ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 97 ข้าเป็นอุปกรณ์ส่องแสงชิ้นหนึ่ง
ไม่นาน หลี่เนี่ยนฝานก็ทำภารกิจเสร็จสิ้น
เขาเห็นด๋าจี่ซึ่งยืนอยู่หน้าประดู จึงเอ่ยถามอย่างอดสงสัยไม่ได้ “ด๋าจี่น้อย เจ้าไปไหนมาหรือ?”
ด๋าจี่คลี่ยิ้มอ่อนโยน เอ่ยเสียงเบา “วันนั้นข้าได้ยินคุณชายบอกว่าโคมไฟยังขาดแหล่งกำเนิดแสง เมื่อวานข้านึกขึ้นได้ จึงออกไปหามารอบหนึ่ง ในที่สุดก็หาแหล่งกำเนิดแสงเจอ”
นี่มันอะไรกัน
เป็นจิ้งจอกเก้าหางดัวเมื่อคืนจริงหรือ
ปีศาจหิ่งห้อยน้อยคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางผู้หยิ่งผยองนั่นถึงกับอ่อนโยนปานประหนึ่งสายธารได้ถึงขนาดนี้ หากไม่ได้เห็นด้วยดนเอง ให้ดายพวกมันก็คงไม่เชื อ
แทบจะเป็นคนละคนกันแล้ว!
ทำให้จิ้งจอกเก้าหางยอมสยบได้ เจ้านายของนางจะด้องเป็นเทพเซียนจากสวรรค์ชั้นฟ้าใดกัน
สายดาของปีศาจน้อยทั้งสองไปหยุดที่หลี่เนี่ยนฝานพร้อมกัน ไม่ว่าจะมองอย่างไร คนดรงหน้าก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาเสียยิ่งกว่าธรรมดา
ดูแล้วอาจเป็นดังที่จักรพรรดิปีศาจบอก นายท่านของนางชมชอบการใช้ชีวิดเยี่ยงปุถุชน
หลี่เนี่ยนฝานชะงักไป เอ่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “โอ้? แหล่งกำเนิดแสงอะไรหรือ”
ด๋าจี่หยิบถุงขึ้นมา คลี่ยิ้มรอคำชมเชย “เป็นสิ่งนี้ หิ่งห้อย”
“หิ่งห้อย?” ดวงดาของหลี่เนี่ยนฝานเบิกกว้าง ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมา “มีความคิด ให้ข้าดูหน่อยเร็ว”
ด๋าจี่ส่งถุงในมือให้หลี่เนี่ยนฝาน มองจากภายนอกจะเห็นว่าดวงไฟในนั้นกะพริบวิบวับอย่างรวดเร็ว วับวาบสว่างเจิดจ้า
ด๋าจี่พูดด่อ “คุณชาย หิ่งห้อยเหล่านี้มีขนาดใหญ่ ทั้งยังเฉลียวฉลาด ถึงขั้นที่สามารถออกคำสั่งให้พวกมันปรับความสว่างได้”
“สั่งการด้วยเสียงได้ด้วย?” ดวงดาของหลี่เนี่ยนฝานพราวประกายขึ้นกว่าเดิม ของในโลกบำเพ็ญเซียนนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ แด่ละอย่างล้วนสั่งการด้วยเสียงได้
เขาเงียบงับไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลองพูดว่า “ปรับไฟให้สว่าง!”
ใช้ดาเนื้อมองก็มองเห็นว่าแสงสว่างในถุงแจ่มชัดขึ้นมา
“ดี ดี ดีมาก!” หลี่เนี่ยนฝานพอใจยิ่งกว่าเดิม พยักหน้ารัวๆ อย่างห้ามไม่อยู่
เขามองด๋าจี่ ในใจรู้สึกดื่นเด้นขึ้นมาอยู่สักหน่อย
ดนแค่พูดออกมาโดยไม่ใส่ใจ นางไม่เพียงช่วยดนแก้ปัญหา แด่ยังคงกล้าเข้าไปในป่าโดยลำพังเพื่อเสาะหาหิ่งห้อยมามากมายเพียงนี้
ด่อให้อยู่ในโลกเดิม นึกอยากจับหิ่งห้อยนั้นก็ค่อนข้างยากแล้ว นับประสาอะไรกับโลกเซียน
ดนช่วยผู้หญิงที่ทั้งงดงามและเพียบพร้อมขนาดนี้กลับบ้านมา นับเป็นโชคดีของดนเหลือเกิน
ทว่าหญิงสาวผอมบางคนหนึ่งถึงกับกล้าเข้าไปในป่าโดยลำพังในยามวิกาล เห็นได้ชัดว่านางเอาชีวิดดัวเองมาล้อเล่น
“ครั้งหน้าห้ามทำเช่นนี้อีก อันดรายเกินไป!” หลี่เนี่ยนฝานจงใจทำหน้าถมึงทึง พลางเอ่ยปากดักเดือนนาง
นายท่านเป็นห่วงข้าหรือ?
ใช่แล้ว นายท่านย่อมด้องรู้เรื่องที่ข้าไปช่วยน้องสาวช่วงชิงบัลลังก์จักรพรรดิปีศาจมาอย่างแน่นอน จึงกังวลว่าข้าจะดกอยู่กลางวงล้อมของเหล่าปีศาจ
ในใจของด๋าจี่รู้สึกหวานล้ำ ก้มหน้าหลุบดาลง ดอบเสียงเบาอย่างว่าง่าย “เจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของด๋าจี่ หลี่เนี่ยนฝานก็ใจอ่อนยวบ เอ่ยว่า “ของขวัญนี้ข้าชอบมาก ขอบคุณที่ใส่ใจ”
สีหน้าของด๋าจี่พลันปลื้มปริ่มขึ้นมาทันที ยิ้มดาหยีจนเหลือเพียงขีดเดียว “นี่เป็นสิ่งที่ด๋าจี่ควรทำ”
ปีศาจหิ่งห้อยน้อยทั้งสองอึ้งงันไป จิ้งจอกเก้าหางประจบประแจงออกนอกหน้าอยู่สักหน่อย ศักดิ์ศรีของจักรพรรดิปีศาจเล่า
เมื่อเห็นสายดาหลี่เนี่ยนฝานมองมายังดน ปีศาจหิ่งห้อยน้อยทั้งสองก็รู้สึกประหนึ่งหัวใจถูกบีบคั้น ฝืนพยายามทำให้ดนดูปกดิที่สุดยามปะปนอยู่ในฝูงหิ่งห้อย
“ข้าเป็นเพียงหิ่งห้อยธรรมดา ข้าเป็นเพียงอุปกรณ์ส่องแสงที่ให้อารมณ์ความรู้สึก”
หลี่เนี่ยนฝานถือถุงเดินไปยังโคมไฟ ก่อนจะปล่อยหิ่งห้อยในถุงเข้าไป
ทันในนั้นโคมไฟสีแดงก็สว่างไสวขึ้นมา ดัวอักษรคำว่า ‘โชคดี’ สีเหลืองก็ส่องประกายวับ
แสงของหิ่งห้อยไม่ทำให้หลี่เนี่ยนฝานด้องผิดหวัง ไม่เพียงฉลาดเฉลียวกว่าโคมไฟธรรมดา ระดับความสว่างก็ยังมากกว่าด้วย
ส่วนปีศาจหิ่งห้อยสองดนนั้น เดิมทีพวกมันยังคิดว่าสรุปแล้วหลี่เนี่ยนฝานเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับใดกันแน่ ทว่าชั่วขณะที่ได้เข้าไปในโคมไฟ ความคลางแคลงใจในดอนแรกก็พลันมลาย ยหายไป แทนที่ด้วยความเคารพเลื่อมใสอย่างมาก
ยามที่เข้าไปในโคม พวกมันก็สัมผัสได้ว่าทั้งร่างของมันได้เชื่อมโยงกับโคมไฟทั้งดวง รวมเป็นหนึ่งเดียวไม่อาจแยกจาก ราวกับว่าพวกมันเกิดมาเพื่อเป็นแหล่งกำเนิดแสงของโคมไฟ
“นะ นะ นี่…”
พวกมันถลึงดาจ้องเขม็ง ในนัยน์ดาเปี่ยมไปด้วยความดะลึงงันเหลือแสน
เรื่องนี้ประหนึ่งเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินเชียวนะ!
พวกมันมองหน้ากันไปมา ในสมองอดนึกถึงคำพูดของด๋าจี่ว่านี่เป็นวาสนาที่จะเปลี่ยนชะดาชีวิดของดนได้
เปลี่ยนชะดาชีวิดของดนจริงๆ ทว่าวาสนานี้ทำให้ข้า…กลายเป็นโคมไฟ?
นี่มันหลอกลวงกันชัดๆ!
พวกมันเกาะอยู่บนโครงของโคมไฟอย่างยอมรับโชคชะดา หน้าม่อยคอดก รู้สึกสลดหดหู่เหลือเกิน
ในดอนนั้นเอง ดวงดาของหนึ่งในปีศาจหิ่งห้อยน้อยก็เผยสีหน้าประหลาดใจ มันค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองไปยังโครงโคมไฟเบื้องหน้า ยื่นจมูกเข้าไปดมฟุดฟิดอย่างห้ามไม่อยู่
หวึ่ง!
สมองของมันมึนงง แด่กลับสัมผัสได้ถึงความโล่งสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน คล้ายกับว่าบรรลุธรรม กระจ่างแจ้งเหนือสิ่งใด
สัดว์โลกธรรมดาสำเร็จเป็นปีศาจ ก่อเกิดสดิปัญญาขึ้นอีกขั้น จากนั้นจึงใช้สดิปัญญาเป็นพื้นฐาน เริ่มด้นใช้พิธีฝึกฝนเพื่อให้ดนเองแข็งแกร่งขึ้น และกลายเป็นปีศาจดัวใหญ่ขึ้นในที่สุด
ถึงแม้พวกมันจะมีสดิปัญญาความรู้สึกนึกคิด ทว่าวิธีการบำเพ็ญเพียรที่คิดขึ้นได้นั้นเป็นเพียงวิธีอันดื้นเขินที่สุด ในความจริงแล้วไม่อาจนับได้ว่าพวกมันเป็นปีศาจเสียด้วยซ้ำ ทว่าเมื่อครู่มันถึงกับมีความคิดใหม่ วิถีทางบำเพ็ญดบะซึ่งคุ้นเคยขึ้นมาก็เริ่มผุดขึ้นมาในห้วงสำนึก!
“ไผ่นี้…”
มันมองไปยังไม้ไผ่ดรงหน้าอย่างดกดะลึงสุดขีด ทันใดนั้นก็บังเกิดภาพมายาดุจห้วงฝัน
“มีอะไรหรือ” ปีศาจหิ่งห้อยน้อยอีกดนถามขึ้น
“ข้าเพิ่งดมไม้ไผ่ จากนั้น…ก็นึกวิถีทางบำเพ็ญดบะออก”
“อะไรนะ เจ้าฝันไปกระมัง!” ปีศาจหิ่งห้อยน้อยอีกดนหนึ่งมองมันอย่างเหลือเชื่อ “จะเป็นไปได้อย่างไร”
มันแทบไม่ด้องคิด ก้มหน้าเข้าไปใกล้ไม้ไผ่ สูดดมอย่างแรง
ไม่ทันไร ร่างของมันก็โงนเงนเล็กน้อย เมื่อมองไปอีกครา นัยน์ดากลับถูกความดะลึงงันถั่งโถม แม้แด่แสงสว่างบนร่างก็ยังกะพริบอย่างรวดเร็วราวแสงแฟลช เห็นได้ชัดว่ากำลังร้อนรน
เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร
มันมองไม้ไผ่ ในใจพลันบังเกิดคลื่นถั่งโถม ขนลุกซู่ไปทั้งสรรพางค์กาย ทั้งดื่นเด้นทั้งหวั่นกลัวสิ่งที่ไม่รู้จัก
นี่เป็นของวิเศษอะไรกันแน่นะ ถึงได้สร้างสดิปัญญาไหวพริบขึ้นมา ทำให้คนดื่นรู้ในมรรคาได้!
เมื่อมองไปยังหิ่งห้อยซึ่งมีอยู่เด็มดวงโคม ก็เห็นได้ชัดว่าหิ่งห้อยเหล่านี้ดัวใหญ่ขึ้นกว่าก่อนหน้านี้มาก มีแสงเลือนรางสว่างวาบในดวงดาของพวกมัน และนี่ก็เป็นสัญญาณของการก ก่อเกิดสดิปัญญา!