บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1087: โทสะของหวังเชวี่ย
ตอนที่ 1087: โทสะของหวังเชวี่ย
หวังเชวี่ยเอื้อมมือไปประคองลุงอวิ๋นให้ลุกขึ้น ก่อนจะกล่าวอย่างอบอุ่น “ลุงอวิ๋น ข้าเดินออกจากพื้นที่ต้องห้ามเองได้ แต่ข้าไม่คิดว่าจะผิดกฎตระกูลประการใด เจ้ากลัวสิ่งใดเล่า?”
ลุงอวิ๋นกล่าวเสียงสั่น “นายน้อย บ่าวเฒ่าผู้นี้ไม่ได้กลัว ทว่าข้ากังวลว่าหากท่านออกจากพื้นที่ต้องห้ามเช่นนี้ เขาจะถูกตระกูลลงทัณฑ์ได้นะขอรับ”
หวังเชวี่ยกล่าวอย่างตกใจ “ท่านพ่อข้าบอกว่ายามข้าแตะถึงขอบเขตสานพันธะลึกล้ำ ข้าก็จะได้รับอนุญาตให้ออกจากพื้นที่ต้องห้าม สามร้อยปีมานี้ ข้าจึงทุ่มเทฝึกฝนวิถี และในที่สุดก็ขัดเกลาวิถีเต๋ามาจนถึงขอบเขตรู้แจ้งลึกล้ำขั้นสมบูรณ์แบบ ยามนี้ ข้าก็แค่ไปก้าวข้ามหายนะก็จะเข้าสู่ขอบเขตสานพันธะลึกล้ำได้แล้ว ตระกูลควรดีใจกับข้าสิ ไฉนต้องลงโทษข้าด้วย?”
“นี่…”
หน้าผากลุงอวิ๋นเหงื่อแตกพลั่ก เขาดูลังเล
หวังเชวี่ยตระหนักว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เขาขมวดคิ้วน้อย ๆ “หรือเกิดสิ่งใดกับตระกูลข้าหรือ?”
“นายน้อย โลกภายนอกชั่วร้ายเกินไป ท่านไม่รู้จะดีกว่านะขอรับ โปรดเชื่อบ่าวเฒ่าผู้นี้ จากช่วงนี้ไป ท่านเจ้าตระกูลจะมาต้อนรับท่านเองขอรับ”
ลุงอวิ๋นก้มหัว ไม่กล้าสบตาหวังเชวี่ย
“ดูเหมือนตระกูลข้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ข้าไม่เข้าใจขึ้น”
ดวงตาของหวังเชวี่ยหรี่ลงเล็กน้อย ปราณร้ายกาจพลุ่งพล่านทั่วกายราวจักรพรรดิโกรธา ทำให้ลุงอวิ๋นไม่อาจหายใจคล่อง
“นายน้อย…”
ลุงอวิ๋นดูจะอยากกล่าวบางอย่าง ทว่าฝ่ามือของหวังเชวี่ยตบบ่าของลุงอวิ๋นเบา ๆ และกล่าวอย่างนุ่มนวล “ลุงอวิ๋น หลับฝันดีนะ”
เปรี้ยง!
ร่างของลุงอวิ๋นอ่อนยวบหมดสติไป
หวังเชวี่ยค้นวิญญาณของเขาทันที
ครู่ต่อมา อภิชาตบุตรจากตระกูลหวังแคว้นจง ศิษย์สืบทอดลำดับที่ห้าแห่งถ้ำเสวียนจวินพลันหน้าคล้ำเขียว
“ที่แท้ เหตุที่พวกเจ้าขังข้าไว้ที่นี่ ทั้งหมดก็เป็นแผนของเจ้านี่เอง… ผีหมัว”
หวังเชวี่ยพึมพำ จิตสังหารเดือดพล่านปะทุขึ้นในใจ
จากความทรงจำของลุงอวิ๋น เขาจึงได้รับรู้แล้วว่าตนกลายเป็นเพียงบุตรเลว ถูกหลอกใช้โดยผู้อาวุโสในตระกูลบางคนและผีหมัวเพื่อรับมือร่างเวียนวัฏของอาจารย์เขา!
สิ่งนี้ทำให้หวังเชวี่ยทั้งโกรธเกรี้ยวและยินดี
โกรธที่ตนถูกใช้เป็นเหยื่อล่อ
และยินดีที่อาจารย์ของเขาดูจะยังมีชีวิตอยู่!!
หวังเชวี่ยสูดหายใจลึก ๆ สะกดกลั้นอารมณ์ในใจ สีหน้าสงบราบเรียบ และก้าวออกไปจากพื้นที่ต้องห้ามนี้
โถงหลักของตระกูลหวังเวลานี้กำลังสว่างไสวไปด้วยแสงโคม
ตัวตนระดับสูงทั้งหมดในตระกูลหวังรวมตัวรอข่าวอย่างกระวนกระวาย
เมื่อวาน พวกเขาได้รับข่าวแล้วว่าปลากินเบ็ด โดยรี่เข้าไปในวงล้อมสังหารซึ่งเตรียมไว้ในส่วนลึกของหุบเขาแสนปีศาจ
ทว่า จวบจนยามนี้ พวกเขายังไม่ทราบผลของศึกที่ว่าเลย
“เกิดปัญหาใดขึ้นกับโคมชะตาวิญญาณของพวกผู้อาวุโสสูงสุดหรือไม่?”
เจ้าตระกูลหวังจ้งเยวียนถามด้วยเสียงลุ่มลึก
ขายชราผู้หนึ่งกล่าวเรียบ ๆ
หวังจ้งเยวียนแค่นเสียง การที่โคมชะตาวิญญาณไร้ปฏิกิริยาหมายความว่าผู้อาวุโสเหล่านั้นไม่ได้สิ้นใจ
แต่ทั้งหมดนี้ไม่อาจทำให้หวังจ้งเยวียนวางใจได้
ไม่มีเหตุผลใดนอกเสียจาก เป้าหมายที่ต้องจัดการนั้นพิเศษเกินไป
“เจ้าตระกูล ในความคิดข้า เจ้าคนชื่อซูอี้ผู้นี้ตายแล้วแน่แท้!”
ชายชราผมขาวร่างสูงผู้หนึ่งถือถ้วยชาพลางกล่าวอย่างสบายอารมณ์ “เพราะถึงอย่างไร การวางแผนของใต้เท้าผีหมัวครานี้ ทำลายล้างตัวตนในขอบเขตสานพันธะลึกล้ำได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นยังมียอดฝีมือจากโรงวาดฤทัยไปช่วยเหลือ จะไม่อาจฆ่าตัวตนในขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำได้เช่นไร?”
วาจานี้โน้มน้าวให้คนมากมายเห็นด้วย
หวังจ้งเยวียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนรำพึงเบา ๆ “แต่หากว่า… ซูอี้ผู้นั้นเป็นร่างเวียนวัฏของปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินจริง ๆ เล่า?”
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าว บรรยากาศในโถงพลันเงียบอึมครึมลงทันที
พวกเขาคาดเรื่องนี้ไว้นานแล้ว แต่ไม่เคยประกาศออกไป
“เจ้าตระกูล ท่านห่วงมากไปแล้ว”
ชายชราผมขาวหัวเราะ “ต่อให้ก้าวถอยหลังไปหมื่นก้าว บอกว่าคนแซ่ซูผู้นี้เป็นร่างเวียนวัฏของปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินจริง… แล้วทำเช่นไรได้? การฝึกฝนในขอบเขตหยั่งเห็นลึกล้ำนั้นมิอาจเทียบกับปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินผู้สมบูรณ์พร้อมในกาลก่อนได้เลย!”
เมื่อกล่าวถึงยามนี้ ดวงตาลึกล้ำของเขาก็กวาดมองทุกคนในโถง “และพวกเจ้าก็ต้องทราบว่าแผนของใต้เท้าผีหมัวนั้นพอจะสังหารปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินในขอบเขตสานพันธะลึกล้ำได้ เช่นนั้น… มันจะไม่สามารถรับมือ… ร่างเวียนวัฏนี้ได้เชียวหรือ?”
หลายคนพยักหน้าน้อย ๆ เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้
ชายชราผมขาวกล่าวกับหวังจ้งเยวียนต่อ “เจ้าตระกูล ไม่ว่าสถานการณ์จะแย่เพียงไร เราก็ไม่ต้องกังวลอันใดเลย อย่าลืมว่าเบื้องหลังเรามีใต้เท้าผีหมัวและโรงวาดฤทัยจากห้วงลึกแห่งจักรวาลพร่างดาวอยู่นะ!”
กล่าวแล้ว เขาก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบ “แน่นอนว่านั่นคือสถานการณ์เลวร้ายที่สุด แต่ที่จริง ข้าไม่คิดหรอกว่าคนแซ่ซูจะรอดจากหุบเขาแสนปีศาจได้”
เมื่อถึงยามนี้ ผู้เฒ่าส่วนใหญ่ที่นี่ล้วนผ่อนคลายลงมากแล้ว
มีเพียงหวังจ้งเยวียนผู้เป็นเจ้าตระกูลเท่านั้นที่ยังขมวดคิ้วกระสับกระส่าย
เมื่อหลายปีก่อน เขาเคยได้รับโอกาสพบพานปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินด้วยตนเอง และรู้ดีว่าตัวตนในตำนานผู้ใช้หนึ่งดาบสยบสวรรค์ร้ายกาจเพียงใด
เขาไม่อาจสงบใจได้เลยจนกว่าเรื่องทุกอย่างจะคลี่คลาย!
ทันใดนั้น เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังออกมาจากนอกโถง
“ไอ้แก่เช่นพวกเจ้าสมควรถูกฆ่าจริงแท้!!”
ทุกถ้อยคำกึกก้องทั่วโถงราวอสนีบาต
สีหน้าทุกคนในโถงแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ขณะหันมองไปนอกโถง
ท่ามกลางราตรี ชายหนุ่มผู้หนึ่งในอาภรณ์สีหยกก้าวเข้ามาด้วยท่าทางองอาจ
เขามีรูปลักษณ์หล่อเหลาดุจหงส์มังกร กิริยาไร้ใดเทียบ เขาก็คือหวังเชวี่ย
ทว่า สีหน้าของเขาในยามนี้มืดหม่นเย็นชา ดวงตาไม่ได้ปิดบังจิตสังหารเข้มข้นที่กำลังเดือดพล่าน
“เชวี่ยเอ๋อร์?”
“เจ้าเด็กนี่ออกมาจากพื้นที่ต้องห้ามได้เช่นไร?”
“เชวี่ยเอ๋อร์ เจ้า… มาได้เช่นไร?”
หวังจ้งเยวียนผุดลุกขึ้น สีหน้าของเขาในยามนี้อ่านได้ยาก
หวังเชวี่ยสูดหายใจลึก ๆ และกล่าวอย่างเฉยชา “ท่านพ่อ ข้ารู้เรื่องทุกอย่างหมดแล้ว ข้าแค่อยากบอกว่า แก้ตัวในยามนี้ยังไม่สาย หากท่านยังหมกมุ่นก็ไม่ต้องกล่าวอันใดแล้ว ข้านี่แหละคนแรกที่จะไม่ให้อภัยโจรคุณธรรมใด ๆ ที่กล้าทำร้ายอาจารย์ข้า!”
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าว ผู้อาวุโสตระกูลหวังมากมายต่างสำแดงโทสะ
ชายวัยกลางคนร่างบึกบึนผู้หนึ่งในชุดสีม่วงตะโกน “สามหาว! หวังเชวี่ย เจ้ากระทำผิดไม่เคารพผู้ใหญ่! ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะพูดได้ ลงไปเสีย!”
หวังเชวี่ยแค่นยิ้มกล่าว “ไร้ความเคารพผู้ใหญ่? ข้าหวังเชวี่ยถูกพวกเจ้าขังอยู่ในพื้นที่ต้องห้ามมาสามร้อยปี และยามนี้พวกเจ้ายังขายข้าเป็นเหยื่อเพื่อปองร้ายชีวิตอาจารย์ข้า ยังมีหน้ามาอ้างตนเป็นญาติผู้ใหญ่ของข้าอีกหรือ?”
เขากล่าวพลางมองหวังจ้งเยวียน สูดหายใจลึก ๆ และกล่าวว่า “ท่านพ่อ ข้าไม่สนใจว่าผู้อื่นจะทำเช่นไร ข้าต้องการเพียงให้ท่านบอกข้าที ว่าในฐานะเจ้าตระกูลหวัง ท่าน… ท่านได้เข้าร่วมแผนใส่ร้ายลอบสังหารอาจารย์ข้าด้วยหรือไม่?”
หัวใจของเขาสั่นไหวในช่วงท้าย
หนึ่งคือบิดาบังเกิดเกล้า หนึ่งคืออาจารย์ของเขา การอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ทำให้เขาปวดร้าวในใจ เปี่ยมความครุ่นแค้นสาหัส
หญิงงามผู้หนึ่งถอนใจกล่าวว่า “เชวี่ยเอ๋อร์ พ่อเจ้าก็แค่ทำตามคำสั่ง ไม่ว่าหัวใจเจ้าจะโกรธแค้นเพียงไร ก็เอาโทสะมาระบายที่พ่อเจ้ามิได้นะ”
ทำตามคำสั่ง?
หวังเชวี่ยเงียบไป
ยามนี้ ชายชราผมขาวก็กล่าวขึ้นอย่างเฉยชาเช่นกัน “เชวี่ยเอ๋อร์ เจ้าคิดมากไปแล้ว คนแซ่ซูผู้นั้นหาใช่อาจารย์เจ้าไม่ แต่เป็นคนทรยศที่แสร้งทำเป็นอาจารย์เจ้าต่างหาก! เหตุที่เราร่วมมือกับใต้เท้าผีหมัวก็เพราะอยากสังหารคนทรยศเท่านั้น”
หวังเชวี่ยหัวเราะออกมา ราวได้ยินเรื่องตลกใหญ่โต “หากซูอี้ผู้นั้นไม่ใช่อาจารย์ข้า ไฉนต้องใช้ข้าเป็นเหยื่อด้วย? พวกเจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรือไร เชื่อหรือว่าทรยศที่อ้างตัวเป็นอาจารย์ข้าจะดั้นด้นไปช่วยข้าที่หุบเขาแสนปีศาจ? เพียงเท่านี้ก็รู้ได้ว่าซูอี้คือร่างเวียนวัฏของอาจารย์ข้า!”
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าว สีหน้าของเหล่าผู้อาวุโสตระกูลหวังก็ดูอึดอัดขึ้นมา
ชายชราผมขาวหน้าเสีย ก่อนกล่าวขึ้นว่า “เชวี่ยเอ๋อร์ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมาเล่นเพ้อเจ้อได้ ดูเจ้าสิ นี่มันน่าขันสิ้นดี!”
ชิ้ง!
ในมือของหวังเชวี่ยมีดาบวิถีอันเจิดจ้าเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมา
ใบหน้าอันเฉยชาของเขาเต็มเปี่ยมด้วยจิตสังหาร พลางกล่าวชัดถ้อยชัดคำ “อาจารย์ก็เหมือนบิดา พวกเจ้าใส่ร้ายวางแผนปองชีวิตอาจารย์ข้า ไม่คู่ควรจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของข้าหวังเชวี่ย! นี่เป็นการหักหลังครั้งใหญ่ ข้านี่แหละคนแรกที่จะกวาดล้างไอ้แก่อย่างพวกเจ้าเสียวันนี้!!”
ตู้ม!
ปราณของเขาเดือดพล่าน อำนาจมหาศาลกวาดทั่วโถง
ผู้เฒ่ามากมายประหลาดใจ ความคิดเอนเอียง
เพราะอำนาจของหวังเชวี่ยแข็งแกร่งเกินไป วิถีเต๋าของเขาในขอบเขตรู้แจ้งลึกล้ำขั้นสมบูรณ์แบบนั้นสามารถกลบรัศมีผู้เฒ่าส่วนใหญ่ที่นี่!
โครม!
ชายชราผมขาวล้มโต๊ะตรงหน้าเขา พลันลุกพรวดขึ้นมา แล้วยกนิ้วชี้มาที่หวังเชวี่ยพลางกล่าวเสียงแข็ง “หวังเชวี่ย! เจ้าเป็นทายาทตระกูลหวัง แต่กลับคิดสู้กับญาติผู้ใหญ่ บ้าไปแล้วหรือไร!”
ชายวัยกลางคนในชุดม่วงกล่าวขึ้นอย่างเย็นชาเช่นกัน “หวังเชวี่ย เจ้ารู้หรือไม่ว่าขอเพียงลงมือ ไม่เพียงเจ้าจะกลายเป็นคนทรยศตระกูลหวังเท่านั้น แต่ในภายหน้า ศิษย์พี่ของเจ้า ผีหมัวและขุมกำลังโรงวาดฤทัยจากจักรวาลพร่างดาวจะไม่ละเว้นเจ้าด้วย!”
บรรยากาศเย็นเฉียบ กดดันเสียจนยากหายใจ
หวังจ้งเยวียนไม่อาจทนได้อีก จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า “เชวี่ยเอ๋อร์ เรื่องนี้ยังมีความลับอยู่ มันห่างไกลเกินกว่าความเรียบง่ายเช่นที่เจ้าคิด สงบโทสะหยุดก่อเรื่องเถอะ เมื่อถึงกาล ข้าจะบอกเรื่องทั้งหมดแก่เจ้าเอง”
หวังเชวี่ยหันมาจ้องหวังจ้งเยวียนตรง ๆ กล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำและแหบแห้ง “ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องพูดอันใดแล้ว ข้ารู้เรื่องทั้งหมดเรียบร้อย หากท่านก็เข้าร่วมเรื่องนี้ด้วย ข้าจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อชดใช้ให้ท่านในภายหน้า!”
เขาเบนสายตามองชายชราผมขาว ชายวัยกลางคนชุดม่วงและคนอื่น ๆ อย่างคมกริบราวคมดาบ “และผู้ที่ต้องการทำร้ายอาจารย์ข้าก็ต้องชดใช้เช่นกัน!”
วาจานั้นดังลั่น
ผู้คนที่อยู่ในโถงต่างตกตะลึงด้วยความไม่อยากเชื่อหู
จากนั้น หวังเชวี่ยก็ยกดาบวิถีในมือขึ้นเตรียมลงมือ
ทันใดนั้น เสียงเย้ยหยันอย่างดูแคลนพลันดังมาจากนอกโถง
“จุ๊ ๆ เป็นทายาทตระกูลหวังผู้หนึ่งแท้ ๆ แต่เพื่ออาจารย์ตนกลับไม่ลังเลที่จะลงไม้ลงมือกับญาติผู้ใหญ่ ไอ้หนู เจ้านี่เป็นลูกกตัญญูโดยแท้”
………………..