ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2325 ออกไปพรอดรักกัน
หลังจากนั้นมู่เฉียนซีก็ค่อย ๆ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับแดนนรกแห่งนี้ ซึ่งภายในแดนนรกแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นคุกโลหิต เมืองปีศาจ คุกมืด คุกทมิฬ คุกซิวหลัว คุกหลัวซาและเมืองล ลับ
ก่อนหน้านี้ตอนที่จิ่วเยี่ยยังไม่ได้ปรากฏตัวที่แดนนรก คุกโลหิตไม่ใช่สถานที่ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่หลังจากที่จิ่วเยี่ยเอาชนะท่านอ๋องของคุกอื่นทั้งหกได้ แน่นอนว่าคุกโลหิตก ก็ได้กลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของแดนนรก
และหลังจากการต่อสู้ในครั้งนั้น คุกอื่น ๆ ก็ได้สูญเสียอ๋องไปหลายต่อหลายคน ดังนั้นจึงทำให้สงบลงไม่น้อยเลย
ในบรรดาคุกใหญ่ทั้งเจ็ดนั้น มีต้นแบบที่มีชื่อเสียงมากมาย นอกจากนี้ยังมีผู้คนมากมายที่มาจากมิติอื่นอีกด้วย แต่ไม่ว่าจะมีที่มาอย่างไร ก็มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะ ะสามารถอยู่ในคุกใหญ่ทั้งเจ็ดได้
ผู้ครอบครองคุกนรกทั้งเจ็ดก็จะกลายเป็นอ๋อง และมีความสามารถเหนือกว่าระดับผู้บำเพ็ญภูตพลังขั้นเทพวิญญาณเสียอีก
ต่อไปก็เป็นระดับใต้เท้า ซึ่งมีความสามารถอยู่ที่ในระดับผู้บำเพ็ญภูตพลังขั้นราชันวิญญาณ
ระดับต่อไปคือเจ้าผู้ครองดินแดน จะมีความสามารถอยู่ในระดับผู้บำเพ็ญภูตพลังขั้นภูตศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
ใต้เท้ากับเจ้าผู้ครองดินแดนก็แบ่งออกเป็น ใต้เท้าระดับบนและใต้เท้าระดับล่าง ส่วนเจ้าผู้ครองดินแดนก็แบ่งออกเป็นเจ้าผู้ครองดินแดนระดับบนและเจ้าผู้ครองดินแดนระดับล่างเ เช่นกัน และผู้ที่มีความสามารถเป็นเจ้าผู้ครองดินแดนระดับบนได้ก็จะมีอำนาจพอที่จะเป็นเจ้าของเมืองขนาดใหญ่ได้ ส่วนเจ้าผู้ครองดินแดนระดับล่างสามารถเป็นเจ้าของเมืองขนาดเล็กได้ เท่านั้น
ในระดับต่อมาก็เป็นเพียงคนธรรมทั่วไปในแดนนรกเท่านั้น และสามารถพูดได้ว่าแค่คนที่ธรรมดาที่สุดในแดนนรก ก็มีความสามารถเป็นถึงผู้บำเพ็ญภูตพลังขั้นปราชญ์แห่งภูตแล้ว
หลังจากที่มู่เฉียนซีทำความเข้าใจแดนนรกแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว มู่เฉียนซีก็กล่าวกับจิ่วเยี่ยว่า “ข้าได้เดินเล่นรอบพระราชวังคุกโลหิตด้วยตนเองแล้ว เจ้าต้องการที่จะไปเดินเล่นใน เมืองเทพสังหารเป็นเพื่อนข้าหรือไม่? หากว่าเจ้ากำลังยุ่งอยู่ละก็ ข้าสามารถไปคนเดียวได้ไม่มีปัญหาเลย”
ถึงนางจะเป็นเพียงผู้บำเพ็ญภูตพลังขั้นปราชญ์แห่งภูตคนหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าอยู่ในระดับความสามารถของคนทั่วไปในแดนนรกได้แล้ว แต่ก็โชคดีที่ระดับความแข็งแกร่งในการต่อสู้ขอ องนางนั้นสามารถเทียบเคียงกับระดับเจ้าผู้ครองดินแดนได้เลยทีเดียว
จิ่วเยี่ยกล่าวตอบว่า “ไม่มีปัญหา!”
“แต่ทว่า แทนที่จะไปเยี่ยมชมเมืองเทพสังหาร ข้าอยากจะพาเจ้าไปอีกสถานที่แห่งหนึ่งก่อน”
และยังไม่ทันรอให้มู่เฉียนซีได้ถามว่าสถานที่แห่งนั้นคือที่ใด จิ่วเยี่ยก็ได้คว้าเอวของนางไว้และหายไปจากตรงนั้นทันที
เมื่อจื่อโยวรีบร้อนวิ่งมาก็เห็นว่านายท่านของเขาได้หายไปแล้ว ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาอยากจะกระอักเลือดออกมาเลยจริง ๆ
“เดิมทีคิดว่าเมื่อคนงามจะออกมานั่งบัญชาการด้วยตนเอง เจ้าเยี่ยนั่นก็จะแอบอู้งานไม่ได้อีก นี่…นี่เพิ่งจะขยันไปได้ไม่กี่วัน ก็พาคนงามไปพรอดรักกันแล้วอย่างนั้นหรือ ข้ านี่มันน่าสงสารจริง ๆ เลย!” สีหน้าของจื่อโยวเต็มไปด้วยความเศร้าโศก
“จื่อโยว หากเจ้าต้องการตามหานายท่านแล้วละก็ ข้ารู้ว่าพวกเขาไปที่ใดกัน” เป๋ยโต่วกล่าว
จื่อโยวผงะไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ที่เจ้าพูดคงจะไม่ใช่…”
“ใช่สิ! มันจะต้องเป็นที่นั่นแน่นอน พวกเราก็ไปดูกันดีหรือไม่?”
“อยากไปเจ้าก็ไปเถอะ หากเจ้าอยากถูกเยี่ยฆ่าปิดปากละก็นะ”
สถานที่แห่งนั้น เยี่ยเริ่มสร้างมันขึ้นมาตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน
นี่เขาคิดว่าสักวันหนึ่งจะลักพาตัวคนงามมายังอาณาเขตของตนเองตั้งแต่ตอนนั้นเลยอย่างนั้นสินะ!
คุกโลหิตไม่ใช่สถานที่ที่เงียบสงบ แม้แต่สีของท้องฟ้าก็ยังดูหดหู่เป็นพิเศษเลย และคนที่นี่ก็คงจะบอกว่า ที่นี่ไม่ใช่แดนสุขาวดี แต่เป็นแดนอเวจีเสียมากกว่า
อย่างไรก็ตามจิ่วเยี่ยก็ได้พามู่เฉียนซีไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกที่ปกคลุม และมีขุนเขาซ้อนอยู่เป็นชั้น ๆ
ทุ่งหญ้าที่เขียวขจี มวลบุปผาที่เจิดจรัส ทะเลสาบที่ใสสะอาด และยังมีน้ำตกที่ตกลงมาจากท้องฟ้าจนเกิดเสียงอันไพเราะอีกด้วย
แม้ว่าจะเป็นแดนอเวจี แต่ก็ยังมีสถานที่ที่งดงามราวกับแดนสวรรค์อยู่ด้วย
เมื่อกลิ่นหอมที่คุ้นเคยโชยผ่านมา มู่เฉียนซีจึงก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง ทำให้สามารถมองเห็นขุมทรัพย์จากสวรรค์ได้ทุกที่
ขุมทรัพย์จากสวรรค์ที่หายากนานาชนิด ได้ปกคลุมไปทั่วทั้งภูเขาลูกนี้
นี่…นี่มันจะทำให้รู้สึกประหลาดใจมากเกินไปแล้ว!
จิ่วเยี่ยที่อยู่ข้างหลังมู่เฉียนซีกล่าวขึ้นมาว่า “ซีชอบหรือไม่?”
บนใบหน้าของมู่เฉียนซีเผยรอยยิ้มที่เจิดจรัสออกมา “ชอบสิ ข้าชอบมันมาก ๆ ๆ ๆ ๆ เลยล่ะ”
ผลปรากฏว่าร่างเงาสีดำนั้นสว่างวาบขึ้น และจิ่วเยี่ยก็ได้มาขวางหน้ามู่เฉียนซีเอาไว้ เพื่อให้มู่เฉียนซีมองมาที่เขาเพียงเท่านั้น
จิ่วเยี่ยเอ่ยปากว่า “เป็นเช่นนั้นไม่ได้ ซีจะต้องชอบข้าที่สุดถึงจะถูก”
มุมปากของมู่เฉียนซีกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย เจ้าหมอนี่หึงแม้กระทั่งสมุนไพรวิญญาณอย่างนั้นหรือ?
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ท่านอ๋องจิ่วเยี่ยกล่าวได้ถูกต้องแล้ว ข้าชอบท่านมากที่สุด ดังนั้นหากท่านพอใจแล้ว สิ่งของเหล่านี้…ข้าสามารถนำสิ่งของเหล่านี้กลับไปด้วยได้หรือไม่?”
ดวงตาของมู่เฉียนซีในเวลานี้เปล่งประกายระยิบระยับ และเตรียมตัวพร้อมที่จะลงมือทำแล้ว
จิ่วเยี่ยกล่าวว่า “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? สิ่งของทั้งหมดนี้เป็นของเจ้า ขอเพียงมีสิ่งของที่เจ้าต้องการ ไม่ใช่เพียงแค่ที่นี่เท่านั้น แต่ทุกสิ่งทุกอย่างของคุกโลหิต ซีก็สามารถเอาไปได ด้เช่นกัน”
ดวงตาสีฟ้าเย็นยะเยือกของเขา จ้องมองไปที่มู่เฉียนซีอย่างใจจดใจจ่อ
ทุกสิ่งทุกอย่างที่นางต้องการ เขาสามารถให้นางได้ ขอเพียงแค่ซีเป็นของเขาก็พอแล้ว
มุมปากของมู่เฉียนซียกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย “คำบอกรักนี้ ข้าให้เจ้าเก้าสิบเก้าคะแนน ส่วนที่ลดไปหนึ่งคะแนนก็เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าภูมิใจเกินไป!”
จิ่วเยี่ยก้มหน้าลงมากล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้ามีรางวัลสำหรับคะแนนที่สูงถึงเพียงนี้หรือไม่!”
“มีสิ มีแน่นอน มีรางวัลให้เจ้าอยู่แล้ว!” มู่เฉียนซีกอดจิ่วเยี่ยเอาไว้แน่น หลังจากนั้นจิ่วเยี่ยก็ได้รับจุมพิตเป็นรางวัลตามที่เขาปรารถนา
หลังจากนั้นไม่นาน ร่างสีดำก็สว่างวาบขึ้น และจิ่วเยี่ยก็พามู่เฉียนซีไปยังบ่อน้ำพุท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม ที่นี่มีน้ำพุทั้งหมดเก้าแห่ง ซึ่งมู่เฉียนซีก็สามารถสัมผัสได้ถึงพ พลังที่คุ้นเคยที่อยู่ข้างในนั้น
“พลังแห่งมิติ พลังแห่งกาลเวลา พลังธาตุวารี พลังธาตุอัคคี พลังธาตุวายุ พลังธาตุแห่งความมืด พลังธาตุแห่งแสงสว่าง พลังธาตุอัสนี และยังมีพลังธาตุพฤษาอีกด้วย” มู่เฉียนซีค ค่อย ๆ นับพวกมัน จากนั้นก็เข้าไปใกล้น้ำพุเหล่านั้น และนางก็รู้สึกว่าพลังวิญญาณธาตุภายในร่างกายของนางปั่นป่วนอย่างรวดเร็ว
จิ่วเยี่ยกล่าวว่า “นี่คือสถานที่ที่ข้าเตรียมเอาไว้ให้เจ้าใช้ฝึกฝน”
มู่เฉียนซีผงะไปเล็กน้อย จากนั้นก็มองไปที่หวงจิ่วเยี่ยพลางกล่าวว่า “นี่คือสิ่งที่เจ้าเตรียมมาเป็นพิเศษอย่างนั้นหรือ! เจ้าเริ่มเตรียมมันตั้งแต่เมื่อไรกัน!”
ไม่เพียงแต่ธาตุอื่น ๆ เท่านั้น แต่เห็นได้ชัดเลยว่าพลังแห่งมิติ พลังแห่งกาลเวลาและพลังธาตุวารีเหล่านี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนางโดยเฉพาะ
พลังธาตุที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ แน่นอนว่าเวลาเพียงวัน สิบวันหรือเดือนหนึ่งไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว
“อื้ม! น่าจะประมาณสองปีได้แล้ว!” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของจิ่วเยี่ยดังขึ้นมา
“ข้ารู้สึกว่าเจ้าคิดจะลักพาตัวข้ามายังแดนนรกตั้งแต่สองปีก่อนแล้วสินะ แต่ดูเหมือนว่าข้าจะติดกับดักนี้ด้วยตนเอง นี่ข้าถูกหลอกแล้วหรือ?!” ดูเหมือนว่ามู่เฉียนซีจะบ้าไปแล้ว แต่นางกลับรู้สึกถึงความหวานที่อยู่ในหัวใจเล็กน้อย
จิ่วเยี่ยได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อการมาถึงของนาง ซึ่งมันก็มากมายจนยากที่จะจินตนาการถึงเลยทีเดียว
จิ่วเยี่ยได้ห่อหุ้มมู่เฉียนซีที่กำลังบ้าคลั่งจากการถูกกระตุ้น พลางกล่าวว่า “ใช่แล้ว! เดิมทีคิดว่าต้องรออีกสองสามปี แต่ซีกลับโตเร็วกว่าที่ข้าจิตนาการเอาไว้ และในที่สุ ดพวกมันก็จะได้ส่งให้เจ้าได้ใช้ประโยชน์แล้ว”
มู่เฉียนซีกอดจิ่วเยี่ยคืนแล้วกล่าวว่า “อื้ม! โชคดีที่ข้ามาเร็วพอ และไม่ปล่อยให้สิ่งของที่เจ้าเตรียมเอาไว้ต้องรอนานเกินไป”
“แต่ว่า เหตุใดเจ้าถึงได้เตรียมทั้งพลังแห่งความมืด พลังแห่งแสงสว่าง พลังธาตุอัสนีและพลังธาตุพฤษาเอาไว้ด้วยล่ะ?” มู่เฉียนซีกล่าว
ศาลานิรันดร์ หรือศาลาเรือนรางเก้าชั้นของอาถิงเป็นตัวแทนของพลังแห่งกาลเวลา รอให้อาถิงฟื้นตัวขึ้นมาบ้างแล้ว นางก็จะสามารถครอบครองพลังแห่งกาลเวลาได้แล้ว!
ผู้พิทักษ์นิรันดร์ หรือดอกบัวหงส์เก้ากลีบของสุ่ยจิงอิ๋งก็เต็มไปด้วยพลังแห่งมิติ ตอนนี้นางเพิ่งอยู่เพียงระดับเริ่มต้นเท่านั้น ฉะนั้นจึงสามารถพัฒนาการเคลื่อนย้ายภายในชั่วพร ริบตาได้อยู่
แหวนนิรันดร์ หรือแหวนมังกรเทพวารีของมังกรวารีเป็นตัวแทนของพลังวิญญาณธาตุวารี กระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ของกระบี่มังกรเพลิงพิฆาตวิญญาณก็เป็นตัวแทนของพลังวิญญาณธาตุอัคคี และหม้อเทพนิรันดร์หรือหม้อวิญญาณนิรันดร์ของนิรันดร์ก็เป็นแทนของพลังวิญญาณธาตุวายุ
แต่ทว่าอย่างอื่น…
จิ่วเยี่ยกล่าวว่า “มหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ชิ้นอื่น หากซีต้องการ แน่นอนว่าข้าย่อมทำให้พวกเขากลายมาเป็นสมบัติของซีอยู่แล้ว ดังนั้นข้าจึงได้สร้างมันขึ้นมาพร้อมกัน เพราะ ะอย่างไรเสียสุดท้ายแล้วพวกมันก็ต้องกลายมาเป็นของซี”