บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1084: หลงกล
สายธารหลั่งริน หมอกวารีกระเซ็นสาย
หญิงสาวลุกขึ้นจากน้ำ ร่างบอบบางอันภาคภูมิของนางยืนตรง ใช้ชุดกระโปรงสีแดงเพลิงปกปิดร่างเปลือยของนาง
จากนั้น นางก็เอื้อมมือขาวดุจหยกขึ้นมัดเรือนผมยาวยุ่งกระเซิงอันดูนุ่มนิ่มของนางไว้เบื้องหลัง ปักปิ่นอันทำจากกระดูกขาวไว้ในเรือนผม
ทันใดนั้น ภาพลักษณ์ของนางก็แปรเปลี่ยนฉับพลัน
นางดูราวนางเซียนไร้มลทิน แต่บรรยากาศรอบกายนางกลับดูเย่อหยิ่งอหังการ ดวงตาของนางเจือประกายแสงม่วงยิ่งใหญ่มหาศาล
บริเวณรอบข้างล้วนตกสู่ความเงียบสงัดอย่างประหลาด อำนาจที่มองไม่เห็นทำให้ทั่วทิศทั่วโลกหล้ายอมศิโรราบ!
อาภรณ์แดงสะบัดพลิ้ว ขณะหญิงสาวก้าวมาหาซูอี้จากบนอากาศ ใบหน้างามของนางดูทรงอำนาจ
นี่คือโฉมหน้าแท้จริงของจักรพรรดิมารสวรรค์!
โฉมหน้ายิ้มแย้มทรงเสน่ห์เมื่อครู่นั้นเป็นเพียงบุคลิกอีกด้านหนึ่งของนาง
จักรพรรดิมารสวรรค์กระซิบ ชุดกระโปรงของนางแดงดุจเพลิง ผิวขาวยิ่งกว่าหิมะ บรรยากาศเย็นชาเย่อหยิ่งเปี่ยมความยิ่งใหญ่มากพอให้สรรพสิ่งสั่นสะท้าน
นางเดินมาหาซูอี้ ริมฝีปากสีกุหลาบเผยอเล็กน้อย “เจ้าก็รู้ว่าการฝึกฝนของข้าตันอยู่ในขั้นสมบูรณ์แบบของขอบเขตสานพันธะลึกล้ำมาแสนนาน แม้จะไม่ได้แข็งแกร่งเทียบเท่าเจ้า แต่ก็ยังถือว่าสำเร็จยิ่งใหญ่ ก้าวถึงจุดจบแห่งวิถีลึกล้ำแล้ว”
แล้วนางก็รำพึงออกมา “สำหรับคนเช่นเรา มันหมายความว่าเรามาถึงจุดสิ้นสุดแห่งวิถีในมหาแดนดินนี้แล้ว การเลื่อนขอบเขตจะยากยิ่งกว่าแตะขอบฟ้า”
“สิ่งที่แย่ที่สุดคือ ข้าดันฝึกฝน ‘เคล็ดมหาโชคเก้าแปร’ อันเป็นศาสตร์โบราณที่สุดในวิถีมาร แม้มรดกนี้จะทำให้ข้าโชคดียิ่ง ทว่าก็มีข้อเสีย นั่นคือ ‘หากไม่พัฒนาก็จะถดถอย’!”
“และสำหรับข้า การถดถอยของวิถีเต๋าก็ไม่ต่างจากการร่วงจากจุดสูงสุดสู่ขุมนรก และในชาตินี้ ข้าจะไม่อาจเข้าสู่วิถีสูงสุดได้อีก”
“ตลอดมา เพื่อรั้งวิถีเต๋าของข้าไว้ในจุดสูงสุดเสมอ ข้าก็ต้องใช้ ‘ตรวนมารวิถีต้องห้าม’ ผนึกสะกดวิถีเต๋าของข้า”
“แต่ยามนี้ ข้าใช้ ‘ตรวนมารวิถีต้องห้าม’ ถึงสิบสามเส้น สะกดวิถีเต๋าของข้าไว้จนถึงขีดสุด หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พลังของตรวนมารวิถีต้องห้ามจะเสื่อมลง และถึงยามนั้น… วิถีเต๋าที่ข้าผนึกไว้ก็ย่อมระเบิดออกมาโดยสมบูรณ์ มันจะหลุดจากการควบคุมของข้า และจุดจบของข้าก็จะเป็นการที่วิญญาณแหลกสลาย”
กล่าวจบ จักรพรรดิมารสวรรค์ก็อดถอนใจไม่ได้
แต่เมื่อมาถึงเรื่องของวิถีเต๋าของนาง นางกลับรู้สึกไร้พลัง
จึงทำได้เพียงบอกซูอี้ออกไปเช่นนี้
“เจ้าจึงอยากกลับไปเกิดใหม่หรือ?”
ซูอี้กล่าวอย่างครุ่นคิด
ยามเมื่อเขาอยู่ในจุดสูงสุด ณ อดีตชาติ เขาเองก็ติดอยู่ในขอบเขตมหาจักรพรรดิหลายต่อหลายปี จึงเข้าใจสถานการณ์ของจักรพรรดิมารสวรรค์เป็นอย่างดี
“เปล่า ข้าไม่เหมือนเจ้า ข้ากล้าและเต็มใจจะสานต่อวิถีเต๋าของข้าในชาตินี้ และแน่ใจว่าเมื่อเวียนวัฏ ข้าก็อาจไม่สำเร็จในวิถีเต๋าของข้าเหมือนเช่นชาตินี้ด้วย”
จักรพรรดิมารสวรรค์ส่ายหน้าน้อย ๆ “เพราะถึงอย่างไร บนเว้นทางฝึกฝนมีอุบัติเหตุมากมาย และการเวียนวัฏหมายถึงเริ่มใหม่จากสามัญ และในยามอ่อนแอที่สุด เพียงสายลมโชยก็อาจสังหารข้าได้”
ซูอี้เห็นด้วยกับเรื่องนี้ และดูเหมือนจะตระหนักแล้วว่าเกิดอันใดขึ้น “หรือเจ้าจะหาทางออกของปัญหานี้ได้แล้ว?”
ใบหน้าอันเย่อหยิ่งของจักรพรรดิมารสวรรค์เผยสีหน้าปรีดา กล่าวทอดถอนใจ “ในมหาแดนดินนี้ ผู้ที่เข้าใจข้าดีที่สุดก็มีเพียงพี่ซู”
ซูอี้หัวเราะกล่าว “เอาล่ะ หยุดยั่วเย้าแล้วบอกข้ามาว่าเจ้าคิดเช่นไร”
จักรพรรดิมารสวรรค์ค้อนใส่ซูอี้ ทว่าสุดท้ายก็หยุดหยอกเย้าซูอี้และกล่าวว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อน ขุมกำลังหนึ่งซึ่งอ้างว่ามาจากห้วงลึกแห่งจักรวาลพร่างดาวมาหาข้าเพื่อขอความร่วมมือ เสนอว่าหากข้าช่วยพวกเขา พวกเขาก็จะช่วยจบปัญหาการฝึกฝนของข้าให้”
ดวงตาของชายหนุ่มหรี่ลงเล็กน้อย ขณะฟังเงียบ ๆ
“ขุมกำลังนี้มีนามว่าหอเก้าสวรรค์ กล่าวกันว่ามาจากภูมิดาราวอนสวรรค์ซึ่งอยู่ในห้วงจักรวาลพร่างดาว และมีอำนาจกฎเกณฑ์ร้ายกาจยิ่ง…”
จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าวต่อ “พวกเขาขอให้ข้าออกคำสั่งสำนักแดนอสูรปรีดีให้รวบรวมสมบัติที่เหลือรอดจากบรรพกาลให้พวกเขา และเพื่อตอบแทน พวกเขาจะให้ตำราลับเกี่ยวกับ ‘วิถีสู่สวรรค์’ ให้ข้า”
เมื่อกล่าวถึงจุดนี้ จักรพรรดิมารสวรรค์ก็มองซูอี้อย่างงุนงง “พี่ซู ไฉนจึงไร้ปฏิกิริยาเล่า? หรือเจ้าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับวิถีสู่สวรรค์มาแล้ว?”
จากนั้นชายหนุ่มจึงกล่าวโดยไม่ปิดบังว่า “มากกว่าแค่ได้ยิน ข้ายังเคยสังหารศิษย์หอเก้าสวรรค์ในภูมิมืดมิดมาด้วย”
จักรพรรดิมารสวรรค์ตะลึง และกล่าวอย่างสนใจทันที “เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่? เจ้ารู้ไหม ข้าล่ะเบื่อกับกิริยาของพวกหอเก้าสวรรค์นัก พวกเขาทั้งหลายล้วนเชิดจมูกชี้ฟ้า ทำตัวสูงส่งเหนือใคร หากไม่ใช่เพราะปัญหาวิถีเต๋าของข้า ข้าคงเปลี่ยนพวกเขาเป็นเถ้าไปนานแล้ว!”
ในช่วงท้าย ใบหน้าของนางแสดงจิตสังหารอันไม่ปิดบัง
เห็นได้ชัดว่ายามติดต่อกับคนจากหอเก้าสวรรค์ นางได้สั่งสมความไม่ชอบใจไว้แล้ว
“ให้เล่าก็คงยาวทีเดียวล่ะ”
นอกจากนั้น ซูอี้ยังเล่าความลับบางอย่างเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นแห่งบรรพกาล รวมถึงหายนะลึกลับที่ลบประวัติศาสตร์ทั้งหมดแก่จักรพรรดิมารสวรรค์อย่างไม่ปิดบังด้วย
และกลุ่มขุมกำลังจากห้วงลึกของจักรวาลพร่างดาวล้วนมีจุดประสงค์สองอย่างเหมือนกัน
หนึ่งคือสะสมปราณมารดาฟ้าดิน และอีกหนึ่งคือสำรวจเคล็ดเวียนวัฏสงสาร
เมื่อรู้เรื่องทั้งหมดนี้ จักรพรรดิมารสวรรค์ก็อดตะลึงไม่ได้
“มิน่าเล่า คนจากหอเก้าสวรรค์จึงข้ามจักรวาลมาค้นหาปราณมารดาฟ้าดินและเคล็ดเวียนวัฏสงสาร ที่แท้แล้วนับแต่เริ่ม ภูมิดาราฟ้าดินนี้ก็ยิ่งใหญ่เจิดจรัสจนถูกมองเป็นที่มาแห่งจักรวาลพร่างดาว…”
จักรพรรดิมารสวรรค์พึมพำกับตนเองอยู่นาน
ดวงตาพร่างดาวของนางค่อย ๆ เจิดจรัสขึ้น ขณะกล่าวว่า “พี่ซู จากที่เจ้าว่า ขอเพียงเราหาปราณมารดาฟ้าดินให้เจอแล้วขัดเกลามัน เราก็จะมีโอกาสทะลวงขอบเขตสานพันธะลึกล้ำ และก้าวเข้าสู่วิถีสู่สวรรค์ถูกหรือไม่?”
ถึงอย่างไร คนผู้นี้ก็เป็นผู้ก่อตั้งสำนักมารอันดับหนึ่งแดนอสูรปรีดี และเป็นปรมาจารย์แห่งวิถีมารในมหาแดนดิน ยามนี้ จักรพรรดิมารสวรรค์ได้พบโอกาสจากเพียงความลับไม่กี่อย่างที่ซูอี้กล่าวถึง และอนุมานใกล้เคียงความจริงออกมาได้!
ซูอี้จิบสุรา “ใช่ แม้ว่าประวัติศาสตร์และวิถีฝึกฝนในอดีตถูกฝังสิ้น แต่ปราณมารดาฟ้าดินคือพลังต้นกำเนิดของภูมิดาราฟ้าดิน เหมือนเช่นกฎสวรรค์แห่งภูมิดาราในจักรวาลพร่างดาว หากขัดเกลาควบคุมมัน ไม่เพียงจะทำให้เจ้าเลื่อนขอบเขตได้ แต่ยังมีโอกาสกลายเป็น ‘ราชันไตรภูมิ’ ได้อีกด้วย”
จักรพรรดิมารสวรรค์ตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด อาภรณ์แดงพลิ้วไสว อกกระเพื่อมขึ้นลง
บรรยากาศของนางเดิมเย่อหยิ่ง ยิ่งใหญ่ เฉยเมย ทว่ายามนี้ ใบหน้างามของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นปรีดา
ไม่ใช่เพราะนางคุมอารมณ์ไม่อยู่ แต่เป็นเพราะรู้ดีว่าความลับที่ซูอี้กล่าวก่อนหน้านี้ล้ำค่าเพียงไร มันสามารถทำให้ตัวตนใด ๆ ในขอบเขตมหาจักรพรรดิสิ้นกิริยาไม่อาจนั่งติดที่ได้ทั้งสิ้น!
ทันใดนั้น จักรพรรดิมารสวรรค์ก็กัดริมฝีปากสีกุหลาบของนาง พลางกล่าวเสียงอ่อนเสียงหวาน “พี่ซู เจ้าบอกข้าเช่นนี้ คิดให้ข้าพลีกายอุ่นเตียงให้หรือไร?”
สีหน้าแววตาเย้ายวน น้ำเสียงเปี่ยมเสน่ห์รัญจวน
ซูอี้ขมวดคิ้ว “อีกแล้วหรือ?”
จักรพรรดิมารสวรรค์มุ่ยหน้า หยุดบรรยากาศยั่วเย้าไว้ และกล่าวว่า “ข้าก็แค่อยากตอบแทนความเมตตา แต่เจ้าไม่คิดถนอมมัน หากไม่รู้ว่าเจ้าซูเสวียนจวินเองก็เคยดอมดมบุปผางามมาบ้าง มีประวัติรักโชกโชน ข้าคงคิดแล้วว่ามีบางส่วนของเจ้าผิดปกติ”
นางกล่าวพลางเลื่อนสายตาพร่างพราวจ้องอย่างจงใจไปยังส่วนล่างของซูอี้
ซูอี้ยิ้มเย้ย “ฝึกบำเพ็ญคู่กับสตรีอื่นได้ดื่มด่ำการขัดเกลากลั่นบริสุทธิ์ทั้งกายใจ แต่หากฝึกบำเพ็ญกับมารเช่นเจ้าย่อมไม่ต่างจากกรำศึกดุเดือด หากไม่ระวังก็จะถูกเจ้าฆ่า กลืนกินทั้งเป็นเหลือแต่กระดูกนั่นปะไร”
ซูอี้กล่าวขัด “เจ้าเคยรับปากจะร่วมมือกับหอเก้าสวรรค์หรือไม่?”
จักรพรรดิมารสวรรค์ฉวยไหสุราในมือซูอี้ไปดื่มอย่างแสนสุข ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าย่อมตกลงอยู่แล้ว ต่างฝ่ายต่างใช้กัน ยื่นหมูยื่นแมว”
“โชคร้ายที่ตลอดมา แม้ข้าจะส่งกำลังจากสำนักข้าออกไปช่วยหา และเจอสิ่งของจากบรรพกาลมากมาย ทว่าพวกมันกลับไม่มีสิ่งใดเป็นสมบัติลึกลับเลย”
นางถอนใจอย่างผิดหวัง
ซูอี้ตระหนักได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ใครบอกเจ้าว่าในหมู่พวกมันไร้สมบัติลึกลับ?”
“หอเก้าสวรรค์”
ซูอี้เลิกคิ้วเล็กน้อย “สมบัติเหล่านั้นอยู่หนใดแล้ว?”
จักรพรรดิมารสวรรค์ตอบ “บ้างถูกส่งให้หอเก้าสวรรค์ บ้างถูกโยนเข้ากรุในแดนอสูรปรีดี”
นางกล่าวถึงตรงนี้ พลันดูจะตระหนักบางอย่างขึ้นมาและขมวดคิ้ว “หรือข้า… จะถูกหลอก?”
“เพิ่งมารู้เอายามนี้ ต้องบื้อเพียงใดกัน?”
เขาเอง ในยามที่อยู่ในหอตำราเทียนเสวียนก็เคยใช้พลังกฎแห่งจุดจบหยั่งความลับภายในดาบปลายมนเสวียนหวง และได้รู้ความลับของปราณมารดาฟ้าดินมาก่อน
เขาย่อมกระจ่างแก่ใจว่าจักรพรรดิมารสวรรค์ไม่อาจทราบได้ว่าสมบัติใดมีปราณมารดาฟ้าดินแฝงอยู่
เมื่อได้ยินวาจาของซูอี้ ใบหน้าจิ้มลิ้มเปี่ยมเสน่ห์ของจักรพรรดิมารสวรรค์ก็เผยจิตสังหาร ดวงตาพร่างพราวทอแสงสีม่วงร้ายกาจกดดัน กัดฟันข่มเขี้ยว “เจ้าพวกหอเก้าสวรรค์ไม่ได้มาดีจริงแท้!”
“ข้าจะกลับไปกวาดล้างพวกมันเสีย!”
จักรพรรดิมารสวรรค์หันกลับไป เห็นได้ชัดว่าโทสะคุกรุ่น อยากคิดบัญชีกับพวกหอเก้าสวรรค์
ทว่าซูอี้หยุดนางไว้ “เจ้าลนลานอันใด พวกเขาไม่ได้ไปจากมหาแดนดินเสียหน่อย ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาก็ต้องทุ่มทุนลงแรง ยิ่งกว่านั้น หากเจ้าไปคิดบัญชีพวกเขาเสียยามนี้ เจ้าเองที่จะเสียเปรียบ และจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้นะ”
จักรพรรดิมารสวรรค์หยุดลงทันที
หลังจากเงียบไปชั่วครู่ นางก็จับจ้องซูอี้ กล่าวยิ้ม ๆ “ข้าว่าแล้วเชียวว่าพี่ซูอดยื่นมือช่วยข้าไม่ได้แน่”
ซูอี้ “?”