บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1092: กลยุทธ์
ตอนที่ 1092: กลยุทธ์
จักรพรรดิมารสวรรค์เปลี่ยนเรื่องคุยและกล่าวยิ้ม ๆ “โชคร้ายที่คนจากหอเก้าสวรรค์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตำแหน่งของพี่ซูในใจข้าสำคัญเพียงใด แม้จะให้เคล็ดฝึกฝน ‘วิถีสู่สวรรค์’ มาให้ข้าสักร้อยพัน ข้าก็ยังคร้านเกินกว่าจะมองอยู่ดี”
นางนั่งอยู่ริมผา ระดับต่ำกว่าซูอี้ผู้นั่งบนเก้าอี้หวายเล็กน้อย
จากสายตาของซูอี้ ย่อมสามารถมองเห็นเนินเขาสูงขาวกระจ่างดุจหิมะและร่องผาลึกซึ่งอาภรณ์สีแดงของจักรพรรดิมารสวรรค์มิอาจปกปิดได้หมดได้ ดูอย่างไรก็เตะตายิ่งนัก…
แต่ซูอี้ไร้ความคิดจะมาพินิจชื่นชม เขาคิดเพียงสิ่งเดียว และกล่าวขึ้น “จ้าวเรือนจำที่หกแข็งแกร่งเพียงไร?”
“แข็งแกร่งมาก”
เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของจักรพรรดิมารสวรรค์ก็เลือนหาย พลางกล่าวอย่างวิเคราะห์ “คนผู้นี้ต้องเป็นบุคคลร้ายกาจที่มีความสามารถลึกล้ำ และภูมิหลังเหนือธรรมดาแน่แท้ เขาฝึกฝนเพียงแปดพันปี แต่กลับอยู่ในขอบเขตสานพันธะลึกล้ำขั้นกลางแล้ว”
“ควรค่ากล่าวถึงเป็นพิเศษว่าคนผู้นี้มีนิสัยแข็งกร้าวดื้อดึง วางตนเยือกเย็นแต่ดุดัน”
“นอกจากนั้น คนผู้นี้ยังมีสมบัติลับติดตัวมากมาย สิ่งที่ทำให้ข้าประทับใจที่สุดคือคนผู้นี้มีดาบวิถีเล่มหนึ่งซึ่งมีภาวะดาบสุดยอดยิ่ง ยามรับมือดาบลับเล่มนี้ กระทั่งข้ายังสัมผัสได้ถึงอันตรายถึงตายอันน่าหวาดหวั่น”
“ดาบวิถีหรือ?”
ซูอี้สนใจมาก “เล่าให้ข้าฟังหน่อย”
เขาจำได้แม่นยำว่าหอเก้าสวรรค์มีดาบวิถีลึกลับเล่มหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติสูงสุดแห่งสำนักนี้
ทุกตัวตนผู้มีคุณสมบัติเข้าสู่หอเก้าสวรรค์ต้องทำสัตย์ปฏิญาณมหาวิถีต่อดาบวิถีในวันแรกเข้า สาบานด้วยใจวิถีว่าจะไม่แพร่งพรายข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับหอเก้าสวรรค์ หากฝ่าฝืน สภาพจิตใจจะพังทลาย วิถีเต๋าเสียหาย วิญญาณสิ้นสูญ!
เหมือนเช่นยามที่ซูอี้อยู่หน้าศิลาหลุมศพในเมืองมรณะ ซึ่งผู้ลงทัณฑ์ที่ห้าม่อชวนตายลงเพราะแพร่งพรายความลับของสำนักแก่ซูอี้
ควรค่าจดจำว่าผู้ลงทัณฑ์ที่ห้าม่อชวนเป็นตัวตนในขอบเขตรู้แจ้งลึกล้ำ แต่กลับตายแค่เพราะเผยความลับ!
ยามนั้น ซูอี้ประหลาดใจและไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าต้องเป็นดาบวิถีวิเศษอันใดที่สามารถผูกมัดชีวิตของตัวตนในขอบเขตรู้แจ้งลึกล้ำจากเพียงหนึ่งปฏิญาณ!
จนกระทั่งในภายหลัง ซูอี้จึงรู้ว่าตัวตนแข็งแกร่งเยี่ยงยมบาล เพื่อทำลายตรวนของ ‘สัตย์ปฏิญาณมหาวิถี’ นางกระทั่งต้องเสี่ยงทำสงครามกับดินแดนปรภพ บุกสู่กรมสุขาวดีเพื่อขโมย ‘หญ้าลวงสวรรค์’ ออกมาในสมัยโบราณ
ทั้งหมดนี้พิสูจน์ได้ว่าอำนาจดาบวิถีในหอเก้าสวรรค์ร้ายกาจเพียงใด
เพราะเหตุนี้ เรื่องนี้จึงทำให้ซูอี้สนใจอย่างยิ่งยวด
“ดาบวิถีนั่นยาวสี่ฉื่อ กว้างราวสี่ชุ่น เป็นสีดำสนิท และคมดาบทื่อ ๆ เรียบง่าย…”
จักรพรรดิมารสวรรค์กระซิบ ขณะบรรยายลักษณะของดาบวิถี “ข้าให้ความสนใจกับด้ามดาบของมันที่สุด มันตราลวดลายดวงตาลึกลับสีทองไว้”
“โชคร้ายที่ข้าในยามนั้นไม่อาจหยั่งถึงรายละเอียดของลวดลายนั้นได้แน่ชัด”
“ทว่าข้าก็ได้รู้มาว่านามของดาบนี้คือ ‘เถ้าวิญญาณ’!”
ซูอี้เลิกคิ้วเล็กน้อย
เขากล้าสรุปแล้วว่าดาบวิถีของจ้าวเรือนจำที่หกนี้ไม่ใช่สมบัติสูงสุดแห่งหอเก้าสวรรค์
เพราะถึงอย่างไร ครั้งหนึ่ง ยมบาลสาวก็เคยกล่าวอย่างแน่ใจว่าในหอเก้าสวรรค์ มีเพียงเจ้าหอเท่านั้นที่ควบคุมดาบนี้ได้ และกระทั่งผู้บวงสรวงสวรรค์ผู้แสนแข็งแกร่งทั้งสามยังมิอาจทราบที่มาและชื่อของดาบนี้เลย
ยามนี้ ตำแหน่งจ้าวเรือนจำที่หกนั้นต่ำเตี้ยกว่าผู้บวงสรวงสวรรค์มากนัก ดังนั้นเขาจะควบคุมสมบัติสูงสุดแห่งสำนักได้เช่นไร?
ทว่า จากวาจาของจักรพรรดิมารสวรรค์ ‘ดาบวิถีเถ้าวิญญาณ’ ในมือจ้าวเรือนจำที่หกนี้ก็ต้องเป็นสมบัติชั้นยอดด้วยเช่นกัน
หลังครุ่นคิดสักพัก ซูอี้ก็กล่าวว่า “งั้นเจ้าว่า หากเราร่วมมือกัน เราจะฆ่าคนผู้นี้ได้หรือไม่?”
จักรพรรดิมารสวรรค์แปลกใจ กล่าวขึ้นว่า “เจ้าอยากฆ่าคนผู้นี้หรือ?”
ซูอี้แก้ให้ถูก “พวกเขาต่างหากที่หมายหัวข้าก่อน และข้าจะไม่อยู่เฉยรอคอย”
ดวงตาของจักรพรรดิมารสวรรค์วูบไหว “หากเผชิญหน้าตรง ๆ ผลลัพธ์จะเกินคาดหยั่ง เพราะถึงอย่างไร คนผู้นั้นก็ยังไม่อาจทราบได้ว่ามีไพ่ตายมากเพียงไรในมือ”
เมื่อกล่าวถึงจุดนี้ หัวใจของนางก็สะท้านสั่น เค้าความตื่นเต้นปรากฏบนใบหน้า “คนผู้นั้นไม่ได้รับปากไว้หรือ ว่าขอเพียงข้าจับเจ้าได้ เขาก็จะเอาเคล็ดฝึกฝน ‘วิถีสู่สวรรค์’ มาแลกกับข้า? ขอเพียงข้าแสร้งจับเจ้าไป ไม่เพียงเราฆ่าเขาได้ เรายังได้เคล็ดฝึกฝนวิถีสู่สวรรค์ในมือเขามาอีก ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลย!”
ซูอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงตะลึง “เจ้าจะให้ข้าแสร้งว่าถูกเจ้าจับ หลอกพวกเขาให้มาหรือ?”
จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าวยิ้ม ๆ “พวกเขาไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับพี่ซูสักหน่อย ขอเพียงเราใช้ประโยชน์ให้ดี เราก็ลอบฆ่าพวกเขาโดยไม่ให้ตั้งตัวได้”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก และกล่าวว่า “อืม สักพักจากนี้ ให้เจ้าเผยร่องรอยของข้า ลวงยอดฝีมือจากหอเก้าสวรรค์ให้มาจัดการกับข้าได้”
จักรพรรดิมารสวรรค์ตะลึง “ไฉนจึงต้องรอเล่า?”
จักรพรรดิมารสวรรค์กะพริบตาปริบ ๆ แล้วหัวเราะคิก “ข้าลืมไปเลยว่าการฝึกฝนของพี่ซูยามนี้ต่างจากอดีตชาติมาก หากข้ากล้าล้อเลียนเจ้าเช่นนี้ในอดีตชาติ เกรงว่าเจ้าคงเสียมารยาทกับข้ามานานแล้ว”
ซูอี้เมินนางไป และกล่าวอย่างครุ่นคิด “เจ้าว่า ในเมื่อผีหมัวร่วมมือกับหอเก้าสวรรค์ เขาจะติดต่อคนจากลัทธิทางช้างเผือกด้วยหรือไม่?”
จักรพรรดิมารสวรรค์ตอบ “เป็นไปได้มาก!”
“ช่างเถอะ ข้าจะให้เวลาเขาสักหน่อย ให้เขาได้วางแผนเตรียมตัว”
ซูอี้กล่าว แล้วบอกกับจักรพรรดิมารสวรรค์ “ช่วยข้าแพร่ข่าวสู่โลกภายนอกที ว่าในสามเดือน ข้าจะไปสังหารศิษย์ชั่วผีหมัวล้างสำนักที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทวยุทธ์!”
จักรพรรดิมารสวรรค์คือตัวตนระดับ ‘บรรพชน’ ในแดนอสูรปรีดีซึ่งควบคุมขุมกำลังมารได้ทั่วโลกา หากให้นางรับเรื่องนี้ไป ทุกคนในมหาแดนดินจะได้รับรู้แน่แท้
จักรพรรดิมารสวรรค์กล่าวอย่างแปลกใจ “พี่ซู เจ้าพยายามให้ทุกคนในโลกหล้าเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผีหมัวหรือ?”
ซูอี้กล่าวอย่างสุขุม “เขาก่อตั้งพันธมิตรเสวียนจวินใต้นามของข้า และยามนี้เมื่อข้าเวียนวัฏกลับมา ข้าก็ควรประกาศแก่โลกหล้าอย่างชัดแจ้ง ข้าอยากเห็นว่าขุมกำลังที่เกาะติดในพันธมิตรเสวียนจวินจะยังมีมากเพียงไรที่กล้าสังเวยชีวิตตนให้ผีหมัวหลังรู้ว่าซูเสวียนจวินกลับมาแล้ว”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย นางก็กล่าวเบา ๆ “และต่อให้ผีหมัวรู้เรื่องทั้งหมดนี้ ก็ยังยากจะฟื้นตัวได้อยู่ดี เพราะถึงอย่างไร ข่าวการทำศึกในหุบเขาแสนปีศาจก็จะแพร่กระจายทั่วมหาแดนดินแน่แท้ ถึงยามนั้น ผู้ใดที่มีสมองก็ย่อมเดาได้ว่าพี่ซูคือผู้ใดแน่! และทั้งหมดย่อมเป็นการโจมตีใส่พันธมิตรเสวียนจวินของผีหมัวอย่างหนักหน่วง”
ทันใดนั้น จักรพรรดิมารสวรรค์ก็กล่าวพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย “แต่หากผีหมัวสังเกตได้ว่ามีบางอย่างผิดพลาดและหนีไปเสียก่อนเล่า?”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยเมย “หากทำเช่นนั้น เขาจะเสียชื่อเสียงในมหาแดนดินอย่างสิ้นเชิง และกลายไปเป็นคนชั่วผู้หักหลังอาจารย์ทำลายบรรพชนไป”
“จริงอยู่ที่เขาไม่ห่วงชื่อเสียง แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาจะมาต่อสู้กับข้าเองแน่”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จักรพรรดิมารสวรรค์ก็อดสงสัยไม่ได้ “ไฉนพี่ซูจึงกล้าแน่ใจเช่นนั้นหรือ?”
ซูอี้กล่าวเรียบ ๆ “เหตุที่ผีหมัวทรยศนั้นเกี่ยวกับคุณหนูแห่งโรงวาดฤทัย และอีกฝ่ายยังเป็นผู้สนับสนุนที่ใหญ่ที่สุดของผีหมัวด้วยเช่นกัน”
“และเจ้าก็รู้ว่าขุมกำลังของโรงวาดฤทัยมายังมหาแดนดินเพื่อรวบรวมสมบัติลับฟ้าดิน และสำรวจเคล็ดเวียนวัฏสงสาร”
“แค่เคล็ดเวียนวัฏสงสาร พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้าข้าอยู่แล้ว อีกทั้ง…”
เมื่อกล่าวถึงจุดนี้ ริมฝีปากของซูอี้ก็ยกยิ้มเยาะจาง ๆ “พวกเขายังห่วงเรื่องรับมือข้า จึงใช้ลัทธิทางช้างเผือกและหอเก้าสวรรค์ออกหน้า หากพวกเขามีโอกาสจัดการกับข้า พวกเขา… จะไม่พลาดแน่”
เขาแน่ใจว่าตั้งแต่เมื่อไม่นานนี้ นับแต่ผีหมัวประกาศต่อสาธารณะว่าถือเขาเป็นศัตรูร่วมของพันธมิตรเสวียนจวิน ชิงถังคงเดาตัวตนของเขาได้แล้ว
ทว่าสิ่งที่แปลกก็คือ จวบจนยามนี้ ชิงถังยังไม่ได้ลงมือใด ๆ หรือประกาศจุดยืนของนางต่อโลกหล้าเลย
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้ไม่แน่ใจเล็กน้อยว่าศิษย์คนเล็กผู้นี้คิดอันใดอยู่
“ไม่ว่าอย่างไร เรื่องทั้งหมดนี้… ก็ต้องถูกสะสาง…”
ซูอี้กล่าวกับตนเอง
จักรพรรดิมารสวรรค์ลังเลชั่วครู่ ก่อนกระซิบว่า “พี่ซู แน่ใจนะว่ามีหนทางช่วยข้าแก้ปัญหาฝึกฝนได้จริง ๆ?”
ตลอดมา นางใช้ตรวนมารวิถีต้องห้ามสิบสามเส้นเพื่อผนึกการฝึกฝนของนางไว้ แต่ถึงเช่นนั้น ก็แทบหยุดวิถีเต๋าของนางไว้ไม่ได้แล้ว
หากไม่แก้ปัญหาเลื่อนขอบเขตนี้โดยเร็ว การฝึกฝนของนางจะเสื่อมถอยแน่นอน!
และเมื่อเหตุเหตุนี้ขึ้น ในกาลต่อมา นางจะทำได้เพียงเฝ้ามองการฝึกฝนของนางดิ่งเหว อ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากตกลงสู่ขุมนรก!
อุปสรรคนี้กลายเป็นขวากหนามในใจของนาง
ซูอี้กล่าวโดยไร้ลังเล “อย่าห่วงไป ‘วิถีสู่สวรรค์’ ที่ถูกตัดขาดจากมหาแดนดินนั้นซ่อนอยู่ในปราณมารดาฟ้าดิน การขัดเกลาอำนาจเช่นนี้สามารถกลั่นกฎสวรรค์ดั้งเดิมที่สุดของภูมิดาราฟ้าดินได้ แล้วเจ้าก็จะเคลื่อนไปเป็นราชันย์แห่งภูมิในวิถีสู่สวรรค์ได้ต่อไป”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ในที่สุดจักรพรรดิมารสวรรค์ก็ดูตัดสินใจได้ และกล่าวว่า “พี่ซู รอข้าสองสามวันนะ ข้าจะไปเอาสมบัติโบราณที่ข้าสะสมไว้เมื่อสองสามปีก่อนมาสักหน่อย หากไม่มีปัญหาใด คงได้เห็นกันว่าชิ้นไหนบ้างที่มีปราณมารดาฟ้าดิน”
นางลุกขึ้น อาภรณ์แดงพลิ้วไสว หายวับไร้ร่องรอยไปทันที
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูอี้ก็อดหัวเราะไม่ได้ นางมารผู้นี้ ในที่สุดก็ยอมงัดสมบัติพวกนั้นออกมาได้เสียที!
………………..