ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 93 ถึงเวลาแสดงความสามารถของข้าแล้ว
ปรมาจารย์บอกว่าข้าเป็นผู้บำเพ็ญเซียน เดินหมากเป็นเพียงงานอดิเรก
ข้าเป็นผู้บำเพ็ญเซียน…
ดวงตาของนักพรตเทียนเหยี่ยนพราวประกายขึ้นเรื่อยๆ ความตื่นเต้นในใจพลันโหมคลั่ง ริมฝีปากฉีกยิ้มในที่สุด
“เข้าใจแล้ว! ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้ว!”
เส้นผมของเขาชี้ตั้งขึ้น ประดุจพลังชีวิตได้ฟื้นคืนมาอีกครา มองดูแล้วออกจะวิปลาสอยู่สักหน่อย
หลินมู่เฟิงเร่งเร้าอย่างอดรนทนไม่ไหว “สหายเทียนเหยี่ยน เจ้าเข้าใจอะไรหรือ หรือว่าจะเป็นคำสอนของปรมาจารย์”
“ไม่ใช่คำสอน แต่เป็นคำชี้แนะ! ปรมาจารย์ชี้แนะข้า!”
นักพรตเทียนเหยี่ยนตื่นเต้นเหลือคณา “เขาบอกว่าข้าเป็นผู้บำเพ็ญเซียน เดินหมากเป็นเพียงงานอดิเรก จึงไม่รับข้าเป็นศิษย์ ใจความสำคัญอยู่ที่ข้าเป็นผู้บำเพ็ญเซียน! ในเมื่อข้าเป็นผู้บำเพ็ญเซียน ยังจะมีคุณสมบัติใดไปศึกษาวิถีหมากโดยเฉพาะเล่า ข้าไม่คู่ควร!
วิถีหมากย่อมต้องมุ่งมั่น บากบั่นพากเพียรในเจตจำนงดั้งเดิม ข้าเหยียบเรือสองแคมเช่นนี้ มิน่าล่าปรมาจารย์ถึงไม่ยินดีรับข้าเป็นศิษย์!”
นักพรตเทียนเหยี่ยนยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น น้ำตาเริ่มพรั่งพรูจากขอบตา “แม้แต่ในนิทานเรื่องนั้นที่คุณชายหลี่เล่า พระเอกยังเป็นปุถุชนเลย ที่แท้…ที่ผ่านมา ข้าก็เดินผิดทางมาโดยตลอด ฮ่าๆๆ ในที่สุดข้าก็รู้แล้วว่าผิดที่ตรงไหน”
หลินมู่เฟิงมองนักพรตเทียนเหยี่ยน และเอ่ยปากถามขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ “สหายเทียนเหยี่ยน เช่นนั้นเจ้าเตรียมจะ…”
“ข้าจะทำลายตบะของตนเอง มุ่งมั่นศึกษาวิถีหมากนับแต่นี้ไป!”
นักพรตเทียนเหยี่ยนมีสีหน้าแน่วแน่ ดวงตาฉายวาบเปลวเพลิงอันโชติช่วง “ข้าจะหาสถานที่สงบปลีกวิเวก พวกเจ้าไม่ต้องตามหาข้าแล้ว ข้าขอลา!”
พูดจบ เขาก็เร่งร้อนออกทะยานลำแสงออกไป
หลินมู่เฟิงและซุนเชียนซานมองตามเงาของนักพรตเทียนเหยี่ยนอย่างอึ้งงันไปชั่วขณะ
“ผู้เฒ่าหลิน เขาบอกว่าจะทำลายตบะของตนเองหรือ”
“เห็นจะเป็นเช่นนั้น”
“นี่มัน…เข้าใจแล้วก็ทำลายทิ้ง?”
……
ในเรือนสี่ประสาน
หลี่เนี่ยนฝานมองพวกเขาทั้งสามเดินออกไป ยิ้มพลางส่ายหน้า
ดีแล้วที่ไม่รั้งอยู่ต่อ ช่วงนี้บ้านฉันแร้นแค้นซะไม่มี ไม่มีแม้แต่เนื้อสัตว์ป่า ถ้าหากพวกเขาอยู่ต่อ ก็ทำได้แค่เสิร์ฟผักกับผลไม้ให้พวกเขากิน ไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไหร่
เฮ้อ ออกไปล่าสัตว์ไม่ได้ แย่จริงๆ
หลี่เนี่ยนฝานลอบถอนหายใจ สายตามองไปยังตู้เย็นที่เพิ่งเข้าร่วมกองทัพมา อารมณ์ก็พลอยดีขึ้นมาทันที
ความหลากหลายของอาหารหลังจากนี้ไปก็จะมีเพิ่มมากขึ้นแล้ว
ผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านี้เกรงอกเกรงใจกันเกินไปแล้ว ก็ดูเข้าสิ แวะมาทั้งที ยังต้องพกของขวัญมาอีก?
เขาเดินไปอยู่หน้าตู้เย็น ฉับพลันก็สัมผัสได้ถึงความเย็นสดชื่นราวกับอยู่ในห้องที่ติดเครื่องปรับอากาศอย่างไรอย่างนั้น
“อยู่ตรงนี้ดีจริงๆ เลย” หลี่เนี่ยนฝานไปย้ายม้านั่งเข้ามาใกล้กับภูเขาจำลอง ดื่มด่ำกับอากาศเย็นฉ่ำของตู้เย็น
เขาพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ต๋าจี่ อีกไม่นานข้าจะทำไอศกรีมแท่ง[1]ให้เจ้ากิน เป็นลาภปากของเจ้าแล้ว”
“ไอศกรีม? คืออะไรหรือ” ต๋าจี่ชะงักงันไป หรือว่าไอศกรีมจะนับว่าเป็นของวิเศษประเภทน้ำแข็ง?
หลี่เนี่ยนฝานจึงอธิบาย “เป็นอาหารชนิดหนึ่ง! ทั้งยาวทั้งแข็ง ทั้งเย็นทั้งเป็นน้ำแข็ง มีรสชาติหลากหลาย กินแล้วสดชื่น เจ้าจะต้องชอบแน่ๆ!”
“ว้าว” ต๋าจี่เลียปาก สีหน้าฉายแววตั้งหน้าตั้งตาคอย “ไอศกรีมเป็นแบบไหนหรือ”
ได้รับคำชื่นชมจากคุณชายหลี่เช่นนี้ เจ้าไอศกรีมนี้จะต้องเป็นของดีอย่างแน่นอน!
“แบบไหนก็มีทั้งนั้น” หลี่เนี่ยนฝานยิ้มบาง จากนั้นจึงพูดว่า “แต่ว่ารอก่อนค่อยทำ ข้าจะไปทำโคมไฟก่อน”
“คุณชายจะทำโคมไฟไปทำไมหรือ” ต๋าจี่เอ่ยถามอย่างสงสัย
หลี่เนี่ยนฝานมือถือมีดแกะสลัก อีกมือหนึ่งถือกิ่งไม้ ตอบว่า “เมื่อวานกลับมาช้า แต่ก็ไม่มีแม้แต่แสงไฟส่องสว่าง ลำบากมาก ข้าเลยคิดว่าทำโคมไฟดีกว่า”
“เป็นเช่นนี้เอง” ต๋าจี่พยักหน้า ในใจนึกชื่นชมยิ่งขึ้น
นายท่านก็คือนายท่าน เห็นได้ชัดว่าเขาสามารถมองเห็นยามราตรีได้แจ่มชัดเยี่ยงยามกลางวัน แต่ก็ยังคำนึงถึงว่าปุถุชนจะมองไม่เห็นยามค่ำคืน ทั้งยังตั้งใจทำโคมไฟขึ้นมา นี่สินะบุคคลระดับปรมาจารย์!
หลี่เนี่ยนฝานหลับตาลง ผ่านไปชั่วครู่ ห้วงสำนึกของเขาก็ออกแบบโครงโคมไฟได้สำเร็จ จากนั้นจึงก้มหน้าก้มตาลงมือทำโคมไฟอย่างตั้งใจ
เขามือไม้คล่องแคล่วยิ่งนัก มีดแกะสลักขยับอย่างพลิ้วไหว ระหว่างขั้นตอนปราศจากการหยุดชะงักแม้แต่น้อย
ทุกครั้งที่ลงมีด เขาไม่จำเป็นต้องลังเลหยุดคิด ท่วงท่าชำนิชำนาญเปี่ยมความมั่นใจ
อีกทั้งมีดแกะสลักเล็กๆ เหล่านั้นคล้ายกับว่าจะใช้แกะสลักได้ทุกสรรพสิ่ง ขยับเพียงเล็กน้อย วัสดุในมือก็หลุดออกมา รังสรรค์ออกมาเป็นสิ่งที่หลี่เนี่ยนฝานต้องการ
มีดแกะสลักเล่มนี้อยู่กับหลี่เนี่ยนฝานมาตลอด แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็ใช้การได้ดีและพกพาสะดวก
จำได้ว่าระบบมอบมีดเล่มนี้ให้ในตอนที่เขาร่ำเรียนการแกะสลักได้สำเร็จเต็มระดับ
ว่ากันตามตรง ถึงแม้ระบบจะตุ๋นเขาซะเปื่อย แต่ของที่มอบให้ก็คุณภาพใช้ได้
ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยวไป๋ เครื่องกรองน้ำ เครื่องฟอกอากาศ หรือแม้แต่มีดแกะสลัก ใช้งานได้ตั้งหลายปีโดยไม่เกิดปัญหา หาได้ยากจริงๆ
โครงของโคมไฟนั้นหลี่เนี่ยนฝานยังคงเลือกใช้ไม้ไผ่มาทำ
ส่วนรูปร่าง หลี่เนี่ยนฝานคิดว่าจะทำเป็นทรงกระบอก เขาไม่ได้นึกอยากทำให้ดูวิจิตรพิสดารนัก สิ่งสำคัญคือการใช้งานจริง
สุดท้ายแล้ว หลี่เนี่ยนฝานก็เลือกใช้ก้านต้นหลิ่วมาทำเป็นเชือกคล้องโคม
กิ่งต้นหลิ่วนี้ทนทานมาก ไม่ขาดไม่หักง่าย อีกทั้งรูปลักษณ์ภายนอกยังดูดีกว่า หลี่เนี่ยนฝานย่อมต้องเลือกใช้โดยไม่ลังเล
ไม่นานโครงของโคมไฟก็สำเร็จแล้ว
หลี่เนี่ยนฝานวางโครงไว้ด้านข้าง เริ่มลงมือทำตัวโคมไฟ
ตัวโคมนั้นใช้ผ้าหรือกระดาษทำขึ้นจะมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะไม่บดบังแสงไฟ ทำให้แสงไฟส่องสว่างออกมาได้
หลี่เนี่ยนฝานเลือกใช้ผ้าสีแดง ก็เพราะผ้าจะใช้งานได้ทนทานกว่ากระดาษ
นำผ้ามาขึ้นรูปตามรูปร่างของโครงเสร็จเรียบร้อย รูปแบบคร่าวๆ ของโคมไฟก็ออกมาแล้ว ต่อไปเหลือเพียงขั้นตอนสุดท้าย
หลี่เนี่ยนฝานเตรียมสี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือไว้แต่แรกแล้ว มือหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มน้ำหมึกสีเหลือง ปรับอารมณ์ชั่ว ครู่ ก่อนจะจรดปลายพู่กันแต่งแต้มลงบนผืนผ้าสีแดง
ปลายพู่กันเริงระบำ คำว่า ‘โชคลาภ’ ยักษ์ใหญ่หนึ่งคำปรากฏขึ้น!
หลี่เนี่ยนฝานยิ้มน้อยๆ
เสร็จแล้ว!
ต๋าจี่มองดูการเคลื่อนไหวของหลี่เนี่ยนฝานนิ่งๆ ราวกับกำลังเคลิบเคลิ้ม กว่าจะได้สติมาก็ตอนนี้
เมื่อครู่…เกิดอะไรขึ้น
นางรู้สึกเพียงว่าท่วงท่าของนายท่านนั้นงดงามเหลือเกิน ประหนึ่งว่าทุกการเคลื่อนไหวล้วนไร้ที่ติ สอดคล้องกับ
ท่วงทำนองของสวรรค์ จนกฎทั้งปวงของฟ้าดินล้วนถูกเขาควบคุมเพียงปลายนิ้ว คล้ายกับว่า…หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว กับฟ้าดิน ชวนให้ผู้คนถลำลึกเข้าไปอย่างห้ามไม่อยู่
นางไม่อาจพรรณนาความรู้สึกเช่นนี้ได้ แต่ก็มิได้ทำให้นางตื่นตระหนก
หลี่เนี่ยนฝานพลิกโคมดูหนึ่งคำรบ พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ปากขมุบขมิบพึมพำ “โคมไฟทำเสร็จแล้ว น่าเสีย
ดายที่ยังขาดแหล่งกำเนิดแสง ต้องหาโอกาสลงเขาไปซื้อเทียนแล้วละ”
ยังขาดแหล่งกำเนิดแสง
ต๋าจี่ซึ่งอยู่ด้านข้างสมองพลันแล่นปราด
นายท่านมีหรือจะใช้เทียนธรรมดาเป็นแหล่งกำเนิดแสง ต้องมีความหมายลึกซึ้งแฝงอยู่แน่นอน
ในใจของต๋าจี่เต้นระรัว ในที่สุดก็ถึงเวลาแสดงความสามารถของข้าแล้ว!
ช่วงที่ผ่านมานางติดตามหลี่เนี่ยนฝาน ได้เห็นกับตาว่าผู้บำเพ็ญเซียนกลุ่มนั้นนำของล้ำค่ามามอบให้นายท่าน
ไม่หยุดหย่อน คำยกยกปอปั้นครั้งแล้วครั้งเล่า จิตใจย่อมกระวนกระวายเป็นธรรมดา
คิดสะระตะหาวิธีช่วยเหลือนายท่านมาโดยตลอด โอกาสนี้มาถึงแล้ว!
ดวงตางามสะคราญสั่นไหวน้อยๆ ในสมองขบคิดไม่ลดละ อะไรกันนะที่นำมาใช้เป็นแหล่งกำเนิดแสงได้
แต่ว่า…ก่อนอื่น นางยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญกว่าต้องไปทำ!
………………………………………
[1] ไอศกรีมแท่ง ต้นฉบับในภาษาจีนใช้คำว่า 冰棒 แปลตรงตัวหมายถึงน้ำแข็งแท่ง