ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา - ตอนที่ 47 ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบสงัด
พายุหิมะที่รุนแรงค่อยๆ หยุดลง
เมื่อไม่มีลม หิมะจึงจะสามารถเกาะได้
ด้วยเหตุนี้จึงมีหิมะปกคลุมตามกำแพงศิลามากขึ้นเรื่อยๆ
เกิดความเงียบงันขึ้นในสำนักเทียนเต้า
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ก่อนที่จวงจือห้วนจะเดินออกไปด้านหลังตุ๊กตาหิมะนับร้อยในที่สุด
นี่คือหลังจากที่ทหารม้าสำนักฝึกหลวงโอบล้อมสำนักเทียนเต้า นี่เป็นหนแรกที่เขายืนอยู่ต่อหน้าเหล่าอาจารย์และนักเรียนอย่างแท้จริง
เนื่องจากผู้ที่กล่าวคำพูดนั้นคือลูกศิษย์คนที่เขาภาคภูมิใจที่สุด…ต้าหมิงกวนไป๋
และเนื่องจากหลายคนได้กลายเป็นตุ๊กตาหิมะไปแล้วเขาจึงไม่มีทางไหนให้หลบหนี
แววตาที่เขามองไปยังกวนไป๋ช่างเย็นชาเหลือเกิน
“เหตุใดเล่า”
“เนื่องจากท่านผิดแล้ว”
“หากว่ากันตามข้อมูลของสุสานเทียนซูทางด้านนั้น น่าจะเป็นเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ที่มอบหมายให้เจ้ากลับมายังในเมืองหลวง”
“ฝ่าบาททรงเขียนจดหมายถึงข้าล่วงหน้า”
“เจ้าเฝ้าดูมาโดยตลอดหรือ”
“แน่นอน ข้าเองก็ต้องการมั่นใจเสียก่อน”
“มั่นใจว่าข้าผิดนะหรือ”
เมื่อมองไปยังอาจารย์ผู้มีพระคุณ ในดวงตาของกวนไป๋ มีอารมณ์ความรู้สึกอันซับซ้อนอยู่บ้าง “ไม่ผิด เนื่องจากไม่มีผู้ใดมีคุณสมบัติจะใช้ชะตาชีวิตของผู้อื่นมาเติมเต็มความคิดของตัวเอง”
จวงจือห้วนเงียบอยู่นานก่อนเอ่ยว่า “ที่แท้…ก็เพียงเพราะต้องการมั่นใจเสียก่อน”
แววตาของกวนไป๋สงบนิ่งลงมาก ก่อนเอ่ยว่า “เนื่องจากตอนเริ่มแรกสุด ไม่เชื่อว่าท่านจะเป็นคนเช่นนี้”
จวงจือห้วนเข้าใจทุกอย่าง และเอ่ยออกมาเสียงเบาว่า “ดูเหมือนว่าท่านสมเด็จใต้เท้าสังฆราชให้ความสำคัญกับเจ้ามากยิ่งนัก ถึงกับจัดสถานการณ์การรบที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้”
กวนไป๋พูดว่า “ฝ่าบาททรงพระทัยดี และไม่ต้องการเห็นสำนักเทียนเต้ากลายเป็นผุยผงเพราะความทะเยอทะยานของท่าน ดังนั้นเขาจึงอดทนกับข้ามาก”
“ความทะเยอทะยานนี่นะ…”
จวงจือห้วนมองไปยังลมพายุหิมะที่อยู่แสนไกล ไม่รู้ว่ามันคือเวิ่นสุ่ยหรือบ้านเกิดที่เขาไม่ได้กลับมาเป็นเวลานาน เขาเอาแต่พูดซ้ำสองคำนี้
กวนไป๋อยากรู้ว่าเหตุใดเขาถึงถอนหายใจ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด จวงจือห้วนถอนสายตาหันกลับมามองเขา ก่อนเอ่ยว่า “ใช่ ข้ามีความทะเยอทะยาน และมันยิ่งใหญ่มาก เพราะข้ามีความสามารถในการจับคู่ และระดับขั้นของข้าสูงมาก ข้ามีความสามารถมาก และข้ายังหนุ่มอยู่มาก อย่างนั้นเหตุใดข้าจึงไม่ควรไล่ตามไปเล่า”
กวนไป๋เอ่ยว่า “ท่านเคยสอนข้าว่า การบำเพ็ญพรตหากสามารถตรัสรู้ได้โดยตรง เหตุใดต้องอ้อมเล่า”
จวงจือห้วนเอ่ยอย่างเฉยเมย “ศิษย์พี่เหมาดีต่อข้ามาก ข้าเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวของบุตรคนโตตระกูลถัง ในสายตาของหลายๆ คน ข้ายืนอยู่ข้างใต้เท้าสังฆราช ก็สามารถได้รับสิ่งที่ประสงค์เช่นกัน และนำความทะเยอทะยานของข้าเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นไฟป่าที่แท้จริง และเผาไหม้อย่างสวยงาม”
กวนไป๋พูดว่า “นี่คือสิ่งที่ข้าไม่เข้าใจ”
จวงจือห้วนเอ่ยว่า “แม้แต่เจ้าก็ลืมแล้วหรือว่า ห้วนอวี่เสียชีวิตอย่างไร”
หลายปีก่อนเฉินฉางเซิงนำตัวซูหลีเดินทางกลับจากทุ่งหิมะหมื่นลี้ เมื่อผ่านเมืองสวินหยางก็จะมาถึงเมืองหลวงแล้ว
ในคืนนั้น ภายใต้แรงกดดันทางจิตวิญญาณ จวงห้วนอวี่ยกกระบี่ปลิดชีพจรเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอตน
บ้านหลังนั้นยังอยู่ในจุดลับสายตาของสำนักเทียนเต้า บ่อน้ำนั้นก็ยังอยู่ เพียงแต่ว่าไม่มีผู้ใดเข้าไปหลายปีแล้ว
ผู้คนต่างก็ลืมไปแล้วถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสวนโจวในปีนั้น ลืมไปแล้วว่าหลังจากกวนไป๋แล้วสำนักเทียนเต้าเองก็เคยมีหนุ่มวัยรุ่นผู้หนึ่งที่โดดเด่นมีพรสวรรค์
ในพายุหิมะในวันนี้ พื้นข้างบ่อน้ำถูกแช่แข็งและมีรอยแตกหลายจุด ทรุดโทรมมากจนไม่สามารถซ่อมแซมได้อีกต่อไป
ความทรงจำเหล่านั้นก็ปรากฏออกมาจากใต้ดินอันหนาวเหน็บ
แน่นอนว่าจวงจือห้วนไม่มีทางลืมเรื่องนี้ และกวนไป๋เองก็ไม่มีทางลืม
การประลองของแต่ละสำนักในปีนั้น เขาได้ท้าประลองเฉินฉางเซิง ก็เนื่องด้วยเรื่องนี้
เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสลดว่า “ท่านยังคงไม่มีทางลืมเรื่องนี้ใช่หรือไม่”
ไม่ว่าจะนับจากถังซานสือลิ่วหรือจากเจ้าสำนักเหมา คนที่เฉินฉางเซิงเชื่อมั่นที่สุดก็ควรจะเป็นจวงจือห้วน
แต่เขากลับเลือกฝ่ายนั้น ก็เนื่องด้วยสาเหตุนี้หรือ
จวงจือห้วนส่ายหน้าก่อนเอ่ยว่า “ห้วนอวี่ตายเพราะความอ่อนแอในใจของเขาเอง นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับท่านใต้เท้าสังฆราช”
กวนไป๋ไม่เข้าใจ เขาเอ่ยว่า “อย่างนั้นเหตุใดจึงเป็นเยี่ยงนี้”
จวงจือห้วนมองเขาก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าเฉยเมยว่า “ข้าไม่เกลียดท่านใต้เท้าสังฆราชจริงๆ คำถามก็คือ ผู้ใดจะเชื่อกัน”
กวนไป๋เงียบไม่ได้เอ่ยคำใด
นั่นนะสิ ต่อให้ท่านใต้เท้าสังฆราชเชื่อ แต่ว่าราชันแห่งหลิงไห่จะเชื่อหรือ นักพรตซือหยวนจะเชื่อหรือ เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์จะเชื่อหรือ
“ในเมื่อข้าไม่มีทางเดินบนทางสายนี้แล้ว อย่างนั้นจึงทำได้เพียงเลือกวิธีการอื่นมาแผดเผาความทะเยอทะยานของตนเอง”
มือของจวงจือห้วนก็วางลงบนอก ก่อนเอ่ยว่า “ไม่อย่างนั้นตรงนี้มันยากจะสงบได้”
กวนไป๋โน้มน้าวว่า “แต่ในวันนี้เรื่องก็ไม่สำเร็จแล้ว เหตุใดจึงไม่ล้มเลิกเสีย”
“เนื่องจากเจ้าดูออกถึงใบหน้าที่แท้จริงของข้าแล้ว ก็เลยจะให้ข้ายอมแพ้หรือ เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน”
จวงจือห้วนยิ้มเยาะก่อนเอ่ยว่า “เจ้าคือลูกศิษย์ที่ข้าสั่งสอน มีสิทธิ์อะไรมาตัดสินว่าข้าทำถูกหรือผิด มีสิทธิ์อะไรมาบอกให้ข้าล้มเลิก”
กวนไป๋เงียบไปก่อนเอ่ยว่า “ตอนนี้ข้าอาศัยตำแหน่งมหามุขนายกแห่งตำหนักอิงหัวมาเจรจากับท่าน”
เมื่อได้ยินคำนี้ ด้านในสำนักเทียนเต้าพลันเกิดเสียงเกรียวกราว เหล่าอาจารย์และลูกศิษย์ต่างก็ตกตะลึงอย่างถึงที่สุด
มหามุขนายกคนก่อนของตำหนักอิงหัวคือเหมาชิวอวี่แห่งสำนักเทียนเต้า
เดิมพวกเขาคิดว่าหลังจากที่เจ้าสำนักเหมาชิวอวี่ดำเนินเข้าสู่ขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์แล้ว ท่านเจ้าสำนักจวงจือห้วนก็จะกลายเป็นมหามุขนายกของตำหนักอิงหัวอย่างไม่ต้องสงสัย
คิดไม่ถึงเลยว่า ข้อมูลที่พระราชวังหลีส่งมาจะแม่นยำนัก ท่านใต้เท้าสังฆราชหาได้มีเจตนาเยี่ยงนี้ไม่
เหล่าอาจารย์และลูกศิษย์แห่งสำนักเทียนเต้าต่างก็หดหู่นัก หลังจากนั้นก็โกรธเกรี้ยว สถานการณ์ในวันนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นแน่
สถานการณ์ที่แท้จริงกลับเกินกว่าที่ทุกคนจะคาดคิดได้
มหามุขนายกแห่งตำหนักอิงหัวจะถูกรับช่วงต่อโดนศิษย์พี่กวนไป๋หรือ
พระราชวังหลีมิได้กำลังกดดันสำนักเทียนเต้าหรือ
หรือว่า…ท่านเจ้าสำนักเหมาเองก็มิใช่ว่าถูกท่านใต้เท้าสังฆราชขับไล่ไปรึ
อย่างนั้นต่อไปควรทำเยี่ยงไรกันดี
จวงจือห้วนสอนหนังสือที่สำนักเทียนเต้ามาหลายปี แน่นอนว่าเชื่อเสียงค่อนข้างสูงส่ง
แต่ในใจของเหล่านักเรียนแล้ว กวนไป๋ถือเป็นความภาคภูมิใจอันยิ่งยวดของพวกเขา เป็นแบบอย่างที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบำเพ็ญพรตหรือว่าคุณธรรมล้วนเป็นเยี่ยงนี้
ลมหิมะหยุดพัดไปนานแล้ว เจตนาของฤดูใบไม้ผลิกลับคืนสู่พื้นโลก หิมะแทบจะไม่ละลาย และนักเรียนที่กลายเป็นตุ๊กตาหิมะก็ค่อยๆ ฟื้นตัวขยับได้
พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่กลับพบว่าพวกเขาไม่สามารถยกอาวุธในมือได้อีกต่อไป
……
……
ทหารม้าแห่งสำนักฝึกหลวงกลุ่มหนึ่งอยู่ที่ด้านหน้าสุสานเทียนซู
ทหารม้าแห่งสำนักฝึกหลวงกลุ่มหนึ่งอยู่ที่สำนักการศึกษากลาง
ทหารม้าแห่งสำนักฝึกหลวงกลุ่มหนึ่งอยู่ที่สำนักเทียนเต้า
พลังที่แข็งแกร่งที่สุดของพระราชวังหลีกลับอยู่ที่อื่น
ไม่รู้ว่าหิมะแผ่วเบาลอยมาจากที่แห่งใด ทำให้อากาศบนถนนไท่ผิงหนาวเหน็บขึ้นเล็กน้อย เหมือนกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดในตอนนี้เลย
มือซ้ายของนักพรตซือหยวนวางไว้บนอก รวบไว้ด้วยกันเล็กน้อย ดูเหมือนกำลังเล่นมันฮ่ออยู่เลย
ที่จริงแล้วในมือของเขาถือเอาของลำค่าของสำนักฝึกหลวงไว้…ตราประทับเทียนไหว้
หู้ซานสือเอ้อร์ยืนอยู่ข้างกายเขา ก่อนจะถอยหลังไปครึ่งก้าว ก้มหน้าลงเล็กน้อย มือทั้งสองข้างอยู่ในแขนเสื้อ มองดูแล้วเหมือนเจ้าของร้านที่ถ่อมตนท่านหนึ่ง
ไม่มีผู้ใดทราบว่า มือซ้ายของเขาถือเอาศิลาดาวตกไว้ มือขวาถือเอาดาบสั้นที่ธรรมดาไม่มีอะไรแปลกอยู่
ในขณะเดียวกันก็ไม่มีผู้ใดทราบว่า เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ของศิลาดาวตกยิ่งใหญ่กว่า หรือว่ามีดสั้นเล่มนั้นที่น่ากลัวกว่า
เบื้องหลังของผู้อาวุโสแห่งสำนักฝึกหลวงทั้งสองท่านล้วนเต็มไปด้วยผู้คน มองดูเป็นสีดำผืนใหญ่
ท่ามกลางผู้คนที่ยืนแออัดในเมืองปรากฏแสงสีแดงสดที่ดึงดูดสายตาออกมาอยู่บ้าง ดูดุร้ายยิ่งนัก
มุขนายกและมัคนายกขั้นรวบรวมดวงดาวสองร้อยสิบเจ็ดท่าน
มุขนายกอาภรณ์แดงที่ระดับขั้นน่ากลัวเป็นอย่างยิ่งสิบหกท่าน
อยู่บนถนนไท่ผิง
ล้อมรอบจวนเซี่ยงอ๋องเอาไว้
จวนอ๋องอีกสิบกว่าหลังที่เหลือ และจวนเทียนไห่ไม่ได้เสียงใดเล็ดลอดออกมา เงียบสงัด
ผู้แข็งแกร่งจำนวนมากมายเยี่ยงนี้ ไม่ต้องเอ่ยถึงหอความลับสวรรค์แต่เดิมเลย ต่อให้เป็นราชสำนักต้าโจวเองก็ยากจะรวมตัวได้ขนาดนี้
นี่ก็คือพลังของพระราชวังหลี เวลาปกติแอบซ่อนไม่เปิดเผย แต่เมื่อเผยตัวออกมา สรรพสิ่งบนสวรรค์และพื้นดินต่างก็ต้องเงียบสงัดไปโดยพลัน เพื่อแสดงความเคารพ