ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา - ตอนที่ 70 เข้าสู่สวนโจวอีกครั้ง
การเคลื่อนไหวสายนั้นอ่อนแรงอย่างมาก แต่ก็แสนจะชัดเจน จะต้องเป็นการเคลื่อนไหวของปราณแท้อย่างแน่นอน!
นี่หมายความว่าอะไร นี่หมายความว่าเส้นชีพจรของเจ๋อซิ่วสายนั้นได้เชื่อมต่อกันแล้ว ถึงแม้จะไม่สามารถพูดได้ว่าหายดีแล้ว แต่อย่างน้อยก็สามารถให้ปราณแท้ไหลเวียนอยู่ในนั้นอย่างช้าๆ ได้ และขอเพียงปราณแท้เริ่มไหลเวียน การซ่อมแซมตัวเองของเส้นชีพจรก็จะเพิ่มความเร็วขึ้นหลายเท่าตัว ไหนเลยยังจะต้องการเวลาอีกสามปี ไม่แน่ว่ายังทันไม่ถึงสามสิบวัน เส้นชีพจรเส้นนั้นก็จะหายดีเหมือนดังเดิมแล้ว!
“นี่มันเรื่องอะไรกัน” เฉินฉางเซิงคิดอย่างตื่นตะลึง แล้วมองไปทางเจ๋อซิ่ว
เมื่อสบตากัน เขารู้ว่าตัวเจ๋อซิ่วเองก็รู้สึกถึงเรื่องที่เส้นชีพจรเริ่มฟื้นตัวแล้ว ซึ่งมันก็ไม่เกี่ยวกับการรักษาและยาวิเศษ แล้วยังหายเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้หลายเท่า เช่นนั้นก็สามารถพูดได้เพียงว่าเจ๋อซิ่วทำได้ด้วยตัวเอง ปัญหาคือเขาทำได้อย่างไร
“ความเจ็บปวด” เจ๋อซิ่วมองตาของเขา แล้วพูดขึ้น “สามารถที่จะกระตุ้นพลังชีวิตออกมาได้ ความเจ็บปวดยิ่งมากก็ยิ่งสามารถกระตุ้นพลังชีวิตออกมาได้ ขอเพียงแค่เจ้าสามารถรับความเจ็บปวดเช่นนั้นได้อย่างชัดเจน”
เฉินฉางเซิงตกตะลึงอย่างมาก เป็นเวลานานที่เขาถึงกับพูดไม่ออก
……
……
ในช่วงกลางดึก โคมไฟของสำนักฝึกหลวงค่อยๆ ดับลง แสงดาวที่สวนเปี๋ยก็ยิ่งส่องสว่างขึ้นมา เฉินฉางเซิงยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองดูทะเลสาบที่เป็นสีเงินยวง นิ่งเงียบไม่พูดจา ถ้าหากเป็นตามปกติ ในตอนนี้เขานั้นนอนหลับไปตั้งนานแล้ว แต่ว่าในวันนี้เขาไม่ได้นอน การแสดงออกที่แน่วแน่ของเจ๋อซิ่วทำให้เขาพอจะเข้าใจถึงอะไรบางอย่าง
เขานั่งสมาธิลงที่ด้านหน้าของหน้าต่าง เริ่มต้นทำสมาธิ หลังจากนั้นก็เข้าไปในฝักกระบี่ ไม่เหมือนกับคราวก่อน ในครั้งนี้เขาไม่ได้แบ่งดวงจิตของตนส่วนหนึ่งเข้าไปในฝักกระบี่ แต่เขาใช้ดวงจิตทั้งหมดส่งเข้าไปในฝักกระบี่ เขารู้ว่านี่เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก เขาจะต้องทนรับความเจ็บปวดอันมหาศาล และหากว่าดวงจิตของเขาถูกป้ายศิลาลวงตาสีดำนั้นทำลาย ก็เป็นไปได้อย่างมากว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัส
แต่เขาไม่อยากที่จะรออีกต่อไปแล้ว เขาจะต้องเข้าไปดูในสวนโจว
ฝักกระบี่ที่มีชื่อว่าซ่อนคม ภายในมีเจตจำนงกระบี่ที่แหลมคมอยู่นับไม่ถ้วน เมื่อรวมกันแล้วก็กลายเป็นมหาสมุทรที่แสนจะอันตราย เมื่อก่อนตอนที่ดวงจิตส่วนหนึ่งของเขาผ่านมหาสมุทรแห่งนี้ ก็จะก่อให้เกิดพายุฝนและคลื่นลมอันน่าตื่นตะลึง ยิ่งไม่ต้องพูดว่าวันนี้เขาได้ส่งดวงจิตทั้งหมดลงไป การตอบสนองทั้งหมดของมหาสมุทรแห่งเจตจำนงกระบี่นี้ พริบตาก็ระเบิดคำรามเข้ามา
เจ็บปวดอย่างมาก ช่างเจ็บปวดอย่างมากจริงๆ ดวงจิตของเขากระทบเข้ากับคลื่นที่ใหญ่ยักษ์ราวภูเขานั่นไม่หยุด บ้างก็จมลึกลงไปที่ก้นสมุทรอันหนาวเหน็บ ไม่รู้ว่าใช้เวลาไปนานเท่าไหร่ ในที่สุดก็มาถึงชายฝั่งได้สำเร็จ ได้มองเห็นป้ายศิลาลวงตาสีดำแผ่นนั้น
นี่ดูแล้วเป็นเรื่องง่ายดายอย่างมาก แต่ที่จริงอันตรายอย่างถึงที่สุด ถ้าหากไม่ใช่ว่าดวงจิตของเขาในคืนนี้เพิ่งจะถูกน้ำชาหยดนั้นชำระล้าง เทียบกับเมื่อก่อนแล้วก็ยิ่งเฉียบคม และมีพลังชีวิตมากขึ้น บางทีก็อาจจะถูกคลื่นนั้นกลืนกินไปตั้งแต่แรกแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ ระหว่างทางเขาก็มีหลายครั้งที่อยากจะล้มเลิกเพราะความเจ็บปวด เพียงแต่ตอนที่เตรียมจะปล่อยวาง เขาก็นึกถึงเจ๋อซิ่วขึ้นมา คิดถึงภาพที่ร่มกับหมื่นกระบี่ค้ำฟ้าบนยอดของสุสานโจวในตอนนั้น จึงกัดฟันอดทนต่อไป
ในคืนนี้ที่มาถึงชายฝั่งก็เป็นดวงจิตทั้งหมดของเขา
ดังนั้นจึงสามารถเข้าใจได้ว่า เขามาถึงชายฝั่งมหาสมุทรกระบี่แล้ว และยื่นอยู่ที่ตรงหน้าป้ายศิลาลวงตาสีดำแผ่นนั้น
ในตอนที่สายตาของเขาไปหยุดอยู่บนป้ายศิลาลวงตาสีดำ ดวงจิตเองก็ตามเข้าไปแล้ว
เมื่อครั้งก่อน ดวงจิตของเขาสามารถเข้าไปในส่วนลึกของป้ายศิลาลวงตาสีดำแล้ว เพียงแต่ไม่อาจข้ามผ่านออกไปได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงมองเห็นภาพบางส่วนที่อยู่ด้านใน ในตอนนี้เองก็เป็นเช่นนี้ เขามองเห็นหุบเขาอัสดงที่มืดมิดอยู่บ้าง ได้เห็นป่าวจีเขตบรรพตที่รกร้างไปแล้ว มองเห็นทะเลสาบเล็กๆ ที่แห้งเหือดไปราวกับรอยแผลเป็น และก็มองเห็นทุ่งหญ้าผืนนั้น
ทุ่งหญ้าดูไปก็ไม่มีชีวิตแล้ว กออ้อสีเขียวกับหญ้าที่เป็นน้ำแข็งสีขาวก็ดูเหมือนแต้มสีขนาดใหญ่ และถูกรอยแยกของแผ่นดินที่กลายเป็นร่องเหวแบ่งออกมา
ตอนที่เขาคิดว่าสัตว์อสูรล้วนหนีออกจากทุ่งหญ้าไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าไปที่ไหน ก็ได้พบว่าที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือมีจุดสีดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ความคิดหนึ่งก็วาบขึ้นมา จึงมายังท้องฟ้าของสถานที่นั้น
บนทุ่งหญ้า อย่างน้อยก็มีสัตว์อสูรนับหมื่นตัวค่อยๆ เดินไปทางสุสานที่ห่างไกลออกไปนั่น
พวกมันก้มหน้า หอบหายใจแรง มีน้ำลายไหลออกจากมุมปาก บาดแผลบนร่างส่งกลิ่นเหม็นเน่าออกมา มองดูแล้วก็เหมือนว่าจะตายไปได้ตลอดเวลา
ทันใดนั้น คลื่นอสูรสีดำก็หยุดลง สัตว์อสูรตัวหนึ่งที่มีร่างกายใหญ่โตราวภูเขาลูกเล็กค่อยๆ ยืดกายขึ้นขึ้นมา ซึ่งก็คือยักษ์ล้มภูเขาตัวนั้น มันมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
สัตว์อสูรนับหมื่นตัวพลันเงยหน้ามองท้องฟ้าตามมันไป พวกมันล้วนรู้สึกว่าบนนั้นราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังมองตนเอง แต่กลับมองไม่เห็นอะไร ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ในดวงตาของเหล่าสัตว์อสูรก็ปรากฏความสิ้นหวังออกมา และส่งเสียงร้องที่เจ็บปวด ถ้าหากทวยเทพมองตนจากบนท้องฟ้าจริงๆ ทำไมถึงไม่มาช่วยพวกข้า ทำไมถึงได้สามารถทนมองให้พวกข้าเดินไปสู่จุดจบ
สัตว์อสูรไม่ได้บ้าคลั่งเพราะสิ้นหวัง เพราะว่าพวกสัตว์อสูรที่บ้าคลั่งเหล่านั้นในช่วงหลายวันมานี้ได้ฆ่ากันเองจนตายไปแล้ว สัตว์อสูรที่เหลืออยู่ในตอนนี้ล้วนเหนื่อยล้าจนถึงขีดสุด และละทิ้งความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ไปแล้ว พวกมันเพียงแค่อยากจะกลับไปสู่สถานที่ที่ดำรงอยู่ในโลก หลังจากนั้นก็เข้าสู่การหลับใหลอันยาวนานเหมือนกับเจ้าของสุสานแห่งนี้
……
……
เฉินฉางเซิงถอนสายตากลับมา มองไปยังด้านหน้าของป้ายศิลาสีดำ
ป้ายศิลาลวงตาสีดำกับป้ายศิลาสีดำไม่ได้มีข้อแตกต่างใดเลย เพียงแค่ไม่มีร่างจริงก็เท่านั้น เป็นเพียงเงาสะท้อนของร่างจริง
เขามองร่องรอยที่ซับซ้อนยากจะเข้าใจซึ่งอยู่บนผิวป้ายศิลาเหล่านั้น ครุ่นคิดว่าจะแก้ไขปัญหานี้เช่นไร
ร่องรอยเหล่านี้ถ้าหากอยู่ในสายตาของคนทั่วไป ก็คือคัมภีร์สวรรค์ จะมองอย่างไรก็ไม่เข้าใจ และยิ่งไม่สามารถวิเคราะห์หากฎเกณฑ์อะไรจากในนั้นออกมาได้ เพราะว่าเดิมทีป้ายศิลาสีดำแผ่นนี้ก็คือแผ่นป้ายอนุสรณ์คัมภีร์สวรรค์
เฉินฉางเซิงเคยมองดูแผ่นป้ายอนุสรณ์คัมภีร์สวรรค์มาแล้วมากมาย จึงคุ้นเคยกับร่องรอยบนนั้นเป็นอย่างมาก เขารู้ว่าตนควรจะมองเช่นไร
สายตาของเขาอยู่บนร่องรอยเหล่านี้ เคลื่อนไหวตามไป ราวกับว่าเขาได้กลับไปยังหน้าแผ่นป้ายในสุสานเทียนซู วันคืนมากมายที่เขานั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้
ร่องรอยเหล่านั้นคือเส้นทางการเคลื่อนไหวของดวงดาว นี่เป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาทั้งหมดในชีวิต หรือพูดได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ เขาราวกับได้ย้อนกลับไปที่ทุ่งร้างทางเหนือของเมืองเทียนเหลียง และกำลังนั่งมองดวงดาวบนท้องฟ้าที่ข้างลำธาร
นั่นเป็นวันแรกที่ซูหลีสอนเพลงกระบี่รอบรู้ให้กับเขา
เขาชัดเจนอย่างมากว่าความสามารถในการคำนวณอนุมานของตนไม่เพียงพอที่จะควบคุมเพลงกระบี่รอบรู้ได้ ดังนั้นเขาถึงใช้วิธีการอื่น
ที่เขาใช้ก็คือวิธีการไขความเข้าใจของแผ่นป้ายอนุสรณ์คัมภีร์สวรรค์ ถึงจะเป็นซูหลี ก็คงนึกไม่ถึงว่าเขาจะสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้
เช่นนั้นในตอนนี้ เขาก็จะเอาทั้งหมดนี้ทำกลับกัน เขาจะให้เพลงกระบี่รอบรู้ไขแผ่นป้ายอนุสรณ์คัมภีร์สวรรค์ ไม่ใช่การทำความเข้าใจหลักเต๋าโดยการดูแผ่นป้ายในสุสานเทียนซูในตอนแรก แต่เป็นการไขให้กระจ่าง
เขาต้องหาช่องทางจากร่องรอยที่อยู่บนผิวของป้ายศิลาสีดำเหล่านี้ และอาศัยร่องรอยเส้นทางของดวงดาวเพื่อตามหาแดนเทพให้พบ จากนั้นก็ต้องมองให้เห็นถึงความเป็นจริงจากโชคชะตาอันล่องลอยและลวงตา หลังจากนั้นก็ใช้กระบี่ทำลายมัน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาพลันหลับตาลง
ไม่รู้ว่าผ่านไปอีกนานเท่าไหร่ เขาลืมตาขึ้น หนึ่งกระบี่แทงไปที่ด้านหน้าของป้ายศิลาสีดำ
ดวงจิตของเขาในตอนนี้อยู่ภายในฝักกระบี่ ร่างกายของเขาอยู่นอกฝักกระบี่
กระบี่ของเขาอยู่ในฝักกระบี่ แต่กลับไม่อยู่ที่กลางฝัก
แต่ในตอนที่เขาออกกระบี่ กระบี่ไร้ราคีพลันตอบรับความคิดและมาถึง ถูกกุมอยู่ในมือของเขาแล้ว
กระบี่ไร้ราคีพลันแหวกอากาศออกไป ตกกระทบลงบนพื้นผิวของป้ายศิลาสีดำ เห็นได้ชัดว่าที่แทงไปเป็นจุดที่ร่องรอยจำนวนนับไม่ถ้วนนั้นเข้ามารวมกัน แต่กลับไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ในตอนที่คมกระบี่สัมผัสกับป้ายศิลา กลับไปอยู่ในพื้นที่ว่าง
เสียงแปะดังขึ้นแผ่วเบา ราวกับฟองอากาศที่อยู่บนสระน้ำถูกกบตัวน้อยที่ซุกซนเหยียบแตก
เสียงครืนดังขึ้นคราหนึ่ง มหาสมุทรแห่งเจตจำนงกระบี่ที่อยู่ด้านหลังเขาปรากฏคลื่นยักษ์ก่อตัวขึ้น
ป้ายศิลาสีดำที่อยู่ตรงหน้าของเขาค่อยๆ จางลงไป หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีขาวบริสุทธิ์ไปแถบหนึ่ง
นั่นก็คือแสงสว่าง
และก็คือท้องฟ้า
เขาถอนสายตาที่มองท้องฟ้ากลับมา ก้มหน้ามองทุ่งหญ้าที่อยู่รอบด้าน มองเห็นแนวเขาทั้งสามแนวที่ไกลออกไป มองเห็นต้นหญ้าบนทุ่งกว้าง
มีสายลมเย็นพัดมาถึง โบกสะบัดพัดชายแขนเสื้อ
ที่นี่คือสวนโจว
เขายืนอยู่บนที่ที่ใกล้กับท้องฟ้าที่สุดของสวนโจว และก็เป็นที่ที่ห่างไกลกับพื้นดินที่สุด
เขากำลังยืนอยู่บนยอดของสุสานโจว
……
……
เช้าตรู่ของสำนักฝึกหลวง ไม่ได้เงียบสงบเหมือนแต่ก่อนนั้นอีกแล้ว ทางสวนเปี๋ยนี้ยังดีอยู่บ้าง เจ๋อซิ่วพักผ่อนอยู่บนเตียง ถึงแม้จะพูดได้ว่าถังซานสือลิ่วนั้นขยันกว่าเมื่อก่อนอยู่มาก ก็ไม่สามารถที่จะตื่นขึ้นมาตั้งแต่ยามห้า เซวียนหยวนผ้อเดินอ้อมมาจากห้องครัวทางฝากนั้นของทะเลสาบ มาจนถึงด้านหน้าของอาคารหลังเล็ก และตะโกนใส่หน้าต่างบานหนึ่งที่อยู่บนอาคาร “เฉินฉางเซิง ลงมากินข้าว”
ก่อนหน้านี้ที่ทะเลสาบเขาเห็นอย่างชัดเจน เฉินฉางเซิงก็อยู่ที่ตรงหน้าต่าง ดังนั้นเขาถึงรู้ว่าที่แท้ก็ถึงยามห้าแล้ว สำนักฝึกหลวงไม่เคยต้องการอุปกรณ์จับเวลา เฉินฉางเซิงก็คือสิ่งนั้น
ในหน้าต่างบานนั้นไม่มีคนตอบรับ
เซวียนหยวนผ้อโบกมือที่มีกุ้งมังกรสีครามตัวอ้วนตัวนั้น แล้วตะโกนขึ้น “เจ้านี่เมื่อเติมน้ำมันพริก กินคู่กับหมั่นโถแล้วอร่อยอย่างมาก ข้าตั้งใจเก็บเอาไว้ให้เจ้าตัวหนึ่ง เจ้ารีบลงมา ไม่เช่นนั้นหากถังซานสือลิ่วได้ยินเข้า ก็จะต้องมาแยกกับพวกเราอีก”
ก็ยังไม่มีคนตอบกลับ
เซวียนหยวนผ้อค่อนข้างหงุดหงิด จึงวิ่งขึ้นไปบนอาคารเสียงดัง เขาผลักประตูห้องของเฉินฉางเซิงแล้วพูดขึ้น “แปรงฟันก็ไม่น่าจะใช้เวลานานขนาดนี้นะ”
ไม่มีคนตอบ เพราะว่าในห้องไม่มีคนอยู่ หน้าต่างถูกเปิดเอาไว้ สายลมยามเช้าโบกพัดเข้ามา ทำให้มุมหนึ่งของผ้าปูเตียงเลิกขึ้น
……
……
เฉินฉางเซิงมองกระบี่ไร้ราคีในมือขวา ยืนยันว่ากระบี่เป็นของจริง
หลังจากนั้นเขาก็ยืนยันว่าตัวเองเป็นของจริง
เช่นนั้นนี่ก็หมายความว่า เขาได้เข้ามาในสวนโจวแล้วจริงๆ หรือจะพูดอีกอย่างคือ เขานั้นหาสวนโจวพบอีกครั้งแล้ว
ป้ายศิลาลวงตาสีดำแผ่นนั้น ในตอนนี้ดูแล้ว ก็น่าจะเป็นทางเชื่อมต่อมายังสวนโจว และร่างจริงของป้ายศิลาสีดำนั่น ก็น่าจะเป็นกุญแจของสวนโจว
เขาจำได้อย่างชัดเจน ว่าตอนที่ตนออกจากสวนโจว ท้องฟ้ากำลังถล่มลงมา
ในบรรดาโลกใบเล็กที่มนุษย์ค้นพบ สวนโจวถือว่ามั่นคงที่สุดและก็ใหญ่โตที่สุด แต่อย่างไร้เสียก็เป็นเศษเสี้ยวของช่องว่าง แน่นอนว่าไม่ได้มั่นคงเหมือนกับโลกหลักขนาดนั้น
ดังนั้นไม่ว่าเขาหรือจะเป็นจูลั่วที่มาจากนอกเมืองฮั่นชิวไปจนถึงเหมยหลี่ซา ก็ล้วนคิดว่าสวนโจวจะต้องพินาศไปแล้ว ใครจะไปคิดกัน ว่าสวนโจวยังคงดำรงอยู่ และถึงกับสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ และเริ่มกลับมามั่นคงอีกครั้งอย่างลำบากแต่กลับเป็นจริง
…เพียงแต่ เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอย่างมากแล้ว
ที่จริงเขาออกจากสวนโจวเป็นเวลาไม่นานนัก แน่นอนว่าไม่ถึงครึ่งปี แต่สวนโจวกลับเปลี่ยนไปอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
โลกใบนี้ได้เปลี่ยนเป็นรกร้างขึ้นมา ทรุดโทรมลงไปมาก อาจเป็นเพราะภัยฟ้าถล่มดินทลายในครั้งนั้น พื้นดินทุกที่จึงล้วนเป็นรอยแยก น้ำในทุ่งหญ้านั้นเปลี่ยนเป็นน้ำโคลนแล้ว เทือกเขาที่ไกลออกไปทุกที่ก็ล้วนมีร่องรอยหลังจากการถล่ม น้ำบนภูเขาแห้งขอด ทะเลสาบเล็กๆ มากมายล้วนแห้งลงไปหมด แผ่นดินใหญ่มองดูแล้วก็พังพินาศไปเป็นแถบ ต้นไม้สีเขียวเต็มไปด้วยเศษฝุ่น มองดูแล้ววังเวงเป็นอย่างมาก
ในทุ่งหญ้าก็ไม่ได้ยินเสียงร้องของแมลงเหล่านั้นอีกต่อไปแล้ว รากของหญ้าก็ใกล้จะเน่าตายแล้ว แน่นอนว่าก็มองไม่เห็นฝูงปลา มองดูไป ก็มีเพียงปลาไม่กี่ตัวที่หงายท้อง หายใจโรยรินอย่างไร้เรี่ยวแรง
ก็แม้แต่ดวงอาทิตย์ที่อยู่บนท้องฟ้านั่น หรือจะพูดว่าแสงสว่าง ในตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นมืดสลัวลงมาแล้ว