บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1088: เขาคือศิษย์ข้า ซูเสวียนจวิน
ตอนที่ 1088: เขาคือศิษย์ข้า ซูเสวียนจวิน
หวังเชวี่ยพลันหันกลับไป
ท่ามกลางความมืดแห่งราตรี ชายชราในชุดสีทองเดินมาไกล ๆ ด้วยท่วงท่าดุจเทพเซียน
ที่หว่างคิ้วของเขามีดวงตาแนวตั้งสีเงินเบิกอยู่ ดูกดดันน่าเกรงขามอย่างประหลาด
และข้างกายเขามีชายวัยกลางคนชุดดำอีกหนึ่งคน
“พี่เซี่ย! ไฉนจึงมาที่นี่ได้?”
ในโถงหลัก ชายชราผมขาวและผู้ทรงอำนาจจากตระกูลหวังทั้งสองผุดลุกขึ้นทักทายชายวัยกลางคนชุดดำทันที
“เชวี่ยเอ๋อร์ สำรวมตนเองด้วย คนชุดดำตรงนั้นคือผู้อาวุโสเซี่ยอวิ๋นชวนแห่งสำนักเทพอัสนีเขียว มือขวาของศิษย์พี่ใหญ่ผีหมัวของเจ้า และมีฐานะสูงส่งในพันธมิตรเสวียนจวิน”
หวังจ้งเยวียนส่งกระแสเสียงกล่าวเตือนอย่างสุขุมไม่ให้หวังเชวี่ยกระทำการบุ่มบ่าม
ทว่าหวังเชวี่ยไม่ได้มีเซี่ยอวิ๋นชวนในสายตาแม้แต่น้อย ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังชายชราชุดทองอร่ามดาบคมกริบ
“ไง ลูกกตัญญู ข้องใจหรือ?”
ชายชราชุดทองยิ้มเยาะ เขาล้อเลียนหวังเชวี่ยต่อหน้าเหล่าผู้ทรงอิทธิพลของตระกูลหวังอย่างเสียมารยาท แสดงความดูแคลนอย่างชัดเจน
ปฏิกิริยาของทุกคนดูแตกต่างกันออกไป
มีจิตสังหารวูบไหวผ่านดวงตาของหวังเชวี่ย ทว่ายามที่เขากำลังจะพูดบางอย่างนั้นเอง บิดาของเขาหวังจ้งเยวียนก็มาหาข้างกายเขา กล่าวขึ้นว่า “เชวี่ยเอ๋อร์ ไม่ว่าในใจเจ้าจะเกลียดบิดาผู้นี้หรือไม่ ตอนนี้ก็อย่าทำตนเองขายหน้าเลย นะ… ข้าขอเจ้าล่ะ”
หวังเชวี่ยตะลึงค้าง เหลือบมองบิดาด้วยหางตา แล้วจึงเห็นว่าสีหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความกังวล
หัวใจของหวังเชวี่ยปั่นป่วน อารมณ์สับสนไปหมด
เมื่อชายวัยกลางคนชุดดำ เซี่ยอวิ๋นชวนเห็นเช่นนี้ เขาก็กล่าวยิ้ม ๆ ว่า “ทุกท่าน ขอให้ข้าแนะนำเถิด ผู้อาวุโสท่านนี้คือผู้ส่งสาส์นจากโรงวาดฤทัย กระทั่งใต้เท้าผีหมัวยังเคารพให้เกียรติเขาอย่างมาก”
ผู้ส่งสาส์นจากโรงวาดฤทัย!
ทุกคนต่างมีปฏิกิริยาทันทีที่ได้ยิน สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความเคารพให้เกียรติ
“ผู้อาวุโสมาเยือนเสียกลางดึก ข้าไม่อาจไปรับด้วยตนเองได้ ต้องขออภัยด้วย”
ชายชราชุดทองลูบเคราตนพลางกล่าวช้า ๆ “ไม่ต้องเยิ่นเย้อมากความ ข้ามาตระกูลหวังของเจ้าครานี้ก็เพื่อทำการใหญ่ แต่ก่อนที่เราจะคุยกัน ข้ามีสิ่งหนึ่งที่อยากให้พวกเจ้าช่วย”
ชายชราผมขาวกล่าวยิ้ม ๆ “เป็นเกียรติสำหรับตระกูลหวังของข้าที่ได้ช่วยผู้อาวุโส ทว่าไม่ทราบว่าผู้อาวุโสต้องการให้ข้าช่วยเช่นไรหรือ?”
ชายชราชุดทองหันไปมองหวังเชวี่ย เชิดคางกล่าวเบา ๆ “อืม จับลูกกตัญญูตระกูลหวังผู้นี้ให้ข้าก่อน เขามีประโยชน์มากต่อข้าผู้นี้”
วาจาเฉยเมยทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง
บรรยากาศอึมครึมลงในฉับพลัน
สีหน้าของหวังจ้งเยวียนแปรเปลี่ยนกะทันหัน เขาก้าวออกมาประคองกำปั้นกล่าวทันที “หากบุตรข้าล่วงเกินผู้อาวุโส หวังว่าผู้อาวุโสจะเห็นแก่หน้าตระกูลหวังของข้า…”
ชายชราชุดทองแค่นเสียงขัด “ทำตามคำสั่งข้าก็พอ!”
วาจานั้นฟังดูวางอำนาจและเย่อหยิ่ง
สีหน้าของหวังจ้งเยวียนพลันบิดเบี้ยวจนไม่น่าดู
ชายชราผมขาวหันขวับกลับมาถลึงตามองหวังเชวี่ย และตวาดเสียงแข็ง “สารเลว ไฉนจึงยังไม่รีบขอขมาผู้อาวุโสท่านนี้อีก?”
หวังเชวี่ยกล่าวอย่างเย็นชาด้วยสีหน้าเฉยเมย “หากให้บรรพชนในตระกูลมาเห็นเจ้าตอนนี้ คงไม่อาจทราบว่าเขาจะผิดหวังที่เจ้าเอาแค่เลียแข้งเลียขาคนนอกเพียงไร!”
“เจ้า…”
ชายชราชุดขาวโกรธจัด ท่าทางเหมือนจะกล่าวบางอย่าง
ทว่าชายชราชุดทองกล่าวขัดด้วยเสียงเย็นชา “ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือไร! จับเขาไว้!”
เสียงนั้นราวอสนีบาตสะท้อนก้อง
แต่เดิม หวังเชวี่ยไม่ได้หยุดจิตสังหารในใจและวางแผนลงมือ
ทว่าครานี้ เขาสงบใจตนเองไว้ อยากเห็นว่าเหล่าผู้เฒ่าในตระกูลจะกระทำเช่นไร!
กลุ่มผู้อาวุโสซึ่งนำโดยชายชราผมขาวลังเล ดูไม่แน่ใจ
ชายวัยกลางคนร่างผอมในชุดสีเทาคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “ผู้อาวุโส ถึงท่านจะอยากจับตัวหวังเชวี่ย ท่านก็ควรให้เหตุผลไม่ใช่หรือขอรับ?”
“เหตุผลรึ? มันผู้นี้ไม่เคารพข้าอย่างไรเล่า!”
ตู้ม!
ร่างของชายวัยกลางคนร่างผอมในชุดเทาปลิวออกไปร่วงลงพื้นห่างไปสิบกว่าจั้ง โลหิตทะลักออกเจ็ดทวาร อกยุบเป็นรอย บาดเจ็บสาหัสแน่นิ่งกับพื้น
ภาพนี้ทำให้ทุกคนตะลึงค้าง!
ควรค่าจดจำว่าชายวัยกลางคนชุดเทาผู้นี้มีนามว่าหวังป๋อจิ้ง และเป็นตัวตนในขอบเขตรู้แจ้งลึกล้ำ ทว่ากลับไม่สามารถหยุดมือชายในชุดทองคนนี้ได้
เซี่ยอวิ๋นชวนถอนใจกล่าว “ทุกท่าน ทำตามคำสั่งผู้อาวุโส รีบจับตัวหวังเชวี่ยเถิด”
ทุกคนลังเล
“หากจะจับตัวลูกข้า ก็ข้ามข้าไปก่อนเถอะ!!”
ทันใดนั้น หวังจ้งเยวียนก็ลุกขึ้นขวางหน้าหวังเชวี่ยไว้
“เจ้าตระกูล!”
ผู้เฒ่ามากมายหน้าซีด
“โอ้ ช่างเป็นลูกกตัญญูเสียนี่กระไร!”
ชายชราชุดทองยิ้มเยาะ
เขาพลันฟาดฝ่ามือตบหวังจ้งเยวียน
ทุกคนลมหายใจค้างในอก อำนาจอันเต็มเปี่ยมในฝ่ามือนั้นสะกดจิตใจและวิญญาณของพวกเขาอย่างหนักหน่วง
ใบหน้าของหวังจ้งเยวียนซีดขาว ร่างแข็งทื่อ เห็นได้ชัดว่าถูกสะกดข่มมากกว่าผู้ใด ทว่าเขากลับไม่ได้ถอยหลบ แต่กลับใช้พลังทั้งหมดพยายามขัดขืน
ชิ้ง!
วจีดาบก้องกังวานดุเดือด หวังเชวี่ยก้าวออกมาฟาดฟันดาบวิถีในมือตนโดยไร้ลังเล
ตู้ม!
เสียงกระแทกสะเทือนเลือนลั่น
ดาบในมือหวังเชวี่ยไหวเอนรุนแรง ร่างของเขาก้าวถอยอย่างเกินควบคุม ใบหน้าซีดเล็กน้อย
นี่หรือคือพลังของยอดฝีมือจากโรงวาดฤทัย?
เมื่อเห็นเช่นนี้ หัวใจของสมาชิกตระกูลหวังล้วนเย็นเยียบ
หวังเชวี่ยอยู่ในขอบเขตรู้แจ้งลึกล้ำขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว แม้เขาจะมีลำดับอาวุโสต่ำ แต่ความแข็งแกร่งของเขานับได้ว่าเป็นตัวตนสูงสุดในตระกูลหวัง
ทว่ายามนี้ เขาก็ยังถูกชายชราชุดทองบีบให้ต้องถอย!
“เชวี่ยเอ๋อร์ ไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่?”
หวังจ้งเยวียนดูกังวล
“ข้าไม่เป็นไรท่านพ่อ ไปยืนชมศึกห่าง ๆ เถอะ”
หวังเชวี่ยสูดหายใจลึก ๆ สะกดกลั้นโลหิตอันพลุ่งพล่านทั่วกาย
“โอ้ ไม่ธรรมดานะนี่ ควรค่าเป็นศิษย์ลำดับที่ห้าของปรมาจารย์ดาบเสวียนจวิน วิถีเต๋าและภูมิหลังห่างไกลเกินกว่าจะเทียบกับตัวตนระดับเดียวกันได้ทั่วใต้หล้ามหาแดนดินจริง ๆ”
ชายชราชุดทองยิ้มเย้ย “น่าเสียดาย ในสายตาข้าผู้นี้ ท้ายที่สุดเจ้าก็ยังอ่อนแอเกินไป!”
เขาวาดมือขึ้นอย่างกะทันหัน บังเกิดหมอกผุดพรายอัศจรรย์วาดลวดลายไปบนอากาศ ก่อนจะกลายเป็นดั่งกรงขังทำจากหมึกครอบลงมายังหวังเชวี่ย
หากมองจากไกล ๆ จะให้ความรู้สึกราวไร้ทางหนี ไม่อาจหลบเลี่ยง
อันที่จริงมันก็เป็นเช่นนั้น อำนาจอิทธิฤทธิ์ของกรงนี้ปกคลุมทั่วทศทิศแปดขั้ว ดุจตาข่ายสวรรค์ครอบพิภพ!
“ทลาย!”
หวังเชวี่ยตวัดฟาดดาบขึ้นสู่นภาอย่างรุนแรง
ตู้ม!
ปราณดาบทะยานเวหา ฟาดฟันกระฉอกเพลิง
ดาบอันอัดแน่นด้วยศาสตร์ทั้งหมดที่หวังเชวี่ยร่ำเรียนมาทั้งชีวิตนี้สามารถทำลายศัตรูในขอบเขตเดียวกันได้โดยง่าย
ทว่ายามนี้ เมื่อฟาดฟันดาบออก มันกลับไม่อาจทำให้กรงนี้สะท้านสะเทือนได้เลย!
ม่านตาของหวังเชวี่ยหดตัว แทงดาบวิถีในมืออย่างแรง
เสียงระเบิดสนั่นลั่นก้อง
ดาบวิถีของหวังเชวี่ยถูกแรงกดดันร้ายกาจจากกรง ทำให้มันเบี้ยวไปเล็กน้อย
ทั่วร่างของหวังเชวี่ยเปี่ยมโทสะ ทว่ากระทำการใดล้วนไร้ผล!
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
ดาบของเขาเกิดรอยร้าวเล็กบาง พื้นดินใต้เท้าหวังเชวี่ยซึ่งปกคลุมด้วยค่ายกลมิอาจทนแรงกดดันร้ายกาจได้อีก จึงเกิดรอยร้าวขึ้น เศษหินปลิดปลิว ค่ายกลกลายเป็นละอองแสงล่องลอย
ทุกคนต่างตะลึงงัน
ขณะที่ชายชราผมขาวตะโกนลั่น “เชวี่ยเอ๋อร์ หากเจ้ายังขัดขืน เจ้าจะรังแต่ฆ่าตัวตาย ยอมถูกจับแต่โดยดีเร็วเข้า ในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์น้องของใต้เท้าผีหมัว ผู้อาวุโสผู้นั้นไม่ฆ่าเจ้าหรอก!”
หวังเชวี่ยผู้พยายามฝ่ากรงออกไปอย่างสุดกำลังได้ยินดังนั้น ปอดของเขาก็แทบระเบิดจากโทสะ
ไอ้แก่ในตระกูลเหล่านี้ทำเฉยมองคนนอกรังแกเขาไม่พอ ยังเกลี้ยกล่อมให้เขาก้มหัวลงอีก ทุเรศสิ้นดี!!
หวังจ้งเยวียนตกใจ และจะพุ่งเข้ามาพยายามช่วย
ทว่าเพียงเสี้ยวอึดใจต่อมา เขาก็ถูกอำนาจของกรงดีดกระเด็นลงพื้น กระอักเลือดคำโต
แต่เขาไม่สนใจ ลุกขึ้นพุ่งเข้ามาอีกครั้งราวคนบ้า
“เจ้าตระกูล!”
“เร็วเข้า! ลงมือด้วยกัน!”
สมาชิกอาวุโสตระกูลหวังบางคนปวดใจจนไม่อาจสนใจเรื่องอื่น เขาพุ่งเข้ามาร่วมกันโจมตีกรงกับหวังจ้งเยวียน
ไกลออกไป ผู้ทรงอำนาจจากตระกูลหวังซึ่งนำโดยชายชราผมขาวมองหน้ากันอย่างกระอักกระอ่วน
“เฮอะ ใช้แขนคนไปขวางเกวียนแท้ ๆ!”
ชายชราชุดทองโบกมือสะบัดแขนเสื้อต่อเนื่อง
ทุกฝ่ามือที่โจมตีเข้ามา หนึ่งผู้เฒ่าตระกูลหวังล้วนถูกฟาดกระเด็น
เพียงพริบตา พวกหวังจ้งเยวียนล้วนลงไปกองกับพื้น
“ไฉนต้องลำบากมาบาดเจ็บด้วยหนอ?”
เซี่ยอวิ๋นชวนผู้มองจากข้าง ๆ เสมอมาอดส่ายหน้าถอนใจไม่ได้
“เชวี่ยเอ๋อร์! หยุดวุ่นวายได้แล้ว ไม่เห็นหรือว่าพ่อเจ้าล้วนบาดเจ็บเพราะเจ้า? จะดูพวกเขาตายหรือไร!!”
ชายชราผมขาวตะโกนลั่น ดูโมโหอย่างยิ่ง
หวังเชวี่ยเมินเขาไป
กรงนั้นแผ่แรงกดดันลงมาเสียจนดาบวิถีในมือของเขาใกล้แหลกสลาย ทั่วร่างมีสัญญาณการถูกพันธนาการ สถานการณ์กล่าวได้ว่าอันตรายสุดขีด!
“ท่านพ่อ หยุดลงมือเถอะ!”
หวังเชวี่ยกัดฟัน
เมื่อเห็นบิดาตนบาดเจ็บสาหัส แต่ยังโซเซยืนขึ้นพุ่งเข้ามาอีก ดวงตาและจมูกของเขาก็แสบร้อนวูบวาบ
“เจ้าคืออภิชาตบุตรตระกูลหวังของเรา และยังเป็นลูกข้าหวังจ้งเยวียน ข้าจะ… ทนมองเจ้าเป็นทุกข์ได้เช่นไร!!”
ชายชราชุดทองขมวดคิ้ว สีหน้าเจือความดูแคลน
ปาไข่ใส่ศิลา ทำลายตัวเองโดยแท้!
ทว่ายามนี้ เสียงเฉยเมยเสียงหนึ่งพลันดังมาจากระยะไกล
“เขาไม่ใช่เพียงลูกเจ้า แต่เป็นศิษย์ข้า ซูเสวียนจวินด้วย วันนี้ ต่อให้ขนเทพเซียนมาจากฟ้า ก็ไม่อาจกล้ำกรายทำอันตรายเขาได้!”
ยามเสียงนี้ดังขึ้น ปราณดาบสายหนึ่งพลันปรากฏ
กรงซึ่งครอบอยู่เหนือหัวของหวังเชวี่ยพลันถูกฉีกกระชากราวทำจากกระดาษ
พิรุณแสงโปรยปราย เสียงคำรามดังต่อเนื่อง
ม่านตาของชายชราชุดทองหดตัวอย่างกะทันหัน
หวังเชวี่ยผู้เพิ่งรอดชีวิตจากหายนะผ่อนคลายลง สีหน้าของเขาเผยความปรีดา
เสียงเฉยเมยยังไม่ทันเลือนหาย ทุกคนก็สะท้านสั่นไม่อยากเชื่อ ดวงตามองไปยังจุดเดียวโดยไม่รู้ตัว
และเห็นร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งเคลื่อนเข้ามาใกล้ท่ามกลางรัตติกาล
อาภรณ์เขียวดุจหยก ร่างนั้นในรัตติกาลดูเหมือนเทพเซียนจุติสู่หล้า เหนือมนุษย์ไร้มลทิน และกลายเป็นจุดสนใจของเหล่าผู้คน ณ โถงแห่งนั้นทันที
………………..