ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา - ตอนที่ 53 เช่นนั้นพวกเรามาสู้กันเถิด
หากประโยคนี้เป็นความโกรธหรือการเยาะเย้ย อาจง่ายที่จะตอบ แต่เฉินฉางเซิงเอ่ยถามออกมาอย่างจริงจัง
เขาอยากรู้ถึงคำตอบของคำถามนี้จริง ๆ
หลังจากเห็นอู๋เต้าจื่อในห้องศิลา และทราบว่าหวังจือเช่อจะปรากฏตัว เขาก็เริ่มต้นขบคิดปัญหานี้ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงไม่สามารถหาคำตอบได้
ในเมื่อต้องมีฝ่ายหนึ่งที่เป็นฝ่ายล่าถอย เหตุใดฝ่ายที่ต้องถอยไม่ใช่พวกท่านเล่า
หากการถอยนั้นหมายถึงความเป็นไปได้ที่จะตกลงไปสู่เหวลึกและสิ้นชีวิต เช่นนั้นเหตุใดพวกท่านไม่ตายไปเสีย
ผู้มีปณิธานที่ถือเอาไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ในใต้หล้าเป็นสำคัญ มิเสียดายที่จะต้องตัดศีรษะตนและสาดโลหิตร้อนผ่าว เหตุใดจึงไม่เลือกหนทางนี้
หวังจือเช่อไม่รู้ว่าควรจะตอบคำถามนี้อย่างไร
ในชีวิตอันยาวนานของเขานี้ เขาคิดว่าเขานั้นมิได้ทำอะไร แต่เขานั้นมีส่วนในการสร้างรากฐาน ทำเรื่องราวราวมากมายเพื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์
และเขาก็เชื่อว่าเขานั้นมีความดีความชอบยิ่งใหญ่ต่อโลกแห่งนี้
ดังนั้นทุกครั้งที่เขาย้อนรำลึกถึงเรื่องราวในอดีต ล้วนไม่มีสิ่งใดที่เขาเสียใจและไม่มีสิ่งใดที่ทำให้ต้องรู้สึกละอายใจ เขาสงบนิ่งและเชื่อมั่นในตนเอง
จวบจนกระทั่งวันนี้ เมื่อได้ยินคำถามนี้เขาจึงตระหนักได้ว่า แป้งที่ถูกลมปะทะจนแข็งนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะปรุงรสชาติยอดเยี่ยมออกมาได้เลย
……
……
หวังจือเช่อไม่สามารถตอบคำถามนี้ของเฉินฉางเซิงได้ เพราะเขารู้ดีว่านี่เป็นคำถามจริง ๆ
คนที่เหลือนั้นไม่ทราบว่านี่คือการถามคำถามด้วยความสงสัยจริง ๆ แน่นอนว่าพวกเขาคิดว่าเฉินฉางเซิงนั้นกำลังดูหมิ่นหวังจือเช่ออยู่
ดังนั้นจึงบังเกิดเสียงต่อต้านด้วยความโกรธแค้นและคำถามที่ตำหนิติเตียนอย่างดุเดือดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“อย่างนั้นเหตุใดพวกท่านถึงไม่ไปตายเสียเล่า”
“ท่านใต้เท้าสังฆราช ท่านก็ควรจะไปตายเช่นเดียวกัน”
“ท่านและเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์รวมกันแล้วจะมีความสำคัญเท่ากับอาจารย์ได้อย่างไรกัน จะสำคัญทัดเทียมกับท่านหวังหรือ”
เมื่อมองจากมุมของความเป็นจริงแล้วคำพูดเหล่านี้ก็สมเหตุสมผล
แม้ว่าเฉินฉางเซิงและสวีโหย่วหรงจะมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญพรต แต่อย่างไรก็ตามพวกเขายังเด็กนัก หากประสงค์จะเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังต้องใช้เวลาอีกมาก
ซางสิงโจวและหวังจือเช่อเป็นถึงผู้แข็งแกร่งในตำนานที่มีชื่อเสียงมาแล้วหลายปีนัก
หากเผ่าพันธุ์มนุษย์ประสงค์จะเอาชนะมารล่ะก็ แน่นอนว่าฝ่ายหลังต้องสำคัญกว่า
“คำที่ข้าเอ่ยไปนั้นเกี่ยวข้องกับหลักการและเหตุผล ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความแข็งแรงและอ่อนแอ ไม่เช่นนั้นในตอนนั้นโจวตู๋ฟูก็คงจะไม่ตาย”
เมื่อได้ฟังคำกล่าวของเฉินฉางเซิง ทุกเสียงในที่นั้นก็ค่อย ๆ เงียบลง
จวบจนกระทั่งวันนี้ ทั่วทั้งดินแดนล้วนไม่แน่ใจถึงการมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตแล้วของโจวตู๋ฟู มีข่าวลือมากมายนับไม่ถ้วนที่เผยแพร่ออกไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ข่าวลือเหล่านั้นล้วนเกี่ยวข้องกับหวังจือเช่อ อีกทั้งยังชั่วร้ายมากนัก
ไม่รู้ว่าหวังจือเช่อกำลังนึกถึงเรื่องอะไร สีหน้าของเขามืดครึ้มลงเล็กน้อย
เฉินฉางเซิงเอ่ยต่อว่า “มีคนคิดว่าไพร่ฟ้าใต้หล้าถือเป็นสำคัญที่สุด ควรค่าที่หลายคนจะสละชีวิตเพื่อพวกเขา จากนั้นก็นำสิ่งนี้มาร้องขอข้า ดังนั้นข้าจึงเอ่ยถามประโยคนั้นไป โดยข้าเองก็ไม่ได้คิดเช่นนั้น แน่นอนว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตอบคำถาม”
ประโยคนี้ต้องการจะตอบแก่บุคคลที่สงสัยเหล่านั้นและต้องการจะเอ่ยให้หวังจือเช่อฟังเช่นกัน
หวังจือเช่อเงียบไปนาน ก่อนเอ่ยอย่างทอดถอนใจว่า “สุดท้ายแล้วก็ยังคงเห็นแก่ตัวสินะ”
เมื่อเปล่งคำนี้ออกมา ทุกคนในที่นั้นล้วนเงียบกันหมด
เฉินฉางเซิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ที่แท้ก็เห็นแก่ตัวสินะ”
สวีโหย่วหรงมองไปที่เขาเงียบ ๆ นางทราบดีว่าในตอนนี้เขาเสียใจมาก
นี่มิใช่คำตอบที่เฉินฉางเซิงต้องการ ถึงแม้ว่าเขาน่าจะคาดการณ์ได้แล้วถึงสิ่งนี้ก่อนที่จะเอ่ยถามก็ตาม
ตั้งแต่สวนร้อยหญ้าจนถึงแท่นหน้าสุสานเทียนซู แท่นเวทีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่สิ่งที่แสดงนั้นก็ยังคงเป็นละครบทเก่า
ภายใต้ทะเลดวงดาว เดิมทีก็ไม่มีเรื่องอะไรแปลกใหม่
เพียงแต่เรื่องราวในครั้งนี้จะมีจุดจบเช่นไรกันเล่า
หากว่า น่าเสียดายที่ไม่มีหากว่า
เวลาผ่านไปหลายร้อยปี หวังจือเช่อปรากฎตัวต่อหน้าผู้คนอีกครั้ง
จะมีอีกสักกี่คนที่ยินดีจะสนับสนุนเฉินฉางเซิงและสวีโหย่วหรงหรือ
เหล่าผู้แข็งแกร่งที่มาจากทางตอนใต้ล้วนเงียบไม่พูดจา ผู้นำตระกูลมู่เจ้อและผู้นำตระกูลอู๋ยิ่งไม่รู้ว่าหายไปที่แห่งใดเสียแล้ว
เหล่ามุขนายกแห่งพระราชวังหลีและทหารม้าแห่งสำนักฝึกหลวงที่จงรักภักดีต่อเฉินฉางเซิง หลังจากที่ทราบว่าศัตรูนั้นคือหวังจือเช่อแล้ว ยังมีกี่คนที่มีความกล้าที่จะยกอาวุธในมือขึ้นมาเล่า
จงซานอ๋องส่งเสียงในลำคออย่างเยือกเย็น สีหน้าปรากฏความไม่พอใจ สีหน้าของท่านอ๋องคนอื่น ๆ และขุนพลเทพหลายท่านกลับผ่อนคลายลงมาก
สำหรับพวกเขาแล้ว การแพ้ชนะในวันนี้นั้นชัดเจนมากแล้ว
ในเวลานี้ มีเด็กหนุ่มหลายคนเดินเข้ามาในสุสานเทียนซู
พวกเขามาถึงยังเบื้องหน้าของถนนเสิน และรวมตัวกับผู้อาวุโสแห่งหอกระบี่ที่นั้น จากนั้นก็มายืนอยู่เบื้องหลังของสวีโหย่วหรง
ตลอดทั้งกระบวนการนั้น พวกเขาไม่มีความลังเลเลย ไม่มีการหารือใด ๆ ไม่ว่าการกระทำหรือสีหน้าล้วนเป็นธรรมชาติยิ่งนัก
สวีโหย่วหรงมองไปที่พวกเขาก่อนยกยิ้ม
เฉินฉางเซิงพยักหน้าทักทาย
หวังจือเช่อไม่เคยพบเจอเด็กหนุ่มสองสามคนนี้มาก่อน แต่พอจะคาดเดาได้ว่าพวกเขาน่าจะเป็นโก่วหานสือ กวนเฟยไป๋ และไป๋ไช่
พรรคหลีซานถือเป็นผู้บุกเบิกของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในการต่อต้านเผ่ามารมาหลายร้อยปี คะแนนความนิยมดีและมีอิทธิพลมากนัก
หวังจือเช่อซึ่งพำนักอยู่นอกดินแดน ก็ยังทราบเรื่องเหล่านี้ แต่เขาไม่ทราบอีกหลายเรื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เมื่อเขาเห็นว่าพรรคกระบี่หลีซานนั้นยืนอยู่ข้างเฉินฉางเซิงและสวีโหย่วหรงอย่างสงบนิ่ง ก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
เหล่าผู้แข็งแกร่งจากทางใต้เหล่านั้น รวมถึงบรรดาท่านอ๋องทั้งหลาย ก็ล้วนประหลาดใจและไม่สบายใจ
โก่วหานสือรวมถึงคนอื่น ๆ ถือเป็นเจ็ดคำโคลงแห่งแดนเทพที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ก็ถือว่ายังเยาว์นัก เหล่าผู้อาวุโสจากหอกระบี่ทั้งหลายถึงจะนับว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่เกรียงไกลอย่างแท้จริง
ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ พฤติกรรมการแสดงออกของพวกเขาคือปณิธานของเจ้าสำนักหอกระบี่หลีซาน
ปณิธานของผู้แข็งแกร่งแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ท่านหนึ่ง แม้แต่หวังจือเช่อและซางสิงโจวก็ล้วนต้องให้ความสำคัญ
จากนั้นชายผู้แข็งแกร่งแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ท่านหนึ่งยืนขึ้นมา
ลมหิมะที่หนาวเย็นเล็กน้อยตกลงบนกระบี่สีดำ มันเกาะอยู่บนนั้นไม่ได้ละลายหายไป
หวังผ้อที่กอดเอากระบี่ไว้เอ่ยว่า “เฉินฉางเซิงเอ่ยได้ถูกต้องแล้ว หากมีใครต้องถอย ก็ควรจะเป็นพวกท่านที่ถอยไป”
แม้จะมีเหมาชิวอวี่และเฉาอวิ๋นผิงอยู่ ณ ที่แห่งนี้ด้วย ก็คงเป็นเรื่องยากสำหรับหวังจือเช่อที่จะรับแรงกดดันนี้ได้
เจ้าสำนักหอหลีซานนั้นไม่ได้มาที่นี่ด้วยตนเอง บางทีอาจจะคำนึงถึงประการนี้ก็เป็นได้
หวังผ้อกลับแสดงออกถึงจุดยืนของตนในการสนับสนุนเฉินฉางเซิงอย่างเปิดเผย เรียกได้ว่ามีความเก่งกล้าที่เผยออกมาได้
ยุคสมัยที่ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง เริ่มต้นสมัยของหวังผ้อ
หรือบางทีอาจจะเพราะสาเหตุนี้ เหล่าผู้แข็งแกร่งอาวุโสของเผ่าพันธุ์มนุษย์จึงให้การนับถือเขาเป็นอย่างมาก
เว้นเสียแต่จูเก๋อและซูหลี
หวังจือเช่อเองก็ชื่นชมในตัวหวังผ้อมาก ดังนั้นเขายิ่งไม่เข้าใจไปกันใหญ่
เขาเอ่ยถามว่า “เพราะเหตุใดกัน”
หวังผ้อตอบ “เนื่องจากเขาดูหนุ่มกว่าพวกท่านมากนัก”
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนเอ่ยว่า “หนุ่มกว่าหรือ”
“ยังหนุ่มกว่าก็ถูกต้องแล้ว”
หวังผ้อเอ่ยว่า “หรืออาจจะกล่าวได้ว่าบุคคลเมื่อชราแล้วก็จะเลอะเลือนเอาเสียง่าย ๆ”
หวังจือเช่อเอ่ยว่า “หากคิดมากไปจะสูญเสียความกล้าหาญฮึกเหิม แต่เมื่อสถานการณ์ใหญ่อยู่ตรงหน้า จักไม่ระวังก็ไม่ได้”
หวังผ้อเอ่ยว่า “ในปีนั้น ยามที่จักรพรรดิไท่จงมีรับสั่งให้ตรวจค้นตระกูลข้าและยึดสิ่งของที่ค้นได้ ท่านเองมิได้เอ่ยคำใดก็เนื่องด้วยคำนึงถึงสถานการณ์ใหญ่หรอกหรือ”
หวังจือเช่อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย อยากจะอธิบายว่าในปีนั้นตนถูกสงสัยโดยฮ่องเต้ และไม่ได้มีอิทธิพลใดใดต่อราชสำนักแล้ว อีกทั้ง …… แต่เมื่อมองไปยังคิ้วที่ไม่มีสง่าราศีของอีกฝ่าย เขาก็ตระหนักได้ว่าคำอธิบายนี้แท้จริงแล้วช่างไร้สาระเสียจริง สุดท้ายจึงทำได้เพียงยิ้มเจื่อน ๆ
ทันใดนั้นซางสิงโจวก็เอ่ยประโยคนหนึ่งกับเฉินฉางเซิง
“หากเจ้าอยากจะมองเห็นจิตใจของข้าให้ชัดเจน คำพูดแค่ประโยคเดียวนั้นไม่เพียงพอหรอก”
ความหมายของประโยคนี้ฟังดูแล้วยากนักที่จะเข้าใจ
แต่เฉินฉางเซิงเข้าใจมัน เนื่องจากเดิมทีนี่ก็เป็นเจตนาของเขาเองเช่นกัน
“ใช่ เช่นนั้นข้าจึงคิดออกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยให้พวกเรามองชัดเจนยิ่งขึ้นว่าพวกเราต้องการสิ่งใด”
“วิธีการใดหรือ”
“พวกเราต่างไม่มีใครยินดีที่จะถอย ไม่มีใครยินดีที่จะเสียชีวิต ทั้งยังประสงค์ที่จะพิสูจน์ว่าตนนั้นถูกต้อง เช่นนั้นจึงเหลือเพียงมาต่อสู้กันสักครา”
“ข้าเข้าใจว่าพวกเรานั้นอยู่ในสนามรบมาตลอด”
“ไม่ สนามรบนี้มีผู้คนมากเกินไป”
“ทุกคนล้วนมีเหตุผลที่ต้องรบ”
“แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นเรื่องของพวกเรา เหตุใดจึงต้องลากทั่วทั้งโลกเข้ามาด้วยเล่า”
เฉินฉางเซิงมองซางสิงโจวก่อนเอ่ยอย่างจริงจังว่า “อาจารย์ พวกเรามาสู้กันเถิด ผู้ใดได้รับชัยชนะก็ฟังผู้นั้น”