ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2585 หอคอยนิรันดร์
ยิ่งไปถึงใจกลางมากเท่าไร ก็ยิ่งเจอคนมากขึ้นเรื่อย ๆ
แน่นอนว่าในบรรดากลุ่มคนทั้งหมด มู่เฉียนซีนั้นมีความโดดเด่นมากที่สุด เพราะนางครอบครองหอคอยจำลองมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีความสามารถที่อ่อนแอที่สุดอีกด้วย
ในตอนที่ทุกคนกำลังรับมือกับสัตว์วิญญาณชนิดต่าง ๆ อยู่นั้น มู่เฉียนซีกลับยืนอยู่ด้านหลัง และไม่เคลื่อนไหวใด ๆ เลย
แน่นอนว่าย่อมมีคนที่จับจ้องหอคอยจำลองในมือของมู่เฉียนซีอยู่แล้ว คนเหล่านั้นกล่าวว่า “คนกลุ่มนั้นช่างโง่เขลาจริง ๆ การจะจัดการกับสัตว์วิญญาณมากมายเช่นนี้ ถึงจะมีความสามารถที่ แข็งแกร่งก็ไม่สามารถใช้กำลังได้ พวกเขาจะต้องร่วมมือกับผู้ฝึกสัตว์ที่ใช้หอคอยจำลองถึงจะได้! แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่หอคอยจำลองของหอคอยนิรันดร์ แต่ว่าการต่อสู้กับสัตว์ชนิดต่าง ๆ ๆ ล้วนมีแพ้ชนะ บางครั้งหากรู้จักใช้วิธีที่ชาญฉลาดก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีที่โหดร้ายเช่นนี้แล้ว”
“ใช่แล้ว! ในเมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืด ผู้ฝึกสัตว์ถือว่าเป็นตัวเอก ต่อให้สู้อย่างโหดเหี้ยมเพียงใดก็ไม่มีประโยชน์ กลับกันอาจจะทำให้สัตว์วิญญาณเหล่านั้นเกรี้ยวกราดจนไม่ยอมจำน นนต่อผู้ฝึกสัตว์ก็ได้”
“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกเราต้องไปชิงหอคอยจำลองในมือของหญิงสาวผู้นั้นมาให้ได้ก่อน! หอคอยจำลองมากมายนี้ช่างน่าอิจฉาจริง ๆ! หากมีมากมายขนาดนั้นจะต้องจัดการสัตว์ร้ายเหล่านี้ได้เร็ วขึ้นแน่นอน”
มู่เฉียนซีกำลังรอให้พวกจิ่วเยี่ยจัดการสัตว์วิญญาณเหล่านั้นแล้วตนเองค่อยลงมือ แต่นางกลับรู้สึกว่ามีพลังจิตวิญญาณพุ่งเป้ามาที่นาง และยังมีคนจ้องมองมาด้วยเจตนาร้ายอีกด้วย
แสงเย็นยะเยือกวูบไหวอยู่ภายในดวงตาของมู่เฉียนซี หากศัตรูไม่เคลื่อนไหว นางก็จะไม่เคลื่อนไหวเช่นกัน
พลังจิตวิญญาณของนางแข็งแกร่งกว่าคนเหล่านั้นมากมายนัก ฉะนั้นในตอนที่พวกเขาเข้ามาใกล้ หนามโลหิตที่น่าสะพรึงกลัวจำนวนนับไม่ถ้วนจึงโหมกระหน่ำใส่พวกเขา จนสีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไป มากทันที
“หนามโลหิต! นอกจากนี้มันยังเป็นขั้นเทวะอีกด้วย!”
“ระวัง!”
“แม่สาวน้อยผู้นั้นทำพันธสัญญากับเจ้าตัวนี้อย่างนั้นหรือ”
ปัง ปัง ปัง!
หนามโลหิตอันแหลมคมข่วนไปตามร่างกายของพวกเขา ซึ่งมันก็ทำให้พวกเขารู้สึกว่าจุดจบกำลังจะมาถึงแล้ว
ปัง ปัง ปัง!
“บัดซบเอ้ย! พวกเราประมาทเกินไปแล้ว” หลังจากที่คนเหล่านั้นล้มเหลว ก็ได้กล่าวขึ้นมาอย่างอารมณ์เสีย
พวกเขาค้นพบว่าความสามารถของแม่สาวน้อยผู้นี้ไม่ได้แข็งแกร่งเลย แต่กลับคิดไม่ถึงว่านางจะผูกพันธสัญญากับพืชกลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งขนาดนี้
และในเวลานี้ พวกของจิ่วเยี่ยก็ได้จัดการสัตว์วิญญาณเหล่านั้นเรียบร้อยแล้ว มู่เฉียนซีจึงกล่าวกับพวกเขาว่า “เดี๋ยวข้าจะกลับมาจัดการพวกเจ้าทีหลัง”
พวกเขาเห็นว่าสัตว์วิญญาณถูกโจมตีจนกองกันอยู่บนพื้นหมดแล้ว แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถต่อสู้ได้ แต่กลิ่นอายของพวกมันก็ยังคงบ้าคลั่งเป็นอย่างมาก และหากผู้ฝึกสัตว์ต้อ องการทำให้พวกมันเชื่องในตอนนี้ ก็อาจจะถูกสะท้อนกลับมาอย่างรุนแรงก็เป็นได้
อย่างไรก็ตามพวกเขาค้นพบว่ามู่เฉียนซีได้ระเบิดพลังจิตวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัวออกมา ถึงมันจะสะท้อน! แต่เป็นการสะท้อนที่เผชิญหน้ากับความผันผวนของพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งราวกับแมลง งปอเดินบนน้ำก็มิปาน ซึ่งมันไม่ส่งผลกระทบใดต่อมู่เฉียนซีเลยแม้แต่น้อย
คนกลุ่มนี้จ้องมองไปยังมู่เฉียนซีราวกับเห็นภูตผีก็มิปาน หลังจากนั้นพวกเขาก็เห็นมู่เฉียนซีเก็บกวาดสัตว์วิญญาณทั้งหมดเขาไปในหอคอยจำลองได้อย่างง่ายดาย โดยที่สีหน้าของนางก็ยัง งคงเป็นเช่นเดิม ราวกับว่าไม่ได้ผลาญพลังจิตวิญญาณไปมากมายเท่าไรนักอย่างไรอย่างนั้น
“คะ…คนวิปลาสเช่นนี้โผล่ออกมาจากที่ใดกันแน่! คงไม่ใช่คนวิปลาสจากเผ่าวิญญาณหรอกนะ?” ในบรรดาคนเหล่านั้น ผู้ฝึกฝนจิตวิญญาณของเผ่าวิญญาณมีพลังจิตวิญญาณน่ากลัวที่สุดแล้ว
“ข้ารู้สึกว่าคนเหล่านี้ไม่เหมือนคนของเผ่าวิญญาณเลย!”
มู่เฉียนซีจัดการเก็บกวาดสัตว์วิญญาณเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็ถึงตาที่จะต้องมาเก็บกวาดคนเหล่านี้แล้ว และนางก็ค้นพบว่าคนเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะหวาดกลัวจนโง่เง่าไปหมดแล้ว ว
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “จงนำหอคอยจำลองของพวกเจ้าออกมา จากนั้นก็ไสหัวของพวกเจ้าไปซะ”
“พะ…พวกข้าเข้าร่วมกลุ่มกับพวกท่านได้หรือไม่? มียอดฝีมืออย่างพวกท่าน พวกเราไม่กล้าชิงหอคอยนิรันดร์นั่นอีกแล้ว ตะ…แต่ว่าพวกเราโชคดีที่ได้มาถึงที่นี่ ฉะนั้นจึงอยากจะเห็นห หอคอยนิรันดร์สักครั้งเท่านั้น!” พวกเขากล่าวขอร้อง
“ไม่ได้!” จิ่วเยี่ยกล่าวด้วยเสียงที่เย็นชา
คนเหล่านี้ฉวยโอกาสลอบโจมตีตอนที่เขาไม่ได้อยู่ข้างกายของซี เขาต้องการจะทำให้คนเหล่านี้หายไปเสีย จะปล่อยให้พวกเขารอดไปได้อย่างไร
เมื่อพวกเขาถูกแววตาที่เย็นยะเยือกคู่นี้จ้องมอง พวกเขาก็รู้สึกราวกับร่างของพวกเขาร่วงหล่นลงสู่ห้วงแห่งความตายก็มิปาน และมันก็ทำให้พวกเขาอกสั่นขวัญแขวนอย่างสิ้นเชิง
ชายผู้นี้จะน่ากลัวเกินไปหน่อยแล้ว!
ตอนนี้พวกเขาไม่กล้าคิดถึงความโชคดีใด ๆ อีกแล้ว ฉะนั้นจึงกล่าวว่า “พะ…พวกเรามอบให้ท่าน พวกเรายอมมอบหอคอยจำลองให้ท่านแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วย!”
มีหอคอยจำลองเพิ่มมาอีกหนึ่งอัน ซึ่งในมือของมู่เฉียนซีตอนนี้มีทั้งหมดห้าอันแล้ว ส่วนคนที่โชคร้ายกลุ่มนั้นก็ทำได้เพียงแค่ออกไปเท่านั้น
ความเร็วของมู่เฉียนซีที่มีหอคอยจำลองทั้งห้าอันนี้ ย่อมทำให้ยิ่งอยู่นานยิ่งเร็วมากขึ้นไปอีก และในเวลานี้ในบรรดาคนของกลุ่มเหล่านั้นก็ค้นพบความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้แล้ว
“ข้าเคยตรวจสอบมาก่อน ดูเหมือนว่าสัตว์ร้ายของเมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืดจะลดน้อยลง ดูเหมือนว่ามีคนที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่งจัดการและเก็บสัตว์ร้ายทั้งหมดได้เร็วกว่าพวกเราสินะ” มี คนกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ท่านอู๋หยา!” ทางด้านเผ่าเทพ ผู้ที่แข็งแกร่งของเผ่าเทพได้ล้อมรอบอู๋หยาเอาไว้
อู๋หยากล่าวว่า “เป็นนาง! นางกำลังใช้หอคอยจำลองเก็บรวมรวมสัตว์วิญญาณอยู่ ตามความเร็วนี้ของนาง อีกไม่นานสัตว์วิญญาณที่อยู่ในเมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืดแห่งนี้ก็น่าจะเข ข้าไปในหอคอยจำลองหมดแล้ว เวลาในการจุติของหอคอยนิรันดร์ใกล้จะถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว ตอนนี้พวกเราไม่ต้องทำอะไร แค่รอก็พอแล้ว”
“แต่ทว่า ตอนนี้พวกเราไม่ควรไปตามหาพวกของฝ่าบาทจิ่วเยี่ยอย่างนั้นหรือ?” มีคนกล่าว
“เมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืดมีผลต่อความสามารถของพวกเจ้า เหมือนกับตอนที่อยู่ในแดนนรก เจ้าคิดว่าหากตอนนี้พวกเจ้าไปหาฝ่าบาทจิ่วเยี่ย จะมีโอกาสชนะมากน้อยแค่ไหนกัน?” อู๋หยา กล่าวอย่างเรียบเฉย
เกรงว่าจะไม่มีแม้แต่โอกาสชนะด้วยซ้ำ และพวกเขาก็นึกถึงเหล่าเพื่อนร่วมงานทั้งหลายที่ตายในแดนนรกตอนนั้นขึ้นมาทันที
“ข้าจะนำกองกำลังด้วยตนเอง ฉะนั้นข้าจะเป็นคนบอกพวกเจ้าด้วยตนเอง ว่าเวลาไหนถึงเป็นโอกาสที่ดีในการลงมือ พวกเจ้าเพียงแค่ทำตามแผนการของข้าก็เพียงพอแล้ว” อู๋หยากล่าวกับพวกเ เขา
“ขอรับ ท่านอู๋หยา ฝ่าบาทมีรับสั่งมาแล้วว่าการดำเนินการครั้งนี้ ให้พวกเรารับคำสั่งจากท่านขอรับ” พวกเขากล่าวตอบ
“ซี เหนื่อยแล้วก็พักสักหน่อยเถอะ!” หลังจากที่จัดการสัตว์วิญญาณกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มเสร็จ ในที่สุดจิ่วเยี่ยก็นั่งไม่ติดจากนั้นก็กล่าวพลางเข้าไปกอดมู่เฉียนซีเอาไว้
ถึงพลังจิตวิญญาณของมู่เฉียนซีจะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวันหมด ซึ่งนางก็ผลาญพลังไปค่อนข้างมาก และเริ่มเหนื่อยล้าขึ้นมาบ้างแล้ว ฉะนั้นนางจึงพิงไปบนตัวจิ่วเยี่ยพลางกล่าวว ว่า “อื้ม! ข้าเหนื่อยแล้ว ขอพักสักหน่อยแล้วกัน!”
“พักเถอะ ข้าจะปกป้องซีเอง!”
ในขณะที่มู่เฉียนซีกำลังพักผ่อน คนอื่น ๆ ต่างก็ไม่ได้หยุดนิ่งเลย
“ไม่มีสัตว์วิญญาณกลุ่มใหญ่แล้วอย่างนั้นหรือ? ตอนนี้พวกเราทำได้แต่เรื่องง่าย ๆ เท่านั้น!”
“ใครเป็นผู้ที่แข็งแกร่งขนาดนั้นกันแน่ คิดไม่ถึงเลยว่าเพียงไม่นานก็สามารถกวาดล้างไปได้มากมายขนาดนี้แล้ว!”
“คนผู้นั้นต้องมีหอคอยจำลองมากกว่าหนึ่งอันอย่างแน่นอน!”
หลังจากที่มู่เฉียนซีตื่นขึ้นมาแล้ว นางก็ดื่มยาเข้าไปหลายขวด จากนั้นก็เริ่มลงมือต่อ
เมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืดที่ถูกยึดโดยครองกลุ่มสัตว์ร้าย ในเวลานี้ไม่ได้ยินเสียงร้องของสัตว์ร้ายเลยแม้แต่เสียงเดียว และพลังแห่งความมืดที่อยู่ภายในอากาศก็น่าสะพรึงกลัวมา ากขึ้นไปอีก อีกทั้งยังหนาแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย
ผู้คนต่างเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า “พลังแห่งความมืดที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ นี่หอคอยนิรันดร์ของหอคอยฝึกอสูรแห่งความมืดกำลังจะปรากฏออกมาแล้วอย่างนั้นหรือ!”
จิ่วเยี่ยกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “มาแล้ว!”
ครืนนนน!
มีเสียงสนั่นหวั่นไหวดังขึ้น พลังอันน่าสะพรึงกลัวราวกับระเบิดปรมาณูก็มิปานได้ตกลงมาเหนือเมืองร้างที่ล่มสลายแห่งความมืดแห่งนี้ จนทำให้ภูเขาพังทลาย พื้นดินแตกร้าว
ทันใดนั้นหอคอยสีดำขนาดใหญ่ก็ได้ปรากฏแก่สายตายของผู้คน ความลึกลับและทรงพลังนั้นทำให้ผู้คนต้องเงยหน้าขึ้นไปมองเลยทีเดียว