บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1089: แลกเปลี่ยน
ตอนที่ 1089: แลกเปลี่ยน
ร่างที่พุ่งเข้ามาของหวังจ้งเยวียนพลันชะงัก
เจ้าตระกูลหวังแห่งแคว้นจงมีบาดแผลทั่วร่าง เนื้อตัวสะบักสะบอมไม่น่าดู
เมื่อเห็นว่ากรงอันน่าหวาดหวั่นนั้นถูกดาบฟาดฟันแหลก เพิ่งถอนใจโล่งอกได้ เขาพลันตกสู่ความตะลึงระคนสงสัย
คนผู้นั้นเรียกตนเองว่า… ซูเสวียนจวิน!?
หนังศีรษะของหวังจ้งเยวียนชาวาบ หัวใจราวถูกสายฟ้าฟาดตะลึงค้างกับที่
เหล่าผู้ทรงอำนาจจากตระกูลหวังซึ่งนำโดยชายชราผมขาวเองก็เปลี่ยนสีหน้าเฉียบพลัน และตระหนักว่ามีบางสิ่งผิดปกติ
ร่างของเซี่ยอวิ๋นชวนเกร็งนิ่งอย่างเงียบงัน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง
ชายชราชุดทองหันกลับมามองชายหนุ่มชุดเขียวผู้ดูเหมือนเทพเซียนจุติสู่หล้าด้วยสีหน้าเย็นชา
“อาจารย์… อาจารย์หรือ?”
ชายหนุ่มชุดเขียวซึ่งอยู่ห่างออกไปนั้นมีหน้าตาแตกต่างจากอาจารย์ที่เขาคุ้นเคย แต่กิริยาและบรรยากาศของอีกฝ่ายเหมือนอาจารย์ของเขาทุกกระเบียดนิ้ว!
ยิ่งกว่านั้น หวังเชวี่ยยังเห็นถนัดตาว่าศิษย์น้องหกเย่ลั่วกับศิษย์น้องแปดไป๋อี้ล้วนติดตามเขามาเบื้องหลัง
ทั้งหมดนี้ทำให้หวังเชวี่ยคาดได้ว่าชายหนุ่มชุดเขียวคือร่างเวียนวัฏของอาจารย์เขา!!
ทว่า บางทีภาพนี้อาจเกิดกะทันหันไปหน่อย ดังนั้นแม้หวังเชวี่ยจะแสนปรีดา แต่เขาก็ยังคงเหม่อลอยราวกับตกอยู่ในความฝัน
เย่ลั่วและไป๋อี้ที่อยู่ไกลออกไปเผยรอยยิ้มเมื่อเห็นสภาพตาโตเป็นไข่ห่านของหวังเชวี่ย
ซูอี้หันไปพยักหน้าให้หวังเชวี่ยน้อย ๆ ก่อนจะกล่าวอย่างอ่อนโยน “ขอเพียงเจ้าไม่เป็นไร ข้าก็สบายใจ ปล่อยที่เหลือให้ข้าจัดการเถอะ”
หวังเชวี่ยสูดหายใจลึก ๆ สะกดความลิงโลดในใจ และเงยหน้าขึ้นกล่าวกับซูอี้ว่า “น้อมรับคำสั่งอาจารย์ขอรับ!”
“นี่… เกิดอันใดขึ้น?”
ทางฝั่งชายชราผมขาว ใครบางคนกล่าวขึ้นเสียงสั่น
อันที่จริงแล้ว เหล่าผู้อาวุโสตระกูลหวังต่างเต็มไปด้วยความตกใจระคนงุนงง
เมื่อวาจาเหล่านี้ถูกกล่าว เหล่าผู้อาวุโสตระกูลหวังต่างตะลึงลาน เสียงอุทานฮือฮา ชุลมุนทั่วทุกแห่งหน
คืนนี้ พวกเขารอข่าวมาตลอด คิดว่าแผนสังหารอันร้ายกาจของผีหมัวไม่น่ามีปัญหาใด ๆ
แต่ใครเล่าจะคิดว่าพวกเขากำลังรอข่าวร้ายเช่นนี้อยู่!
ใครเล่าจะรับได้?
ทว่าซูอี้ไม่ได้ใส่ใจคนตระกูลหวังพวกนั้น นับแต่เขาปรากฏกาย เขาก็จ้องเขม็งไปที่ชายชราชุดทอง และเมื่อจำบรรยากาศรอบกายได้ ชายหนุ่มก็ต้องเลิกคิ้วเล็กน้อย
ตัวตนขอบเขตสานพันธะลึกล้ำขั้นต้นจากโรงวาดฤทัย!
กล่าวให้กระชับแล้ว นี่คือยอดฝีมือในขอบเขตสานพันธะลึกล้ำจากห้วงลึกจักรวาลพร่างดาวคนแรกที่ซูอี้ได้พบ
ขณะเดียวกัน ชายชราชุดทองก็มองซูอี้ ดวงตาเฉยเมยไร้ยางอาย กล่าวขึ้นว่า “ซูอี้ ในที่สุดเจ้าก็มา ครั้งนี้ข้ามาตระกูลหวังแห่งแคว้นจงก็เพื่อรอเจ้า”
เมื่อวาจานี้ถูกกล่าว ความหวังสุดท้ายในใจของเหล่าผู้เฒ่าตระกูลหวังก็เหือดหาย รู้สึกราวถูกฟ้าผ่า มือเท้าเย็นเฉียบ
อีกฝ่ายคือซูอี้ผู้นั้นจริง ๆ หรือ!?
“ผู้อาวุโส ท่าน… ทราบข่าวแล้วหรือ?”
ชายชราผมขาวเองก็ลนลาน จนอดถามขึ้นไม่ได้
ชายชราชุดทองพยักหน้า “ถูกต้อง หาไม่ เจ้าคิดว่าข้าผู้นี้จะมายังตระกูลหวังของพวกเจ้าเพื่อการใด?”
เหล่าผู้อาวุโสตระกูลหวังมองหน้ากัน ใบหน้าซีดขาว หัวใจดิ่งลงสู่ก้นเหว
หวังเชวี่ยพึมพำกับตนเอง “ข้าว่าแล้ว อาจารย์จะไม่เป็นไร!”
“ผู้อาวุโส ท่านมาที่นี่เพื่อช่วยพวกเราหรือ?”
ชายชราผมขาวกล่าวอย่างตื่นเต้นราวคว้าเส้นฟางช่วยชีวิต
เหล่าคนใหญ่คนโตตระกูลหวังรอบกายเขาเองก็ดูมีหวัง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาพอเดาได้ว่าซูอี้ต้องมาล้างแค้นเป็นแน่ และเผลอไผลเชื่อว่าชายชราชุดทองจากโรงวาดฤทัยคงมาช่วยตระกูลหวังรับมือซูอี้แน่แท้
“หากใจไม่รู้สำนึกก็ควรถูกทำโทษ!”
เขาผิดหวังในตัวเหล่าสมาชิกเฒ่าตระกูลหวังเหล่านี้เสียจนอยากออกไปฆ่าพวกเขาเรียงหัวทีละคนกับมือเพื่อล้างอายแก่บรรพชนตระกูลหวัง!
ทว่าชายชราชุดทองกลับส่ายหน้าน้อย ๆ “เรื่องตระกูลหวังของเจ้า ตระกูลหวังของเจ้าก็ควรจัดการกันเอง ข้ามาที่นี่ก็เพื่อทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนกับซูอี้ผู้นี้เท่านั้น”
วาจาปัดสวะนั้นราวสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมเหล่าผู้อาวุโสตระกูลหวัง ทำให้พวกเขามึนงงจังงัง
ความชิงชังและลนลานอันไม่อาจบรรยายถาโถมในใจพวกเขาราวคลื่นคลั่งปฐพีเคลื่อน ทำให้พวกเขาล้วนตัวสั่นหน้าซีด
กระทั่งพวกซูอี้ยังไม่คาดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ จนอดมองไปยังเหล่าผู้เฒ่าตระกูลหวังอย่างเวทนาไม่ได้ เฒ่าไร้สมองเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าถูกผู้อื่นใช้แล้วทิ้ง!
หวังเชวี่ยที่ได้ฟังเอง เขาก็อดกล่าวไม่ได้ว่า “พวกเจ้าทำงานรับใช้ผู้อื่นหนักหนา ทว่าสุดท้ายก็ถูกทอดทิ้งเฉดหัวส่ง นี่หรือ… คือผู้สนับสนุนของพวกเจ้า!? ทุเรศสิ้นดี ช่างน่าขัน!!”
สีหน้าของเจ้าตระกูลหวังจ้งเยวียนและคณะต่างซับซ้อนเสียใจ มีทั้งความขมขื่นและจนใจปนเป
“พวกเจ้า… ทำเช่นนี้ได้เยี่ยงไร!?”
ชายวัยกลางคนชุดม่วงผู้หนึ่งตวาดลั่น “ในช่วงแรก ผีหมัวรับปากเองว่าตระกูลหวังของเราและพันธมิตรเสวียนจวินจะรุ่งเรืองหรือล่มจมไปด้วยกัน และพวกเขาจะไม่มีวันตระบัดสัตย์!”
ชายชราชุดทองแค่นเสียงอย่างเย็นชา พลางกล่าวลอย ๆ “นั่นมันคำรับปากของผีหมัว ไม่เกี่ยวกับโรงวาดฤทัยของข้า แทนที่จะมาตัดพ้อกับข้า เจ้าก็ไปขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรเสวียนจวินสิ นอกจากนั้น ข้าผู้นี้ไม่ใช่พ่อแม่เจ้า ไฉนต้องให้ข้าแก้ปัญหาของพวกเจ้าด้วย?”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว เหล่าผู้อาวุโสตระกูลหวังล้วนโกรธจนตัวสั่น ดวงตาหม่นแสง ถูกทั้งความเศร้าและโทสะรุมเร้าจนคลั่ง
กระทั่งเจ้าตระกูลหวังจ้งเยวียนยังอดรู้สึกหนาวเยือกยามได้เห็นเช่นนี้ไม่ได้
“เจ้าอยากต่อรองแลกเปลี่ยนอันใด?”
ซูอี้หันไปถามชายชราชุดทอง
ชายชราชุดทองกล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าต้องการแลกชีวิตของจิ่นขุย ศิษย์ของเจ้ากับ ‘ภาพศึกรวมดารา’ ของโรงวาดฤทัยข้า”
จิ่นขุย!
เย่ลั่ว ไป๋อี้และหวังเชวี่ยล้วนผงะ
“ได้”
ซูอี้ตอบรับไร้ลังเล “คนอยู่หนใด?”
นางสวมชุดเสื้อสีน้ำเงิน กระโปรงเหลือง เส้นผมสีดำขลับเป็นเงางาม
ทว่ายามนี้ นางนอนคู้ร่างดูหมดสติ
เย่ลั่วและคณะมองปราดเดียวก็รู้ว่านั่นคือศิษย์พี่หญิงสี่ของพวกเขา จิ่นขุย!
นางคือสตรีผู้อ่อนโยนสง่างาม
“ส่งภาพศึกรวมดารามา แล้วข้าจะส่งศิษย์ผู้นี้ให้เจ้า”
ชายชราชุดทองกล่าวอย่างสุขุม
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยเมย “ผีหมัวน่าจะบอกเจ้าแล้ว ว่าข้าซูเสวียนจวินไม่เคยกลัวคำขู่ ข้าแนะนำว่าอย่าได้ตุกติก หาไม่ ต่อให้เป็นเจตจำนงของเจ้าสำนักเจ้าก็ช่วยชีวิตเจ้าไม่ได้”
ม่านตาของชายชราชุดทองหดตัว
ซูอี้หยุดพูดพล่าม เขานำภาพศึกรวมดาราออกมาส่งให้ในอากาศ
ชายชราชุดทองดูกังวลว่าจะถูกหลอก กฎแปรวิญญาณพลันปกคลุมทั่วมือ จากนั้นจึงคว้าไปที่ภาพศึกรวมดารา
ทันใดนั้น เขาก็มองกลับไปยังซูอี้ด้วยแววตาพราวระยับ “เห็นได้ชัดว่าเจ้า ปรมาจารย์ดาบเสวียนจวินรักศิษย์และมีคุณธรรมจริงแท้ แต่ไม่ห่วงหรือไรว่าข้าจะรับสมบัติแล้วไม่ปล่อยเจ้าไป?”
เย่ลั่วและไป๋อี้ล้วนเปลี่ยนสีหน้า เผยความเย็นชาแข็งกร้าว
ทว่าซูอี้กลับพูดด้วยสีหน้าเฉยเมย “เว้นเสียแต่เจ้าจะอยากตาย เจ้าควรส่งนางมาได้แล้ว”
เมื่อได้ฟัง ชายชราชุดทองก็อดแสยะยิ้มกล่าวไม่ได้ว่า “ได้สิ เรามาประมือกันหน่อย หากเจ้าชนะ ข้าจะคืนนางให้ทันทีเป็นไร?”
พวกเย่ลั่วล้วนสบถด่าในใจ ไอ้แก่นี่น่ารังเกียจสิ้นดี!
ซูอี้ไร้ปฏิกิริยา แล้วกล่าวลอย ๆ ว่า “หากข้าชนะ เจ้าต้องตาย ต่อให้เจ้าเอาชีวิตของจิ่นขุยมาขู่ก็ไม่ช่วย หากคิดให้ดี เจ้าควรคืนนางมาเสียยามนี้”
ดวงตาของชายชราชุดทองวูบไหว ซูอี้รักษาความเยือกเย็นไว้แต่ต้นจนจบ ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจยิ่ง
แต่ด้วยจำวัตถุประสงค์การมาครั้งนี้ และสิ่งที่ผีหมัวบอกเกี่ยวกับอาจารย์ตนได้ ชายชราชุดทองก็ยั้งตนเองไว้ในที่สุด เชิดคางขึ้นกล่าวอย่างเฉยเมย “ขอเพียงเจ้า ซูเสวียนจวินรับปากจะไม่หยุดข้ายามจากไป ข้าก็จะส่งคนให้เจ้า”
เห็นได้ชัดว่าผู้ส่งสาส์นแห่งโรงวาดฤทัยกำลังกลัว เขาดูระแวดระวังอย่างยิ่งแทนที่จะดูเย่อหยิ่งอย่างแสดงออก
ชายชราชุดทองรู้สึกโล่งใจ “ข้าเข้าใจว่าเจ้า ซูเสวียนจวิน ขอเพียงรับปากใด ๆ จะไม่มีวันกลับคำ นี่จึงเป็นเหตุที่ข้ายินยอมมาขอแลกเปลี่ยนกับเจ้า”
กล่าวพลาง แขนเสื้อของเขาก็โบกสะบัด
ฉัวะ!
ชิ้นหยกดำพลิ้วลอยออกมาตกสู่มือของซูอี้
จิตสัมผัสของซูอี้ทะลวงเข้าไปตรวจสอบภายใน และพบว่าจิ่นขุยเพียงถูกกักวิญญาณไว้เท่านั้น ไร้ความผิดปกติอื่นใด และเขาก็โล่งใจ
“เจ้าไปได้แล้ว”
ซูอี้เก็บชิ้นหยกดำไปพลางกล่าวเรียบ ๆ
ชายชราชุดทองหัวเราะกล่าว “ซูเสวียนจวิน เจ้าระวังตนไว้เถอะ คุณหนูของข้าออกจากพำนักเมื่อไร ข้าจะมาคิดบัญชีกับเจ้าแน่”
กล่าวจบ เขาและเซี่ยอวิ๋นชวนก็หันหลังจากไป
“อาจารย์ ท่านจะปล่อยพวกเขาไปเช่นนี้หรือขอรับ?”
ทว่าพวกเขากลับเห็นซูอี้หยิบน้ำเต้าสุราขึ้นจิบ กล่าวอย่างลอยชายว่า “ข้าจะไม่มีวันผิดคำสัญญา แต่… พวกเขาจะไม่อาจไปไหนได้”
วาจายังไม่ทันสิ้น เสียงกรีดร้องอย่างโกรธเคืองพลันตวาดลั่นกลางนภารัตติกาลไกลออกไป
“ซูเสวียนจวิน เจ้าส่งคนมาซุ่มโจมตีข้าอยู่แล้วนี่!”
มันคือเสียงของชายชราชุดทองที่ดังมาอย่างโกรธเคือง
ตู้ม!
เสียงต่อสู้สะท้านหล้าดุเดือดกึกก้อง และไกลออกไปใต้ผืนนภา เปลวเพลิงลามเลียทั่ว อสนีบาตคลั่งเคลื่อน ทั่วฟ้าดินดูราวถล่มทลาย
ทว่าเพียงครู่ต่อมา ทุกการต่อสู้ก็หยุดลงกะทันหัน
ขณะที่ทุกคนกำลังตะลึงและคาดเดาผลการต่อสู้นี้อยู่นั้นเอง ร่างหนึ่งก็ร่วงจากฟ้าลงสู่พื้นดังตุ้บ
เมื่อมองดี ๆ ก็พบว่าเขาคือชายชราชุดทอง!
ทว่ายามนี้ จมูกของเขาคล้ำเขียว ใบหน้าบวมเป่ง ร่างกายพังทลายโชกเลือด เนื่องจากบาดเจ็บสาหัส เขาจึงนอนอัมพาตบนพื้นและมิอาจลุกขึ้นได้
ทันใดนั้นเอง เสียงหวานเย็นยะเยือกอันเจือเสน่ห์ดึงดูดก็ดังขึ้นจากฟ้า
“พี่ซู คนจากสำนักเทพอัสนีเขียวตายแล้ว ส่วนผู้ส่งสาส์นจากโรงวาดฤทัยผู้นี้เป็นคางคกทองสามตาซึ่งหาได้ยากนัก เราย่างมันกินเสียดีหรือไม่?”
หัวใจของคนทุกผู้สั่นไหวขณะมองขึ้นตามเสียง
พวกเขาพบว่าท่ามกลางชั้นเมฆาใต้นภารัตติกาล หญิงงามผู้ดูราวหญิงสาวกำลังนั่งอย่างเฉื่อยชา เผยบรรยากาศอหังการราวมองลงมาจากสวรรค์
นางคือจักรพรรดิมารสวรรค์ผู้ซึ่งเหล่ามารในโลกหล้าถือว่าเป็น ‘ปรมาจารย์แห่งวิถีมาร’!
นางนั่งบนเมฆาอย่างเฉื่อยชาลำพัง กิริยาไร้ผู้ใดเทียบตะลึงจิตสรรพสิ่งท่ามกลางค่ำคืนมืดมิด
………………..