นายน้อยเจ้าสำราญ - ตอนที่ 831 ชีวิตดี
ตอนที่ 831 ชีวิตดี
เสียงหยาดฝนแว่วดังนอกหน้าต่าง
แสงเทียนในห้องสั่นไหวคล้ายกับกำลังเต้นรำ
สีหน้าของซูซูแดงก่ำปานแม่ไก่ที่ใกล้ฟักไข่ออกมาเต็มทน
นางรู้สึกเก้ ๆ กัง ๆ และรู้สึกมิปลอดภัยเอาเสียเลย
นางนั่งอยู่ที่โต๊ะพลางจ้องมองเปลวเทียนสีแดง สองมือกำชายอาภรณ์ไว้แน่น
ข้ากำลังกลัวสิ่งใดอยู่กัน ?
ข้าอายุ 16 ปีแล้ว !
วันนี้เป็นวันดีของข้า ท่านพ่อและท่านแม่ที่อยู่บนสวรรค์คงสุขใจแทนข้าเป็นแน่
ฟู่เสี่ยวกวนเข้ามาโอบกอดซูซูจากด้านหลัง นางจึงตัวสั่นเทิ้มโดยมิสามารถควบคุมได้
“อย่าได้กลัวไปเลย พวกเรามาร่วมดื่มสุราด้วยกันเถิด”
เขาเอ่ยพลางคลายอ้อมกอดออก จากนั้นก็รินสุราสองจอกแล้วยื่นให้กับซูซูหนึ่งจอก “หากดื่มตามขนบธรรมเนียมที่ข้าเคยได้ยินมา ก็ควรแลกจอกกันดื่มจึงจะถูกต้อง ทำเช่นนี้…”
เขายกจอกสุราขึ้นมา จากนั้นก็สอนซูซูที่ถือจอกสุราด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย
“ใช่ ! ทำแบบนี้ถูกแล้ว มาเถิด พวกเรามาดื่มร่วมกัน”
“อืม…”
ซูซูตอบรับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา นางเงยศีรษะขึ้น ทำใจสู้มองหน้าฟู่เสี่ยวกวน หลังจากนั้นก็ก้มหน้าลงดื่มสุรา
“เพียงเท่านี้ เจ้าก็เป็นคนของฟู่เสี่ยวกวนโดยสมบูรณ์แล้ว นับจากนี้และตลอดไป”
ซูซูมิกล้าเงยหน้าขึ้น เพราะนางรู้สึกขวยเขินมากยิ่งนัก
ฟู่เสี่ยวกวนคว้าซูซูเข้ามากอด นางมุดอยู่ในอ้อมกอดของฟู่เสี่ยวกวนราวกับแมวน้อยที่เพิ่งตกใจแล้วหนีเตลิดมา
เขาพานางมานอนลงบนเตียงแล้วปิดมุ้ง สายฝนแห่งสารทฤดูโหมหนักขึ้นเรื่อย ๆ คอยส่งเสียงติ้งติ้งแว่วดั่งคล้ายอารัมภบททำนองเพลง
“อ่า… ! ”
เสียงร้องโหยหวนระเบิดดังจากในห้อง สะท้อนดังก้องไปทั่วพระราชตำหนัก จากนั้นก็ค่อย ๆ เงียบหายไปในเสียงพรำของสายฝน ม่านมุ้งเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา
มีเสียงกระซิบพร่ำเพ้อละเมอฝัน
ความรักของหนุ่มสาวกำลังพรั่งพรู
แสงแห่งรุ่งอรุณค่อย ๆ มาเยือน สายฝนแห่งฤดูใบไม้ร่วงได้นำพาความหนาวเหน็บมาเยือน
“เขากำลังทำอันใดอยู่เยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“กำลังฝึกคัมภีร์พระสูตรเก้าหยาง”
“เหตุใดจึงขยันขึ้นมาเล่า ? ”
จางเพ่ยเอ๋อร์หัวเราะเบา ๆ “เกรงว่ากำลังตรากตรำกับปัญหาเดิมอยู่น่ะสิ”
……
……
ในยามที่แสงแห่งรุ่งอรุณเบิกฟ้า ณ ชนเผ่าหวานเหยียนที่อยู่ในดินแดนห่างไกล ได้ปรากฏคนกลุ่มหนึ่งเดินทางออกมา
คนกลุ่มนั้นมีด้วยกันทั้งสิ้นราว 40 คน โดยมีเผิงยวี๋เยี่ยนเป็นผู้นำ
ในจำนวนนั้นมีบุตรชาย 2 คน บุตรสาวอีก 1 คนของนางและนักบวชคูฉาน ส่วนที่เหลือล้วนเป็นชายชาตรีจากชนเผ่าทั้งสิ้น
พวกเขานำวัวและแกะฝูงใหญ่ออกเดินทางเย้ยแสงอรุณไปยังเขตมู่หยางของรัฐธงเขียว
พวกเขาต้องการนำวัวและแกะเหล่านี้ไปแลกเกลือ จากนั้นก็นำกลับมาให้ชาวเผ่า
“คูฉาน เหตุใดท่านถึงมิไปพบฟู่เสี่ยวกวนเล่า ? ”
ขบวนเคลื่อนตัวได้ค่อนข้างช้า เผิงยวี๋เยี่ยนจึงถือโอกาสนี้เอ่ยถามคูฉาน
“อาตมาคิดว่าเขาคงยุ่งทั้งวันเป็นแน่ การไปหาเขาก็เท่ากับเป็นการเพิ่มภาระให้แก่เขา… ช่วงนี้อาตมาได้ลองทบทวนหลาย ๆ เรื่องดู สุดท้ายจึงเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่ง”
“อ่า…ท่านเอ่ยมาเถิด”
“อันคำว่าเวรกรรม หากเรามิทำเวรแล้วเราจะมีกรรมได้เยี่ยงไร อาตมาคิดดีแล้วว่าจะเทศนาธรรมอยู่ที่ชนเผ่าแห่งนี้และให้หลักธรรมเผยแผ่ไปยังชาวเผ่าทุกคน เมื่อพวกเขาเข้าใจหลักธรรมดีแล้ว เมื่อนั้นอาตมาจะออกเดินทางไปยังชนเผ่าอื่น ๆ เพื่อเผยแผ่หลักธรรมต่อไป”
“เช่นนี้อาตมาก็จะได้ทำให้หลาย ๆ คน รู้ซึ้งถึงรสของพระธรรม”
เผิงยวี๋เยี่ยนส่งยิ้มให้เขา “ท่านหัวหน้านิกายสั่งสอนศิษย์ได้ดีมากยิ่งนัก ข้ามีความคิดหนึ่งมิทราบว่าท่านอยากทราบหรือไม่ ? ”
คูฉานเอ่ยพลางพนมสองมือขึ้น “อาตมาจะตั้งใจฟัง”
“เขตปกครองตนเองแห่งนี้มิมีวัด ท่านสามารถสร้างวัดขึ้นมาได้ ทั้งยังสามารถเผยแผ่หลักคำสอนและคัมภีร์ของพระพุทธองค์ได้อีกด้วยมิใช่หรือ ? ”
คูฉานรับฟังพลางขมวดคิ้วคิดตาม จากนั้นก็พยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “สิ่งที่ท่านเผิงเอ่ยมานั้นมีเหตุผลยิ่ง เมื่ออาตมากลับถึงรัฐลู่ฉีแล้ว จะลองบิณฑบาตตามชนเผ่าต่าง ๆ ดู”
เผิงยวี๋เยี่ยนคาดมิถึงว่าคำเอ่ยของนางจะเป็นเหตุของการแตกหน่อผลิใบในพระพุทธศาสนาบนผืนปฐพีนี้ อีกทั้งยังกลายเป็นวัฒนธรรมทางศาสนาพุทธที่มีเอกลักษณ์แตกต่างออกไปจากแคว้นฝานอีกด้วย
“หากท่านไปพบฟู่เสี่ยวกวน เรื่องนี้คงจะสำเร็จในเร็ววัน”
คูฉานส่ายศีรษะแสดงความมิเห็นด้วย “เช่นนี้ก็จะไร้ความหมาย อาตมาคิดว่าก้อนอิฐและกระเบื้องหลังคาที่จะก่อสร้างควรได้มาจากการบิณฑบาตเสียมากกว่า”
เผิงยวี๋เยี่ยนมิได้เอ่ยสิ่งใดต่อ จากนั้นนางก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของคนในขบวน
“พวกเจ้าลองบอกข้ามาหน่อยสิ เขตปกครองตนเองแห่งนี้มิเคยมีการค้นพบเกลือมาก่อน แล้วเหตุใดติ้งอันป๋อท่านนั้นถึงค้นพบเกลือขึ้นมาได้ ? ”
“ท่านย่าบอกว่านี่คือลิขิตแห่งสวรรค์ ตระกูลท่าป๋าได้สั่งให้คนไปค้นหาเกลือตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาก็ยังหามิเจอ แต่ติ้งอันป๋อผู้นั้นกลับใช้เวลาเพียงแค่มิกี่เดือนก็ค้นหาเจอแล้ว อีกทั้งยังเป็นนาเกลือที่มีขนาดมหึมาอีกด้วย หมายความว่านี่เป็นสิ่งที่ติ้งอันป๋อสมควรได้รับ”
“ก็จริง จะว่าไปแล้วเจ้าดอกไม้สีม่วงที่รัฐจื่อฉีก็มีประโยชน์มากมายยิ่ง ยากที่จะจินตนาการได้ว่าน้ำหอมคือของสิ่งใดกันแน่”
เผิงยวี๋เยี่ยนหันกลับมาแล้วยกยิ้มขึ้น “น้ำหอมคือน้ำที่มีกลิ่นหอม ซึ่งสกัดออกมาจากดอกไม้ หากนำมาฉีดตามร่างกายก็จะสามารถขับไล่กลิ่นมิพึงประสงค์ไปได้”
เมื่อหวานเหยียนจงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีใจเสียยกใหญ่ “เช่นนั้นก็สามารถดับกลิ่นสาบของแกะออกไปจากตัวของพวกเราได้แล้วใช่หรือไม่ ? ”
“จะว่าได้ก็ได้อยู่หรอก ทว่าของพวกนั้นมีราคาแพงมากยิ่งนัก ที่เมืองจินหลิงก็มีขายด้วยเช่นกัน เพียงขวดเล็ก ๆ ก็ราคาหลายตำลึงแล้ว… แกะหนึ่งตัวยังซื้อมิได้แม้แต่ขวดเดียวเลยด้วยซ้ำ”
เมื่อเหล่าคนหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงตกตะลึงขึ้นมาทันใด “แพงถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ? เยี่ยงนั้นก็ช่างมันเถิด”
พวกเขาเอ่ยถามต่อว่า “ครูฝึกเผิง เหตุใดติ้งอันป๋อถึงเก่งกาจมากยิ่งนัก ? ที่ข้าเอ่ยถึงมิใช่เรื่องการสู้รบ แต่เป็นเรื่องที่เขาสามารถนำพาพวกเราไปมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้จริงเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
เผิงยวี๋เยี่ยนเงยหน้าขึ้นมองท้องนภาที่บัดนี้กระจ่างใสมากกว่าเดิม นางตริตรองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยออกมาว่า “เขาน่ะหรือ…เขาย่อมหวังให้ชนเผ่าบนทุ่งหญ้าทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน”
“มิรู้ว่าชีวิตที่ดีจะมีหน้าตาเยี่ยงไร ? ”
“มีวัวและแกะเต็มท้องทุ่ง มีเสบียงอาหารเต็มยุ้งฉาง ทุกคนมีอาภรณ์สวมใส่ เด็กทุกคนมีโอกาสได้เล่าเรียนในสถานศึกษา สตรีทุกนางมีน้ำหอมไว้ใช้ และคนชราได้รับการเลี้ยงดู…คาดว่าคงจะเป็นเช่นนี้”
ทุกคนเงียบเสียงลงทันใด จากนั้นก็ตกเข้าสู่ภวังค์แห่งความคิด
เพราะคำเอ่ยที่เผิงยวี๋เยี่ยนเอ่ยมานั้นอยู่นอกขอบเขตที่พวกเขาสามารถเข้าใจได้ พวกเขาจึงมิอาจจินตนาการถึงภาพเหล่านั้นได้ เพียงแต่รู้สึกว่ามันคือสภาพของชีวิตที่ดีอย่างแท้จริง
สถานการณ์ก็ดำเนินไปเช่นนี้กว่าสิบวัน โดยมีฟู่เสี่ยวกวนอีกทั้งเมืองการค้าซินโจวและเมืองการค้าหลานฉีปรากฏขึ้นในบทสนทนาส่วนใหญ่ของพวกเขา
ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ร้องขอให้เผิงยวี๋เยี่ยนพาไปดูเมืองการค้าซินโจวหลังจากมีการแลกเปลี่ยนเกลือสำเร็จแล้ว เนื่องจากเมืองการค้าซินโจวอยู่ใกล้กว่าเมืองการค้าหลานฉีเล็กน้อย
เผิงยวี๋เยี่ยนนิ่งเงียบอยู่เนิ่นนาน แต่ในท้ายที่สุดนางก็ได้ตอบรับพวกเขา
เหล่าคนหนุ่มรู้สึกตื่นเต้นระคนดีใจ ทว่ามีเพียงคูฉานเท่านั้นที่สังเกตเห็นสีหน้าเปล่าเปลี่ยวของเผิงยวี๋เยี่ยนได้
ณ เมืองซินโจวในอดีตเคยมีจวนหลังใหญ่ตั้งอยู่ ซึ่งมีนามว่าจวนอันกั๋วกง
วันที่ยี่สิบแปด เดือนเก้า ยามอู่ เผิงยวี๋เยี่ยนและคณะได้เดินทางมาถึงนาเกลือขนาด 10 ลี้ที่ตั้งอยู่นอกเขตมู่หยาง
ทุกคนล้วนตกตะลึงต่อภาพที่ได้เห็น… เมื่อทอดสายตามองออกไปก็จะเห็นดอกเกลือสีขาวโพลนตากอยู่บนหินทรายสีน้ำเงิน !
ราวกับหิมะในฤดูหนาวกำลังปกคลุมนาเกลือผืนนี้
เมื่อทอดสายตาออกไปก็จะเห็นบ้านเรือนติดกันเป็นแถบ โดยมีผู้คนเดินเข้าออกมิขาดสาย
บ้างก็หาบเร่ บ้างก็เข็นเกวียน ในหาบและในเกวียนเหล่านั้นเต็มไปด้วยเกลือ !
“สวรรค์…” หวานเหยียนคังตกตะลึงเสียจนอ้าปากค้าง “นี่มันมีค่ามากเท่าใดกัน ? ”
มิใช่แค่พวกคนหนุ่มเท่านั้นที่ตกตะลึง เพราะแม้แต่เผิงยวี๋เยี่ยนก็ตะลึงงันอยู่เนิ่นนาน
นางเคยเห็นเกลือขาวเยี่ยงนี้มาก่อน และรู้ดีว่าเกลือขาวดีกว่าเกลือสีเขียวมากเพียงใด
เกลือเขียวขายอยู่ที่ 500 อีแปะต่อหนึ่งชั่ง แล้วเกลือขาวนี้จะมีราคาเท่าใด ?
เมื่อเกลือนี้ถูกจำหน่ายออกไปแล้ว ปัญหาการเงินภายในเขตปกครองตนเองก็จะถูกแก้ไขอย่างราบรื่น !
เช่นนั้น เมื่ออุตสาหกรรมอื่นเริ่มต้นดำเนินงาน เมื่อนั้นเขตปกครองตนเองจะมั่งคั่งถึงเพียงใดกัน ?
“ข้าคิดว่า…ใช้เวลาอีกหนึ่งปีเท่านั้นที่ชีวิตดี ๆ จะมาเยือน ! ”