเสี่ยวโหรวยกมือขึ้นปาดน้ำตา สีหน้าของนางกลับมาสงบดังเดิมแล้ว หลังของนางก็ตรงอีกครั้งและเอ่ยถาม “พี่เถี่ยจือกลับมา แล้วทางเจี้ยนเหมินกวานจัดการอย่างไรหรือ?”
“ฮูหยินวางใจเถิด บัณฑิตเถียนอยู่ที่เจี้ยนเหมินกวาน เรื่องการสั่งการเขาก็เป็นคนจัดการอยู่ตลอด ข้าอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่ต่างกันเท่าไร”
บัณฑิตเถียนคือซิ่วไฉวัยกลางคนจากเถียนเจียวาน หลังจากที่จินเฟิงได้มาหาเลี้ยงชีพที่ซีเหอวาน เขาก็คอยช่วยเหลือจินเฟิงจัดการงานเอกสารบางอย่าง สำหรับเรื่องมนุษยสัมพันธ์ก็จัดว่าชำนาญ การจัดการก็เหมาะสมกว่าหลิวเถี่ยผู้ซึ่งไม่รู้หนังสือคนนี้แน่นอน
กวานเสี่ยวโหรวพยักหน้าแล้วถามต่อ “เช่นนั้น พี่เถี่ยจือนำทหารกลับมาเท่าใด?”
“ทหารม้าแปดสิบ ม้าศึกสามร้อยตัว!”
“คนล่ะ?” กวานเสี่ยวโหรวมองไปที่ด้านหลังของหลิวเถี่ย
ทหารม้าถูกหลิวเถี่ยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งไปฆ่าโจรท้องถิ่น และในเวลานี้อยู่กับหลิวเถี่ยเพียงสองคน
“ข้าให้ฟางโจวออกไล่ล่าโจรท้องถิ่นที่หนีกระเจิง ส่วนเหล่าเหลยก็พาคนไปช่วยขับไล่พวกโจรที่หมู่บ้านโดยรอบ”
“ฟางโจว เหล่าเหลย?” กวานเสี่ยวโหรวเผยสีหน้าสงสัย
ก่อนหน้านี้นางไม่ค่อยสนใจเรื่องสำนักคุ้มภัยมากนัก นางจึงไม่รู้จักคนทั้งสองที่หลิวเถี่ยพูดถึง
“อ้อ ฟางโจวกับเหล่าเหลยมาจากนอกหมู่บ้าน ได้รับการเลื่อนยศเมื่อเร็ว ๆ นี้เป็นหัวหน้าหมวด”
หลิวเถี่ยรีบอธิบาย
“ส่งคนไปบอกพวกเขา ว่าข้าให้เวลาหนึ่งก้านธูป อย่าได้ปรานีและจัดการพวกโจรให้จงได้ ตัดหัวพวกมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้!”
กวานเสี่ยวโหรวพูดอย่างไม่ปราณี “พวกเขาจะต้องกลับมาภายในหนึ่งก้านธูป!”
“รับทราบ!”
ในความทรงจำของหลิวเถี่ย กวานเสี่ยวโหรวเป็นคนเงียบ ๆ และอ่อนโยน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นนางมีสีหน้าจริงจังขนาดนี้ และเป็นครั้งแรกที่ได้ยินนางพูดจาโหดเหี้ยมเช่นนี้
เขาจึงรีบส่งคนไปแจ้งหัวหน้าหมวดที่รับผิดชอบภารกิจไล่ล่า
หนึ่งก้านธูปผ่านไป หัวหน้าหมวดผู้คุ้มกันภัยสองนาย ก็พาคนของตนกลับมา
โดยที่ม้าศึกของผู้คุ้มกันภัยทุกตัวล้วนเปียกโชกไปด้วยเลือด
แต่มันไม่ใช่เลือดของเหล่าผู้คุ้มกันภัยและม้าศึก แต่เป็นเลือดของโจรท้องถิ่นต่างหาก!
ในช่วงเวลาที่เหล่าผู้คุ้มกันภัยไล่ล่าโจรท้องถิ่นนั้น กวานเสี่ยวโหรวก็ได้พาอาจวี๋ไปที่คลังด้านหลังเขา และนำชุดเกราะดำออกมา
“สหาย ข้าทราบดีว่าทุกคนเหน็ดเหนื่อย แต่บัดนี้สถานการณ์วิกฤต มิอาจให้เวลาทุกคนได้พักผ่อน!”
หลิวเถี่ยชี้ไปที่หีบไม้ขนาดใหญ่บนพื้นพร้อมตะโกนว่า “สิ่งนี้คือชุดเกราะดำ ข้าให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งถ้วยชาเพื่อสวมเกราะ หลังจากนั้นเราจะออกเดินทางไปยังหยางเจวี้ยนหลิ่งทันที!”
ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้ฟังเรื่องหยางเจวี้ยนหลิ่งจากเสี่ยวอวี้แล้ว
เมื่อรู้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ หลิวเถี่ยแทบอยากมีปีกเพื่อบินไปยังหยางเจวี้ยนหลิ่งในทันที
แม้ว่าเหล่าผู้คุ้มกันภัยจะไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง แต่ด้วยการฝึกฝนอันเข้มงวด ทำให้พวกเขาไม่ซักถามใด ๆ และไม่สนใจที่จะถอดเสื้อคลุมออกและสวมเกราะดำทับลงไปทันที
เสี่ยวอวี้ก็รู้ว่าเวลานั้นกระชั้นชิด นางนำพาคนงานหญิงกลุ่มหนึ่งมาช่วยเหล่าผู้คุ้มกันภัยรัดสายของชุดเกราะดำ
ถังตงตง นำพาคนงานหญิงจากโรงงานสิ่งทอไปเติมน้ำลงในกระติกน้ำของเหล่าทหารม้า และใส่ซาลาเปาลงในถุงเสบียงของพวกเขา
ไม่ถึงครึ่งถ้วยชา เหล่าผู้คุ้มกันภัยทั้งหมดก็สวมชุดเกราะเสร็จสิ้น
หลิวเถี่ยกำลังจะออกคำสั่งให้เคลื่อนทัพ แต่ในจังหวะนั้นกวานเสี่ยวโหรวก็เดินเข้ามาพอดี
นางเปลี่ยนจากชุดกระโปรงยาวเป็นชุดเกราะสีดำเช่นเดียวกับเหล่าผู้คุ้มกันภัย
รูปโฉมนั้นขึ้นอยู่กับเครื่องแต่งกาย ม้าขึ้นอยู่กับอานม้า ชุดเกราะสีดำของกวานเสี่ยวโหรวนั้น จินเฟิงได้เป็นผู้รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับนาง เมื่อสวมใส่แล้วพอดีตัวเป็นอย่างยิ่ง
กวานเสี่ยวโหรวผู้ที่เคยอ่อนแอ บัดนี้สวมเกราะดำดูสง่าและน่าเกรงขาม
เมื่อบวกกับสีหน้าจริงจังของนางแล้ว ยิ่งทำให้ดูคล้ายแม่ทัพหญิงยิ่งนัก
ถังตงตงที่กำลังเติมน้ำให้กับผู้คุ้มกันภัย เห็นกวานเสี่ยวโหรวสวมชุดเกราะ สีหน้าของนางเปลี่ยนไปทันใด
ผู้อื่นมิอาจล่วงรู้ ทว่านางรู้ดี ชุดเกราะนี้เป็นสิ่งที่ถังเสียวเป่ยเห็นว่าผู้คุ้มกันภัยหญิงสวมชุดเกราะสีดำแล้วดูดีงดงาม จึงอ้อนวอนให้จินเฟิงสร้างขึ้น
จินเฟิงไร้หนทางจึงได้สร้างชุดหนึ่งให้กับถังเสียวเป่ยและอีกชุดหนึ่งให้กับกวานเสี่ยวโหรว
ถังเสี่ยวเป่ยชื่นชอบมาก และบ่อยครั้งก็จะสวมออกมาอวดโฉม ทว่ากวานเสี่ยวโหรวกลับมิได้โปรดปราน นอกจากตอนที่เพิ่งสร้างเสร็จ นางก็ได้ลองสวมเพียงครั้งเดียว จากนั้นก็เก็บใส่หีบมิได้หยิบออกมาใช้เลย
ทว่าบัดนี้ นางกลับสวมใส่ไว้ที่กาย นัยนี้มิต้องกล่าวก็แจ่มชัด
“เสี่ยวโหรว เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
ถังตงตงทิ้งเหยือกน้ำฉละวิ่งพรวดขึ้นไปฉุดรั้งแขนของกวานเสี่ยวโหรว
“ตงตง ข้าจะไปหยางเจวี้ยนหลิ่ง ข้าฝากที่นี่ไว้กับเจ้าด้วยนะ”
กวานเสี่ยวโหรวเอ่ยอย่างใจเย็น
“เจ้ามิได้เชี่ยวชาญในวิถีสังหาร จะไปหยางเจวี้ยนหลิ่งได้อย่างไร?”
“จั่วเฟยเฟยนำพาเหล่าคนงานหญิงจากเขาเถี่ยกว้านเสี่ยงชีวิตสกัดกั้นโจรผู้ร้าย สามีไม่อยู่ ข้าต้องไปดูแลเพื่อช่วยดูแลขวัญและกำลังใจของผู้คน”
กวานเสี่ยวโหรวกล่าว “ก่อนจากไปสามีได้สั่งให้ข้าดูแลบ้านเรือน ข้ามิอาจปล่อยให้หัวใจของคนที่ของเขาเถี่ยกว้านสลายไปได้”
“เช่นนั้นเจ้ารอจนกว่าการสู้รบจะสิ้นสุดค่อยไปไม่ได้หรือ?”
ถังตงตงรั้งแขนของกวานเสี่ยวโหรวมิยอมปล่อย “ในสนามรบคมดาบนั้นไร้ตา หากเจ้า…หากเกิดความผิดพลาดใด ๆ ขึ้น ข้าจะไปชี้แจงต่อจินเฟิงได้อย่างไร?”
“ข้าสวมชุดเกราะอยู่เช่นนี้ ไม่มีอันตรายใดหรอก”
กวานเสี่ยวโหรวคลายมือของถังตงตงออกจากแขนของตน แล้วหันไปเห็นว่านางต้องการพูดบางอย่างอีกจึงเอ่ยแทรก “ตงตง ไม่มีเวลาแล้ว อย่าห้ามข้าเลย ข้าคิดดีแล้ว เจ้าห้ามข้าไปก็ไม่มีประโยชน์!”
พูดจบก็ไม่รอให้ถังตงตงพูดอีก นางก็ขึ้นนั่งบนหลังม้าทันทีโดยความช่วยเหลือจากอาจวี๋
หลิวเถี่ยที่จริงก็ไม่อยากให้กวานเสี่ยวโหรวไป แต่เห็นว่าถังตงตงยังห้ามไม่ได้ เขาก็ต้องเลิกคิด
“ทุกคน ขึ้นม้า ออกเดินทาง!”
ตามคำสั่งของหลิวเถี่ย ผู้คุ้มกันภัยทั้งหมดต่างขึ้นหลังม้าและมุ่งหน้าไปยังปากทางหมู่บ้าน
กวานเสี่ยวโหรวขี่ม้ายังไม่ชำนาญ แต่พยายามจับอานม้าไว้แน่น ตามหลังมาด้วยอาจวี๋และผู้คุ้มกันภัยหญิงคนอื่น ๆ
หลิวเถี่ยพบว่ากวานเสี่ยวโหรวตามพวกเขาได้ทัน จึงสั่งให้ทหารม้าเร่งความเร็วขึ้นไปอีก
กองทหารม้าเร่งความเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อมุ่งหน้าสู่หยางเจวี้ยนหลิ่ง!